หญิงวัย 57 ปี ในชุดผ้าไหมดูกระฉับกระเฉง แม้จะเป็นข้าราชการมาค่อนชีวิต แต่แววตาของเธอที่เหลืออายุราชการอีกไม่นาน กลับยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

และทั้งหมดจากบรรทัดนี้ไป คือ พลังของราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กำลังเข็นความหวังความฝันให้เข้าใกล้เป้าหมายอุดมคติทางการศึกษามากที่สุด

ตลอดการทำงานด้านการศึกษามา 35 ปี กชพร ตุณสุวรรณ เริ่มต้นจากการเป็นครูอยู่ 16 ปี ก่อนจะขยับตัวเองมาเป็นศึกษานิเทศก์ “เราเป็นครูมาก่อน สอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขยายโอกาส มีตั้งแต่อนุบาลถึง ม.3 เคยสอนทุกชั้น ยกเว้น ป.1 เริ่มสอนตั้งแต่ ป.2 แต่ส่วนใหญ่จะสอน ป.5-6 ต่อมาเป็น ม.1-3”

ครั้งนั้นเธอเล่าว่าการสอนเป็นระบบเก่า หลักสูตรการศึกษา พ.ศ. 2533 เป็นหลักสูตรที่มีสาระวิชาแค่ 5 วิชา คือ สปช.1 คณิตศาสตร์ ภาษาไทย กพอ.2 สลน.3 เวลาสอนจะไม่วุ่นวายมาก สำหรับระดับประถม เพราะเป็นวิชารวม

เธอว่าเธอเป็นครูที่อยู่กับบ้าน คือบ้านกับโรงเรียนอยู่ใกล้กัน เพราะฉะนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนว่าบ้านกับโรงเรียนไม่ได้แยกจากกัน “เราอยากมาโรงเรียนเมื่อไหร่ก็มาได้ เสาร์ อาทิตย์ก็มา เป็นเหมือนที่ทำงาน หรือเป็นบ้านอีกที่หนึ่ง เริ่มงานครูครั้งแรกบรรจุที่โรงเรียนหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ พอเราเป็นครูในพื้นที่ สอนมาหลายช่วงอายุ สามารถพูดคุยกับชาวบ้านและชุมชนได้”

จากประสบการณ์ครู เธอบอกว่าสมัยก่อนหากควบคุมเด็กให้อยู่ในกรอบได้ เด็กจะเชื่อถือ และเชื่อมั่นเรา เพราะไม่มีสื่อ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ทีวีก็ยังมีน้อย แต่ทุกวันนี้แตะเด็กไม่ได้ ตีก็ไม่ได้ เป็นยุคโซเชียลมีเดียและการตระหนักถึงสิทธิ กชพรเล่าถึงหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ว่า ช่วงที่ตนเป็นครู ไม่เคยเห็นศึกษานิเทศก์เข้าไปในห้องเรียนเลย ทั้งที่ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้พัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และช่วยเหลือครู นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของหน้าที่เรา อีกทั้งเมื่อก่อนมีหน่วยงานเดียวคือกรมวิชาการ พอมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เริ่มมีหลายสำนัก คนก็แข่งกันเก่ง แข่งกันเรียนหนังสือ แข่งกันเป็นด็อกเตอร์ ทำให้ด้านวิชาการต่าง ๆ นวัตกรรมต่าง ๆ เริ่มถูกเอาออกมาทดลอง แล้วผลักมาสู่โรงเรียน โดยผ่านศึกษานิเทศก์

“ต่างคนต่างเอามาทดลอง เพื่อทำวิทยานิพนธ์เป็นผลงานของตัวเอง ศึกษานิเทศก์เลยออกมาในรูปของการอบรมเป็นส่วนใหญ่”

แต่ด้วยอายุและประสบการณ์ กชพรรู้สึกว่าทำไมต้องวิ่งตามนโยบายที่มีเยอะเหมือนคนกินข้าวอิ่มมาก ๆ เมื่อก่อนมีพลังเยอะ ใครเอาอะไรมารับได้หมด พร้อมที่จะถ่ายทอดตลอดเวลา แต่ตอนนี้เริ่มที่จะเลือกกินอาหารดี ๆ เลือกที่เหมาะสม

“มันเกิดความคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนได้ครูต้องเปลี่ยนก่อน อะไรที่จะทำให้ครูเปลี่ยน ก็ไปเจอกับนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าตลอดชีวิตข้าราชการ ไปดูงานจะเจอที่ไม่ใช่ของจริง เราเห็นมาหมดแล้ว ผักชีโรยหน้าทั้งนั้น มีของจริงอยู่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่พอไปเห็นแล้วก็เดินเข้าห้องเรียนก่อนเลย เข้าไปดูว่าสอนยังไง เราก็ไปเจอมายแมป (Mind Map) เจอผลงานเด็ก เราเข้าไปอ่าน ที่ผ่านมาเจอผลงานเด็กที่เป็นลักษณะก็อปปี้ แต่โรงเรียนนั้นกลับไม่เหมือน เวลาเด็กพูดคุยกับครู ก็ไม่ตื่นตูม มีสมาธิดีมาก จากนั้นก็เริ่มแนะนำผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่เราดูแล เช่น โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม”

นวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่ กชพรบอกว่า ถ้าคนมององค์รวมเป็นจะรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เศรษฐกิจพอเพียงคือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning หรือ PBL) อย่างหนึ่ง ซึ่งเริ่มทำกัน 3 โรงเรียนก่อน คือโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม โรงเรียนหนองพอกวิทยายน โรงเรียนดงพยุงสงเคราะห์ “เราพาผอ.โรงเรียน กับครูวิชาการไปโรงเรียนละ 2 คน ไปดูก่อน ถ้าชอบต้องมาทั้งโรงเรียน ถ้าไม่ชอบก็จบ พอเข้าไปดูแล้วเขาชอบ เลยพาครูไปทั้งโรงเรียน เดิมทีในเครือข่ายของเรามีทั้งหมด 30 โรงเรี ยน พอกลับมาส่วนใหญ่ฮึกเหิม จิตศึกษาทำง่าย เห็นผลเร็วกับเด็ก เด็กนิ่ง มีสมาธิ มีจิตอ่อนโยนลง”

ในนามศึกษานิเทศก์ที่ต้องเสมือนเป็นพี่เลี้ยงครู กชกรบอกว่าครูทดลองทำอยู่ 30 สัปดาห์ เด็กเปลี่ยน เด็กมัธยมจากหนีเรียนไปข้างนอก ไปขี่มอเตอร์ไซค์ เขาไม่หนีเรียน เพราะกิจกรรมจิตศึกษาทำให้เด็กรักครู รักที่จะเรียน ครูรักเด็ก จากที่ครูตวาดเด็ก ตีเด็ก เขาจะไม่ตี ไม่ดุ ส่วนเด็กก็ได้สะท้อนตัวเอง โดยให้เขาบอกว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร ภูมิใจอะไร เขาจะพูดทุกวัน

“การสอนของครูแบบเดิมคือพูดคนเดียว แล้วเด็กก็มีหน้าที่ฟัง จด พอเราไปเห็นลักษณะนั้น เราเลยมีความรู้สึกว่าเหนื่อย บางทีแค่คำถามเล็ก ๆ เด็กตอบไม่ได้ เด็กต้องรอครู บางทีเราไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้อง แต่เราถามเพื่อดูไหวพริบ ทักษะการตอบ วิธีการตอบของเขา แต่ครูบอกไม่ได้ ต้องตอบให้ถูก”

กชพรพาเดินเข้าไปในหัวใจครู เธอบอกว่า “ครูมีจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าต้องสอนอะไร แต่อาจจะมีความรู้ใหม่ที่ต้องเพิ่มเติม สำคัญที่สุดคือใจ ถ้ามีใจรักที่จะทำ จุดเปลี่ยนของครูอยู่ตรงนี้ คำว่ายากก็จะไม่มี คำว่าทำไม่ได้ก็จะไม่มี”

แน่นอนว่าการเปลี่ยนเด็กเริ่มจากการเปลี่ยนครู แต่ในสายธารของการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ที่กชพรพูดมาก็เปลี่ยนตัวเธอเองไม่น้อยเช่นกัน

“มีความรู้สึกว่าอยากทำศูนย์เรียนรู้ ให้ลูกใครก็ได้ที่เขาไม่มีทรัพยากรพอที่จะส่งเสียเรียน เราจะสอนโดยจะใช้ทั้งนวัตกรรมจิตศึกษา กับ PBL” กชพรบอก คล้ายกับอยากเป็นครูเองอีกรอบ

ถามกชพรว่า คิดว่าช่วงก่อนเกษียณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหรือไม่ เธอบอกว่าสิ่งที่อยากเห็นคงไม่ได้หวังผลว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศไทย เอาแค่เฉพาะกาฬสินธุ์ที่ทำอยู่ คิดว่าจะได้เห็น มั่นใจว่าภายใน 3 ปีต้องมีอีกหลายโรงเรียนที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน

“ทำไมถึงกล้าบอกว่า 3 ปี เพราะตอนนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด เมื่อก่อนเข้าไปนิเทศก์ห้องอนุบาล ตอนบ่ายวุ่ยวายมาก เพราะเด็กจะไม่ฟัง ไม่เป็นระเบียบ เด็กวิ่งมาตะโกนโหวกเหวก คุยไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นภาษา ถามคำตอบคำ หรือพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่ปลายปี 60 หลังจากใช้นวัตกรรม ไปคุยกับเด็ก เขาคุยกับเราเหมือนผู้ใหญ่คุยเป็นเรื่องเป็นราว มีสัมมาคารวะ หรือถ้าถามว่านี่ผักอะไร เอาไปทำอะไร สีอะไร เขาจะตอบรู้เรื่องกว่าเด็กที่ไม่ผ่านกระบวนการเรียนนี้”

กชพรย้ำถึงการปฏิบัติลงมือทำจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง “พอทำแล้วได้ผล ขนาดโรงเรียนหรืออายุของครูไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่จะเอานวัตกรรมเข้าไปใช้ อยู่ที่ใจล้วน ๆ ถ้าพร้อมจะเปิดรับและกล้าสู้กล้าทำ ที่สำคัญคือการสื่อสาร

“ตอนนี้ครูเรายังเปลี่ยนไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ท้าท้ายคือจะทำยังไงให้ครูทุกคนในโรงเรียนเห็น แต่ก็มีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาอีก เช่นครูที่เราเทรนไว้แล้ว ให้ความรู้ ปรับสภาพจิตใจทุกอย่างดีหมดแล้ว แต่เขาย้าย พอได้ครูคนใหม่มาแทน เราต้องมาทำการเทรนใหม่อีก นี่คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้”

ส่วนครูที่ไม่ย้ายไปไหนก็มีไม่เห็นด้วยและไม่ลงมือทำ นี่คือโจทย์ของกชพรในนามของศึกษานิเทศก์ แต่เหมือนเธอบอกว่าทุกอย่างถ้ามีใจ ไม่มีคำว่ายาก ตรงนี้เธออาจกำลังบอกกับตัวเองอยู่ด้วยก็เป็นได้

“ถ้าจะให้เปลี่ยนได้จริง ๆ ครูต้องเห็นผลผลิตของคนที่ทำ เมื่อเขาเห็นว่าได้ผลจริง ซึ่งเราขออย่างเดียวคือว่าถ้าไม่ทำอย่าขัดขวาง ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนจะนิ่งไม่ได้ ครูก็ต้องคอยดูเด็กของตัวเอง ผอ.ต้องคอยดูครูของตัวเอง ถ้าครูเริ่มไฟมอดแล้วก็ต้องคอยเติมไฟให้”

อย่างน้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ในสายตาของกชพร อาจบรรลุเป้าไปเกินครึ่งทางแล้ว

“เด็กตั้งใจเรียน มีทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ความรับผิดชอบ อ่อนน้อมถ่อนตน และมีมารยาท” กชพรย้ำถึงสิ่งที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจในการเปลี่ยนแปลง

บางความคิดที่กำลังหมดหวังต่อราชการไทย แต่คนอย่างกชพรกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอกำลังสร้างความหวังใหม่ และส่งต่อไฟให้ครูอีกหลายคนรับไปลุกโชนเพื่อนักเรียนของพวกเขา

 


1 สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์

2 กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหางานบ้าน การเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และคอมพิวเตอร์

3 สลน. (สร้างเสริมลักษณะนิสัย) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาจริยศึกษา พระพุทธศาสนา ดนตรี-นาฏศิลป์ และศิลปะ