เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล – ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย