จากโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าข่ายถูกยุบ-ควบรวม โรงเรียนบ้านฮากฮาน อ.เวียงสา จ.น่าน ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ให้แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่านโยบายร้อนปี ’59-60 ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 1 หมื่นโรง

“ความแข็งแกร่ง” นี้หมายถึงอะไร บอกอะไรเราได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเป็นตัวอย่างของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่และนโยบายได้อย่างไรบ้าง?

จากการถอดบทเรียนผ่านประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านฮากฮาน Access School โครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป พบว่า กว่าโรงเรียนบ้านฮากฮานจะมีวันนี้ที่โรงเรียนและชุมชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรอดพ้นจากการยุบควบรวมได้ เริ่มจากความพยายามของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ปรียานุช วงษ์แก้ว หรือ “ผอ.หญิง” อย่างที่เป็นที่รู้จักในโรงเรียนและชุมชน ผอ.หญิง เข้ามาบริหารตั้งแต่ ปี 2559 ก่อนหน้านี้ ภาพของชาวบ้านที่มีต่อโรงเรียนนั้นไม่ได้สู้ดีนัก และช่วงแรกของการเข้ามาบริหารโรงเรียน ผอ. ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเท่าไร แต่ด้วยความพยายามของ ผอ. ในการสร้างความร่วมมืออย่างจริงใจกับชุมชน จนปัจจุบัน ผ่านไปร่วม 5 เกือบ 6 ปี ชุมชนกับโรงเรียนนั้นแยกกันแทบไม่ออก ผอ. กล่าวว่า หัวใจคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่าโรงเรียนมีอยู่เพื่อพัฒนาชุมชนและลูกหลานของชุมชนอย่างแท้จริง

โรงเรียนร่วมใจ

ผอ.หญิง แบ่งปันเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งว่า ปกติเวลาที่ชาวบ้านมีประชุมหรือหารือกัน จะมาใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ประชุม ซึ่งทาง ผอ. มองว่าโรงเรียนไม่ได้มีพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการจัดประชุมของชาวบ้านมากนัก ต้องนั่งบ้าง ยืนบ้างเวลามานัดพบที่โรงอาหารของโรงเรียน จึงเกิดความคิดอยากสร้างอาคารเอนกประสงค์ขึ้นมาเพื่อการประชุมและการใช้งานอื่น ๆ ขึ้น แต่ด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จึงไม่มีงบประมาณสำหรับการต่อเติมโรงเรียน ทางผอ. จึงพยายามติดต่อภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือนี้ จนไปได้วัสดุก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างอาคารมาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทว่าบริษัทสามารถให้ได้เพียงค่าวัสดุมูลค่า 250,000 บาทเท่านั้น ไม่มีค่าแรงงานก่อสร้างให้ ลำพังโรงเรียนก็ไม่สามารถหาเงินมาจ้างคนมาสร้างแน่นอน ผอ.จึงนำเรื่องมาปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนว่ามีโอกาสนี้เข้ามา จะรับไว้กันดีหรือไม่ ทางคณะกรรมการเลือกที่จะรับ ผู้ใหญ่บ้านฮากฮานซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย ก็ได้นำเรื่องไปหารือกับชุมชนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ ชุมชนก็ตอบตกลง จากนั้นเอง สมาชิกชุมชนก็หมุนเวียนกันมาช่วยสร้างอาคารเอนกประสงค์จนเสร็จสิ้น “เราตั้งชื่อว่าอาคารประชาร่วมใจ นี่คือจุดเริ่มต้นที่โรงเรียนสามารถรวมใจของชาวบ้านได้ ชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ว่านี่คือโรงเรียนที่เขาทุกคนเป็นเจ้าของ” ผอ.หญิงกล่าว “ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ที่บ้านฮากฮานเรามุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ปัจจัยพื้นฐานครบก่อน เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ที่ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ” และในที่สุด เมื่อความหวังดีและน้ำพักน้ำแรงของทุกคนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเป็นมรดกที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงไม่แปลกที่ชุมชนเริ่มเชื่อมั่นและศรัทธาในโรงเรียนของพวกเขา รวมถึงในตัวผู้นำโรงเรียนเองด้วย

ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน ผอ.หญิงเล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทมาก เป็นผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า บวกกับเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย จึงทำให้ทำงานร่วมกันใกล้ชิด “ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ในฐานะตัวกลางที่จะประสานกับชุมชน เมื่อโรงเรียนขอความช่วยเหลือไป ท่านก็สามารถช่วยรวมพลังชุมชนมาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ เป็นเหมือนแรงร่วมใจที่เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศ ชุมชนก็จะรีบมาทันที”

