การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปลายปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอมิครอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการการควบคุมการระบาด เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง และเวลาในการเปิดปิดสถานที่เสี่ยง แต่จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบให้กับทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรภาคีเครือข่ายต่างมีประสบการณ์ ทักษะและความชำนาญมากขึ้น จากการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ผ่านมา จึงได้มีการตั้งรับ ปรับแผน ในการทำงานภายใต้โครงการ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเป็นออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วม ให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงานไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ทุกภาคีสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนที่วางไว้มากกว่าช่วงต้นปี 2564 กิจกรรมหลักยังคงเน้นเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ

ในการดำเนินกิจกรรมในสองไตรมาสสุดท้ายของโครงการ (มกราคม-มิถุนายน 2565) แต่ละภาคีมีการสรุปผล รวบรวมประเด็น และข้อท้าท้ายจากการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติและการระบาดของโควิด-19 ในมิติที่หลากหลาย เช่น เวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติสู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติ, เวทีเสวนาออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สัมมนา “แรงงานข้ามชาติกับการเข้าถึงการเยียวยาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย” ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตอบสนอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3