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือตอนที่ชาวบ้านร่วมลงขันจ้างครู 2 คนให้แก่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ซึ่งมีครูไม่ครบชั้น แม้ว่าชาวบ้านจะมีอาชีพเกษตรกรที่อาจจะมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ด้วยความเชื่อมั่นและคุณค่ามีให้ต่อการศึกษา พวกเขากลับบอกว่า “ในเมื่อผู้อำนวยการและครูทำเพื่อชุมชนขนาดนี้ ทำไมพวกเขาจะทำให้ไม่ได้” เงินที่ได้จากการลงขันต่อปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานมีทุนช่วยเหลือในการจ้างครูโดยไม่ต้องทอดผ้าป่าเลย

ผู้ปกครองช่วยกันเตรียมแปลงผักของโรงเรียน / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ในฐานะผู้อำนวยการ ผอ.หญิงเชื่อมาตลอดว่า โรงเรียนที่ดีไม่ได้วัดกันที่โล่หรือป้ายรางวัล แต่ดูที่คุณภาพของผู้เรียน ซึ่งเป็นผลจากการที่ครูจัดการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพ มีความต้องการของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบและรูปแบบการบริหารโดยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีการบริหารจัดการที่ดี เมื่อวันที่โรงเรียนบ้านฮากฮานเริ่มเข้าที่เข้าทางด้านกายภาพ ก็เหลือเพียงทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ได้ตามที่ผู้อำนวยการเคยฝันไว้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อเดิม ๆ ต่อโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทนั้นหมดอายุเสียแล้ว

ในปี 2560 ผอ.หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กน่าน เขต 1 ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ได้ทำความรู้จักและอบรมเรื่องเครื่องมือสอนคิดที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย “พอเราเรียนรู้แล้วเราก็ปิ๊งเลย อยากนำกลับมาใช้ ก็เลยปรับใช้เครื่องมือสอนคิดมาเรื่อย ๆ ครูกลายเป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เหมือนโค้ชคอยให้คำปรึกษาและกระตุ้นผู้เรียน นักเรียนเองจากที่นิ่ง ๆ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวว่าจะผิด ก็ค่อย ๆ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น บางคนสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างสร้างสรรค์ และกระตือรือร้นอยากจะเข้าห้องเพื่อเรียนรู้”

“ตัวเราเองก็เปลี่ยน” ผอ.หญิงเสริม “ในฐานะผู้บริหารจากเดิมที่เน้นการเรียนการสอนเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม เราใช้ความเป็นกัลยาณมิตรและเพิ่มการพูดคุยและรับฟังกันมากขึ้น สุดท้ายผู้ปกครองเองก็เข้ามาร่วมออกแบบการเรียนรู้ และพัฒนาโรงเรียนร่วมกับครู ชุมชนมีความภาคภูมิใจกับความคิดสร้างสรรค์ของบุตรหลานตนเอง และมีความเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกันในแง่วิชาการด้วย”

เมื่อพูดถึงชุมชนที่ตั้งอยู่บนขุนเขาภาคเหนือ เราคงมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมไปไม่ได้ แต่นั่นไม่มีผลต่อความเป็นหนึ่งของชุมชนแต่อย่างใด เพราะความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง โรงเรียนเองยังได้นำบริบทพื้นฐานทางชุมชนที่มีความหลากหลายมาบูรณาการกับการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของเพื่อนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของผู้อื่น ให้เกียรติและมีความเห็นอกเห็นใจในตัวผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญในผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ผอ.ปรียานุช วงษ์แก้ว ในงานอบรมการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด. ภาพ: ActionAid

มากกว่าโรงเรียน

งานวิจัยในหลายประเทศที่ศึกษาโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางของชุมชน พบว่า โรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือชุมชนหนึ่ง ๆ มักทำหน้าที่และมีคุณค่านอกเหนือไปจากการเป็นสถานศึกษา และรองรับความต้องการของชุมชนได้กว้างขวางมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันพลเมืองอื่น ๆ เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โบสถ์ ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัย ฯลฯ โรงเรียนเป็นทรัพยากรสำคัญของหมู่บ้าน เป็นสถานที่นัดพบที่เอื้อให้ผู้อาศัยในชุมชน โรงเรียน กิจการ และชุมชนในพื้นที่มีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สายสัมพันธ์ และคอนเนคชั่นใหม่ ๆ โรงเรียนอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และโอกาสทางสังคม วัฒนธรรม และการพักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ โรงเรียนเป็นสถานที่ที่คนจากรุ่นสู่รุ่นมารวมตัวกัน เป็นสถานที่ที่ “หล่อหลอมตัวตนของชุมชน”

สำหรับชุมชนที่โอบล้อมโรงเรียน โรงเรียนบ้านฮากฮานเป็นอะไรบ้าง? ที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานศึกษาใกล้บ้านและ “บ้านหลังที่สอง” ของลูกหลานในชุมชน แต่ยังเป็นทั้ง (1) ห้องเรียนของชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพแก่ชาวบ้าน เช่น การทำขนม เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพ (2) ห้องสมุดชุมชนที่สามารถมาหาข่าวสารและความรู้ (3) พื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ของ กสทช. (4) พื้นที่จัดประชุม ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และการประชุมการหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เมื่อ อบต. หรือ ธกส. เข้ามาพูดคุยเรื่องการทำเกษตร (5) ศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น สำหรับชาวบ้านกลุ่มโครงการปลูกโกโก้ของอำเภอเวียงสา (6) พื้นที่ปลูกพืชผักสำหรับชาวบ้าน (7) พื้นที่ออกกำลังกายของชุมชนในตอนเย็น ซึ่งโรงเรียนจะเปิดไฟและมีน้ำดืมไว้ให้ (8) สถานที่จัดงานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณูปการต่อชุมชน

เมื่อเป็นพื้นที่ของชุมชน โรงเรียนย่อมคุ้นหน้าคร่าตาสมาชิกชุมชนเป็นอย่างดี แต่หากพูดถึงตัวละครที่มีปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนมากที่สุด และมีบทบาทในการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้อยู่รอดโดยไม่ถูกยุบควบรวมโดยตรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มต่อไปนี้ (1) ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นทั้งผู้นำชุมชนและประธานกรรมสถานศึกษา มีบทบาทมากในการเชื่อมชุมชนกับโรงเรียน (2) คณะกรรมการสถานศึกษา ทั้งหมด 9 ท่าน ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน (เลขานุการ) ครู องค์กรทางศาสนา ตัวแทนผู้ปกครอง ศิษย์เก่า สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ผู้ทรงคุณวุฒิแพทย์ประจำตำบล ผู้แทนชุมชนหรือผู้ใหญ่ที่ชุมชนเคารพนับถือ เช่น อดีตผู้ใหญ่บ้าน (3) ผู้ปกครองในชุมชน ซึ่งติดต่อกันโดยตรงได้ผ่านนักเรียน (4) สมาชิกชุมชนคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้ปกครองนักเรียน (5) ผู้อำนวยการและคณะครู ที่กระตือรืนร้นในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ไปประชุมชุมชนของผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน (6) องค์กรเอกชน นิติบุคคลธรรมดา รวมตัวกันมาช่วยผู้อำนวยการ ช่วยสร้างอาคาร ห้องน้ำ นำขนมมาแจกเด็ก ๆ

บรรยากาศการประชุมผู้ปกครองที่จัดขึ้นใน “อาคารประชาร่วมใจ” / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ผอ.หญิงเสริมว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก็มีบทบาท แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น “เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราก็อยู่ได้ เพราะตัวละครกลุ่มอื่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่โอบอ้อมกันและเข้มแข็งมาก”

หากตอนนั้นโรงเรียนและชุมชนไม่สู้ ไม่เกื้อกูลกันในเรื่องทรัพยากร พิสูจน์คุณภาพทางวิชาการ และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง โรงเรียนบ้านฮากฮานอาจจะได้รับผลจากนโยบายยุบ-ควบรวม และหากโรงเรียนหายไป ย่อมทำให้ชุดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนได้รับผลกระทบ เพราะนอกจากเด็ก ๆ ของชุมชนจะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน และผู้ปกครองต้องรับมือกับ “ราคา” ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น (ตั้งแต่ราคาเม็ดเงินของค่าเดินทาง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปจนถึงความรู้สึก ความกังวลใจต่าง ๆ ที่มาจากการส่งลูกหลานไปเรียนที่ไกล) เมื่อชุมชนเสียโรงเรียน ชุมชนก็จะเสียพื้นที่สาธารณะไปด้วย พื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการพัฒนาและความอยู่รอดของชุมชนในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม