จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

Full Access: จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

ในปีที่ 1 ของโครงการ แม้จะพบข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 แต่โครงการก็ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ จดหมายข่าว "Full Access" ฉบับปฐมฤกษ์ รวบรวมข่าวสารและไฮไลท์สำคัญของโครงการ ในปี 2563 ไว้แล้ว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเส้นทางสู้การศึกษาที่ "เข้าถึง" ได้ ความก้าวหน้าของโครงการผ่านตัวเลข และเสียงสะท้อนจากชาว Access School อาทิ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต ๑ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการ Access School ฉบับที่ 1

โครงการ Access School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล - ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย


จดหมายข่าว โครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 เศรษฐกิจและสังคม ในประเทศไทย ต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก ถึงแม้ว่าช่วงกลางปี-สิ้นปี การระบาดจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่โครงการอียูรับมือโควิดที่ได้รับ การสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป ยังคงเดินหน้าดำเนินกิจกรรมต่าง  เพื่อช่วยฟื้นฟูให้แก่กลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วนในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น การมอบถุงยังชีพ หรืออบรมต่าง  ทุกกิจกรรมนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งกลุ่มเป้าหมาย และองค์กรภาคีที่ได้มีส่วนร่วมทำให้กิจกรรมต่าง  เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายที่จะให้ทุกคนสามารถรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืน

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1


ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 55 ของประเทศไทย ได้แถลง นโยบาย 12 ข้อในการจัดการศึกษา ต่อคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชน ในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในนามขององค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ขอแสดงความยินดีกับท่านตรีนุช ที่ได้เข้ามารับหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับท่านรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบาย 12 ข้อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป

ทั้งนี้จากนโยบาย 12 ข้อที่ท่านได้แถลงต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและเพิ่มเติม โดยภาพรวม นโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อเป็นแนวนโยบายที่จะเป็นธงนำไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศไทยได้ และเข้าใจว่าคงจะบรรจุอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2565-2569 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะเพิ่มเติมให้นโยบายการจัดการศึกษามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2561-2565 และสามารถสะท้อนตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2565-2569 ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

เป้าหมายการจัดการศึกษา

ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนในสังคม มีทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะและความสุข

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นโยบายชัดเจนในการนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นธงนำให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามเป้าหมายการจัดการศึกษาชาติ จึงขอเสนอวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ข้อและให้จัดกลุ่มนโยบายทั้ง 12 ข้อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม:

จุดประสงค์ที่ 1 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จุดประสงค์ที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลักการสำคัญของนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละข้อ จะขอเพิ่มเติมขยายความ 5 นโยบาย ได้แก่ ข้อที่ 1 (การปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เท่าทันศตวรรษที่ 21) ข้อที่ 2 (การพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัลของครู) ข้อที่ 3 (การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์ม) ข้อที่ 4 (การกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษา) และ ข้อที่ 10 (การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการศึกษา) ตามลำดับ ดังนี้

 

นโยบายข้อที่ 1 – การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีความรู้ มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

โดยหัวใจ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ควรจะขยายความให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษาไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ยังติดอยู่กับระบบการใช้รายวิชาเป็นฐาน (Subject-based learning) ที่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ไม่เน้นการฝึกฝนสมรรถนะ ดังนั้น นโยบายข้อนี้ควรปลดล็อกหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอุปสรรคปัญหา ไปสู่การเรียนรู้ที่ทันสมัยและรู้จริง (Mastery learning) ซึ่งหมายถึง กระบวนการเรียนเพื่อรอบรู้จนเชี่ยวชาญ ด้วยการดำเนินการให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนแต่ละคนตามความชอบ ถนัด สนใจ หรือแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการเหมือนกัน บนฐานชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง ด้วยการแสวงหาวิธีการ สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนรอบรู้ คือ ”รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กัน (ป้องกัน) รู้แก้ รู้ทำ” ประยุกต์ใช้จนเชี่ยวชาญในแต่ละระดับได้ หากผู้เรียนได้รับเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การที่จะให้ผู้เรียนหรือพลเมืองไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น ต้องระบุว่า ให้มีความรู้และฝึกประยุกต์ใช้ความรู้แบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based Learning) นั่นคือ การใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตที่สามารถใช้การได้จริงและได้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องขยายความคำว่า “บริบทสังคมไทย” ซึ่งเป็นบริบทที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนฐานพหุวัฒนธรรม ปัญญาและหลากหลายชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนถึง 56 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6.09 ล้านคนหรือร้อยละ 9.68 ของประชากรในประเทศไทย (รายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พ.ศ. 2555) ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทั้งในที่สูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มน้ำตะวันตก พื้นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ผูกพันและพึ่งพาวิถีธรรมชาติได้สะสมเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายระบบการศึกษาไทยไม่ได้จัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะของผู้เรียน ที่ยึดโยงกับบริบทที่หลากหลายของสังคมไทยที่ จึงส่งผลให้ผู้เรียนยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งห่างไกลชุมชน ไม่รู้จักรากเหง้าตนเอง ไม่รู้จักพหุภูมิปัญญาของสังคมไทย หรือธรรมชาติในมิติทางนิเวศและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

 

นโยบายข้อที่ 2 – การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนา
ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย
และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

นโยบายข้อนี้ควรคำนึงถึงการตอบโจทย์หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่แผนการศึกษาชาติและนโยบายได้ปลดล็อกใหม่ ดังนั้นควรเพิ่มสมรรถนะให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาที่ใช้สมรรถนะเป็นฐานการเรียนรู้ (Competency-Based Learning) และพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานพหุปัญญาชุมชน วัฒนธรรม ธรรมชาติตามบริบทของสังคมไทย

 

นโยบายข้อที่ 3 – การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP)
และการส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ
พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย
และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษามาใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา

เนื่องจากปัจจุบัน ฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของชาติที่กล่าวไว้ในนโยบายข้อนี้ ยังไม่เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกันได้ในทุกระบบ ทุกประเภทการศึกษา เช่น ระบบฐานข้อมูลของการศึกษาทางเลือก หรือกลุ่มการศึกษาของเด็กนอกระบบและตามอัธยาศัยของสถาบันสังคม (ตามมาตรา 12) ยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบและยังไม่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาแห่งชาติ (DMC) ได้ รวมถึงยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการจุดมุ่งหมายการศึกษาชาติ ดังนั้น จึงขอให้เพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบ Big Data ด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อสนับสนุนการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือผู้เรียนให้เข้าถึงการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยทุกประเภทและสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลส่วนราชการอื่นๆได้ตามเงื่อนไขของระบบกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่กำหนด

เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ขับเคลื่อนไปบนโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ระบบฐานข้อมูลการศึกษาชาติควรเท่าทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และสร้างสรรค์การศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาชาติ ขอให้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

    1. ปรับปรุงฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ หรือ Data management Center (DMC) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาประเภทนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของสถาบันสังคมตามมาตรา12 (การศึกษาโดยครอบครัวและการศึกษาในศูนย์การเรียนของบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา) ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเฉพาะ กศน.จึงทำให้ฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนนอกระบบกว่า 10,000 คนและสถานศึกษานอกระบบกว่า 1,500 แห่งไม่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ
    2. ฐานข้อมูลสถานศึกษาขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ด้วยตนเอง หรือมีคุณภาพและมาตรฐานที่หลากหลายตามบริบทสังคมไทย
    3. ฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและพัฒนาเด็กเยาวชนของประเทศไทยที่หนุนเสริมและสนับสนุนพัฒนาการศึกษาไทย
    4. ฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา ครูอาสา ครูชุมชนที่ร่วมสนับสนุนการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่างๆ
    5. ฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนทุกเพศวัยและสถานศึกษาทุกระดับ เช่น แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกษตรกรรม หัตถกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี กีฬา ฯลฯ
    6. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย นโยบาย กฎหมาย และแผนการศึกษาชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ควรเปิดระบบหรือกลไกที่ให้ประชาชน ผู้เกี่ยวข้อง หรือภาคประชาสังคมที่สนใจสามารถเข้าถึงและเข้าใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้โดยสะดวกมากขึ้น

 

นโยบายข้อที่ 4 – การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษา
ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อกำหนดให้มีระบบบริหารและการจัดการ
รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว
การบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน มีระบบการบริหารงานบุคคลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

ข้อนี้เป็นแนวนโยบายที่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เขียนขอเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

ให้มีการศึกษาทบทวน กฎหมายการศึกษาเพื่อปลดล็อก ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายรวมถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจเป็นอุปสรรค ปัญหา และรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาไว้ที่ส่วนกลางมานาน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 4 (4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่การจัดการศึกษาเป็นของรัฐโดยกระทรวงศึกษาส่วนกลาง หน้าที่ของบุคคล/ประชาชนมีเพียงต้องเข้ารับการศึกษาอบรมโดยขาดการมีส่วนร่วม สนับสนุน พัฒนาการศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรมีศึกษาเรื่องกฎหมายการศึกษาหรืองานวิจัยอย่างจริงจัง

นอกจากการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายการศึกษาแล้ว การบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐานจะให้สำเร็จได้ต้องเพิ่มเติม กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน เขต 1 ได้ร่วมดำเนินงานในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่และระดับประเทศร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนและยื่นข้อเสนอต่อนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงแรกเริ่ม จวบจนกระทั่งในปี 2559 ได้มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการทำงานร่วมกัน ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงรูปธรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด หรือ Thinking Tools ซึ่งได้รับนวัตกรรมมาจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มาทำงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน สมาคมฯ นำนวัตกรรมเครื่องมือสอนคิดมาขยายผลอย่างเป็นระบบ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเครือข่ายในการออกแบบการสอน อบรมครู ลงมือทำ ติดตามผล รวมถึงสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ที่เล็งเห็นความสำคัญ จนรับแนวทางการสอนคิดเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายระดับ

ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่หยุดการพัฒนาและมุ่งหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยกำลังและความตั้งใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพของโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ วันนี้ สมาคมฯ และสพป. น่าน เขต 1 ได้วางรากฐานความร่วมมือกับ สพป. น่าน เขต 2 ในการขยายผลการเปลี่ยนแปลงไปยังโรงเรียนอีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

 

นโยบายข้อที่ 10 – การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้สามารถสะท้อนออกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจน ขอเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน และการใช้นอกจากผ่านระบบดิจิทัลแล้วควรผ่านระบบการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานสมรรถนะจริงในปัจจุบันด้วย

ผู้เขียนขอชื่นชมนโยบายข้อที่ 11 นโยบายข้อที่ 12 ที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ในนโยบายข้อที่ 12 การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ควรรวมถึงผู้เรียนที่อยู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่ประสงค์จะเรียนตามที่ตนเองสนใจ ถนัดและมีความต้องการที่จำเป็นพิเศษอื่น ๆ ด้วย

 

โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับ นโยบาย ของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

 


 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


เพราะโรงเรียนเป็นของ ชุมชน : สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

เพราะโรงเรียนเป็นของชุมชน: สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

ใครคือเจ้าของโรงเรียน?

สมัย มะหา ครูชุมชนอาสา แห่งโรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อดคิดไม่ได้เมื่อทราบข่าวนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กช่วง 4 ปีก่อน ในหัวของเธอมีภาพโรงเรียนร้างลอยเข้ามาทันที เธอรู้สึกตกใจ สับสน และมีคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย

โรงเรียนในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร? เด็ก ๆ จะไปเรียนที่ไหน? ในหมู่บ้านเราจะไม่มีโรงเรียนอีกแล้วหรือ? พื้นที่แห่งนี้จะถูกปล่อยให้รกร้าง หรือจะใช้ประโยชน์อะไร? แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เหล่านี้คือคำถามของชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเล็กแห่งนี้ พื้นที่ที่ได้ให้ความรู้แก่คนในชุมชนมาหลายต่อหลายรุ่นจะต้องหายไปหรือ? ณ เวลานั้น สมัยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจคือ การอยู่เฉย ๆ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเป็นแน่

เมื่อสมาคมไทบ้าน องค์กรพัฒนาสังคมในจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2560 สมัยได้เข้าร่วมการประชุมของสมาคมฯ ในฐานะสมาชิกชุมชน และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการรักษาโรงเรียนไว้ไม่ให้ถูกยุบควบรวม จึงเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เพียงพอเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นครูอาสา บทบาทหน้าที่ใหม่นี้เปิดโอกาสให้เธอแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ เสนอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับครูในโรงเรียน ทั้งที่บุคลิกเดิมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

จากหญิงชาวนา สู่ครูอาสาของชุมชน

การได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมบ่อย ๆ ทำให้ครูสมัยเห็นศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาทักษะเดิม และนำไปสู่การแสดงความสามารถด้านการสอนผ่านความรู้ภูมิปัญญา ผสานเข้ากับนวัตกรรมจิตศึกษา หรือกระบวนการที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ)

สำหรับครูสมัย จิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้เด็ก ๆ ก่อนพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการ หรือทักษะชีวิต อาทิ การทอเสื่อกก การปลูกผักและข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงปลา การทำอาหารท้องถิ่น และการประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ เธอพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นี้ ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากผู้เรียน เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบทางความคิด หรือแม้แต่กรอบกายภาพของโรงเรียนเล็ก ปูพื้นฐานประสบการณ์ เติมทักษะชีวิต ให้นักเรียนเอาตัวรอดได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นครูชุมชนอาสา ความกล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมเพื่อช่วยสร้างสรรค์ให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาของผู้หญิงชาวนาคนหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง ในการรักษามรดกของชุมชนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กิจกรรมจิตศึกษาสร้างสมาธิ และพลังสงบ

แรงผลักดันของครูสมัย ครูอาสาชุมชน อีก 12 คน และครูประจำ 2 คน ทำให้โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีฐานเรียนรู้ในโรงเรียนมากขึ้น ต่อมาถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูในระบบ ครูอาสา และนักเรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคนในชุมชนที่ให้ความสนใจ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีการปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นการต่อยอดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต

"คำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน
เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วม
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานของชุมชน"

จากการถ่ายทอดประสบการณ์ ครูสมัยเล่าว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ "การวางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งมั่นลงมือทำให้ถึงที่สุด จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนคือใจยังอยากให้โรงเรียนคงอยู่กับชุมชนตลอดไป เพราะคำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานในชุมชน" สำหรับชุมชนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง การรักษาโรงเรียนที่เป็นมรดกร่วมของพวกเขา ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สามารถทำได้จริง ด้วยหลัก "ปลูกคนดี ให้มีปัญญา ทำมาหากินเป็น" สร้างครูอาสาให้เข้ามาจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

วันนี้ โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีนักเรียน 26 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้มแข็งในเครือข่ายของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จ และขับเคลื่อนร่วมกันต่อในโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาโรงเรียนในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก ให้คงดำรงอยู่ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง


การตลาดออนไลน์สำคัญกับ ชาวเล อย่างไรในยุคโควิด?

การตลาดออนไลน์สำคัญกับชาวเลอย่างไรในยุคโควิด?

หลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอด คำถามนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เราหรือคนในชุมชนเมือง แต่รวมไปถึงชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะเช่นกัน

จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของโครงการอียูรับมือโควิด ในกิจกรรมการอบรมการตลาดออนไลน์ จากชุมชนชาวเล ทั้ง 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ ภูเก็ต และสตูล ในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่า ชาวบ้านตามเกาะต่าง ๆ ทั้งที่มีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาชีพประมง หรืออื่น ๆ ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่บนชายฝั่งและชุมชนเมือง บางคนอาจได้รับผลกระทบที่มากกว่า เพราะไม่มีทั้งเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายได้ที่แน่นอนในแต่ละวัน บางคนต้องหาเช้ากินค่ำ รับจ้างรายวัน เพื่อประทังชีวิตของตนและครอบครัว บางคนต้องตกงาน เพราะนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ การทำประมงในบางพื้นที่ก็มีปัญหาเรื่องการซื้อขาย และส่งออกที่อย่างยากลำบากมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมไปถึงความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตนเองและครอบครัวให้ห่างไกลจากโควิด-19 อย่างจำกัดอีกด้วย

เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชาวเลเหล่านี้ สหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุน เพื่อจัดกิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้แก่ชาวเลในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้พวกเขาได้มีทางเลือกชีวิต และสร้างโอกาสของตนเองในภาวะโควิด-19 การเสริมสร้างองค์ความรู้นี้ จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งหารายได้ใหม่ในยุค New Normal ช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าการอบรมเป็นเพียงระยะสั้น ๆ แต่ช่วยให้เยาวชนและชาวเลที่ร่วมกิจกรรมหลายคนได้เปลี่ยนมุมมอง จากฐานะคนที่เคยซื้อของออนไลน์อย่างเดียว ให้เห็นลู่ทางของการเป็นเจ้าของกิจการออนไลน์ได้ในอนาคต บางคนเริ่มมีแผนในการขายของออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่ตนเองชอบหรือสิ่งที่มีอยู่ เช่น ขายปลา ขายเสื้อผ้า หรืออาหารแปรรูปในชุมชนของตนเอง ผ่านทาง Facebook ที่พวกเขาใช้อยู่เป็นประจำ

ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร การตลาดออนไลน์กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เสริม ในยุคโควิด-19 ซึ่งถ้าเรารู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอจะสามารถทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจุบันและอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป วันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายน 2564 ณ อ.ละงู จ.สตูล / ภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


โครงการอียูรับมือ โควิด เสริมทักษะชาวเลด้านการตลาดออนไลน์ สร้างรายได้สู้พิษโรคระบาด

โครงการอียูรับมือโควิด เสริมทักษะชาวเลด้านการตลาดออนไลน์ สร้างรายได้สู้พิษโรคระบาด

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายน 2564 สหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุน เพื่อจัดกิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ผ่านดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้แก่ชาวเลและกลุ่มไร้สัญชาติ ครั้งที่ 5 ณ ห้องประชุมภูผาแดโฮมเสตย์ อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยมีกลุ่มเยาวชน และชาวบ้านจากชุมชนหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล จำนวนทั้งสิ้น 22 คน เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมูลนิธิชุมชนไทที่ได้ร่วมงานกับชาวเล ชุมชนยากจนในเมืองและกลุ่มไร้สัญชาติ มาเป็นเวลานาน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิชุมชนไทได้สนับสนุนชุมชนเหล่านี้ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา ตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนได้เผชิญกับปัญหาการเข้าถึงตลาด การอบรมจะช่วยให้ชุมชนโดยรวมสามารถเข้าถึงตลาด และเพิ่มโอกาสในการได้รับรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้

ปิติพงษ์ หาญทะเล หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวขอบคุณโครงการอียูรับมือโควิด ที่เข้ามาช่วยให้เขามีความรู้มากขึ้น ในอนาคต เขาอยากจะต่อยอด ขายเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายในเกาะหลีเป๊ะ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว

การอบรมการตลาดออนไลน์จัดขึ้นแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในจังหวัดภาคตะวันตกและภาคใต้ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และสตูล มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้การตลาดออนไลน์ขั้นพื้นฐานจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงไอเดียและเครื่องมือในการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย การเขียนข้อความโฆษณา และการสร้างเรื่องราวเพื่อพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ของตน เพื่อการต่อยอดในธุรกิจออนไลน์ต่อไป

นุชจรี หาญทะเล อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า เธอดีใจที่ได้เข้าอบรมในครั้งนี้ เพราะปกติแล้ว เด็ก ๆ ที่หลีเป๊ะไม่ได้มีความรู้ หรือได้รับโอกาสเหมือนเด็กในเมือง เธอจะนำสิ่งที่ได้เรียนมานี้ไปแบ่งปันเพื่อน ๆ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และรายได้เพิ่มจากการขายของออนไลน์

นอกเหนือไปจากกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างความยั่งยืนในการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอนาคต โครงการอียูรับมือโควิดยังมีแผนติดตามให้ความรู้ และการจัดอบรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรื่องการสร้างแบรนด์และโลโก้สินค้า ให้แก่ชุมชนชาวเลในช่วงกลางปีนี้อีกด้วย

รูปภาพข่าว: Link (เครดิตภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


Access School เสริมศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม ในการบริหารโครงการอย่างมืออาชีพ

ประมวลภาพบรรยากาศการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายประชาสังคมก้าวไกล เข้าใจบริหารโครงการอย่างมืออาชีพ” วันที่ 2-4 เมษายน 2564 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต

กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ภาคีคณะทำงานโครงการ Access School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา) ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมไทบ้าน และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก รวมถึงผู้รับทุนย่อยจากโครงการ ได้แก่ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป. น่าน เขต 1 สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา รับทราบแนวทางปฏิบัติงานของโครงการที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป และมีความเข้าใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการร่วมกันทั้ง 6 องค์กร ในฐานะภาคประชาสังคม ผ่านหัวข้อการอบรมและพูดคุยแลกเปลี่ยน อาทิ การสะท้อนมองโครงการปีที่ 1 ข้อตกลงและแผนด้านการเงิน การเฝ้าติดตามและการประเมินผล การทบทวนการเสนอขอทุนโครงการย่อย การสื่อสารและการรับรู้

"ความเป็นภาคประชาสังคมคือ เราผู้เป็นประชาชน มาร่วมกันเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศนี้ การที่เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ โดยถอดทุกสิ่งทุกอย่างออก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หน้าที่ การงาน" รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวในวันที่สองของกิจกรรม "เราคือสมาชิกของสังคมนี้ ต้องการมาอยู่ร่วมกันและขับเคลื่อนประเทศนี้ ไม่ได้ให้อยู่ในมือและเป็นหน้าที่ของนักการเมือง หรือข้าราชการเท่านั้น"

"ในความเป็นภาคประชาสังคม เราอยากให้ทุกท่านได้เข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องของการนำเสนอการปฏิรูปการศึกษาให้กับประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะมันคือการที่เราเคารพสิทธิของเด็ก ที่จะให้พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม เรามองว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ไปถึงเป้านั้น เราจึงต้องการอะไรบางอย่างที่จะนำเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแต่ข้อเสนอ แต่ต้องมีรูปธรรมที่ทำให้เห็น"

"งานภายใต้โครงการนี้ คือการสร้างรูปธรรมที่ชัดเจน ว่านี่คือนวัตกรรมที่เราใช้และมันสามารถขยายผลได้ นี่คือเหตุผลที่เราให้ทุกเครือข่ายขยายผลโรงเรียน เราต้องการที่จะยืนยันว่า มันสามารถทำซ้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดน่านกับเครื่องมือสอนคิด ที่ตอนนี้สามารถขยายผลได้ 50 โรงเรียนแล้ว หรือเครือข่ายภาคกลาง ที่ใช้เครื่องมือจิตศึกษา PBL PLC เราจะพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง ทำได้อย่างไร และต้องใช้เวลาเท่าไร เมื่อถึงช่วงท้ายของโครงการ เราจะสรุปเป็นข้อเสนอแนะและกระบวนการที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก ซึ่งจะเสนอให้แก่ภาครัฐและโรงเรียนอื่นอยากขับเคลื่อนร่วมกัน"

ในช่วงของการอบรบหัวข้อการสื่อสารและการรับรู้ นอกจากผู้เข้าร่วมจะทำความเข้าใจแนวปฏิบัติของโครงการแล้ว ยังได้เรียนรู้จากวิทยากรพิเศษจาก Thai PBS คุณคิม ไชยสุขประเสริฐ ในเรื่องการสื่อสารประเด็นสาธารณะ เทคนิคการเล่าเรื่องและถ่ายภาพ รวมถึงฝึกปรือทักษะนักข่าวพลเมืองผ่านเครื่องมือ C-Site อีกด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีเรื่องราวอะไรจากโรงเรียนเล็ก (ที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ) มาเล่าสู่กันฟัง ติดตามผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid Thailand

ติดตามข่าวสารของโครงการ Access School ตามช่องทางต่อไปนี้:

Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project
เว็บไซต์: https://actionaid.or.th
Twitter: https://twitter.com/actionaidthai 


สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้ โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

เมื่อวันที่ 22-31 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป มอบเงินทุนสนับสนุน 1.5 ล้านบาท ให้โครงการอียูรับมือโควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย เพื่อจัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้แก่ 120 โรงเรียนขนาดเล็ก ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้สามารถเข้าถึงนักเรียนกว่า 12,000 คน เนื่องจากสหภาพยุโรปให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองอย่างเพียงพอในโรงเรียนและชุมชน

ในกิจกรรมดังกล่าว โครงการอียูรับมือโควิดได้มอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้กับโรงเรียนในเครือข่ายของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งของที่มอบประกอบไปด้วย หน้ากากผ้า และ แอลกฮอล์เจลสำหรับนักเรียน จำนวน 12,000 ชุด รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว เครื่องวัดอุณภูมิอินฟราเรด แก่ทุกโรงเรียน โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน พร้อมทั้งสมาชิกในชุมชน รับมอบสิ่งของ พร้อมทั้งได้รับการแนะนำและสาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างถูกวิธี

สินีนาฏ ทองบ้านทุ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแลวหลวง จังหวัดน่าน กล่าวว่า ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทางโรงเรียนมีการตรวจคัดกรองนักเรียน ครู ผู้ปกครองก่อนเข้าโรงเรียน โดยสวมหน้ากากอนามัย ตรวจวัดไข้ และสนับสนุนให้ล้างมือเป็นประจำ กระนั้น สิ่งของที่ได้รับสนับสนุนจากส่วนกลางยังไม่เพียงพอ ทำให้ครูในโรงเรียนต้องมีการระดมทุน สิ่งของที่ได้รับจากทางโครงการอียูรับมือโควิดในครั้งนึ้งมีประโยชน์มาก อยากขอบคุณโครงการและสหภาพยุโรป และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากโครงการต่อไป

ทั้งนี้ทางโครงการยังให้ความสำคัญในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียนและชุมชน จึงผลิตสื่อให้ความรู้และความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพพื้นฐานเพื่อสู้โควิดในโรงเรียนและชุมชน มอบให้แก่ทุกโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้มีความพร้อมและมาตรฐานในเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานในการเปิดการเรียนการสอน

อรวรรณ แดงประดับ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาถ้ำ จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวขอบคุณโครงการที่มอบสิ่งของให้กับโรงเรียน พร้อมสื่อต่าง ๆ ในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมเสนอแนะให้ทางโครงการช่วยกระจายความรู้ต่าง ๆ ไปยังชุมชนและผู้ปกครองของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างความยั่งยื่นเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอนาคต ทางโครงการยังมีแผนในการสร้างโรงเรียนนำร่องด้านความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือภัยพิบัติในชุมชน ในปีการศึกษาหน้า ให้กับโรงเรียนเหล่านี้อีกด้วย

รูปภาพข่าว: Link (เครดิตภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)


เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

อียูรับมือโควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

สหภาพยุโรป สนับสนุนโครงการอียูรับมือโควิด จัดเวิร์คช็อปทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป ในประเทศไทย ได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมมือกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงค์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด เพื่อเตรียมความพร้อมการทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง ในหัวข้อเรื่อง “ชวนมาสนุกกับอาชีพที่ผู้หญิงอยากทำ” รวมไปถึงมิติอื่น ๆ เช่นความรุนแรงในครอบครัว ภัยทางเพศ ผลกระทบกับการประกอบอาชีพ เนื่องจากทางสหภาพยุโรปได้เล็งเห็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะกับในกลุ่มเปราะบาง เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ทั้งในชุมชนเมืองและต่างจังหวัด ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และครอบครัว

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีแกนนำผู้หญิงจาก 2 ชุมชน ในเขตบางกอกน้อย และเขตตลิ่งชัน เข้าร่วมจำนวน 20 ท่าน เป็นตัวแทนจากภาคกลาง ในการมีส่วนร่วมหารือ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน วิเคราะห์ฐานข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจ พร้อมกับแจกถุงยังชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทั้ง 2 ชุมชนนอกจากจะแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังร่วมกันสรุปรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้อง จนนำไปสู่การจัดทำแผนทั้งเชิงปฏิบัติ และเชิงนโยบาย เสนอต่อภาครัฐ สำหรับผู้หญิงและชุมชนของตน ในการรับมือโควิด-19 ในปัจจุบันและอนาคต

นางมุกดา ไทยหอม ประธานชุมชนเขตตลิ่งชัน เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ ทำให้รู้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมทั้งได้ความรู้เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลสำรวจอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดและจำแนกได้ว่า ใครควรจะได้รับความช่วยเหลือก่อนหลัง และช่วยเหลืออย่างไรถึงจะเหมาะสม เช่น มีหลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องสวัสดิการภาครัฐต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เธอสามารถช่วยคนเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง นางมุกดายังเสริมต่อว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นประโยชน์มาก เพราะเชื่อว่า ข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถนำไปอ้างอิง ทำแผนรับมือโควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคตได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง

ทางด้านประธานชุมชนเขตบางกอกน้อย นางสาวน้อมละมูล พันธุ์พิจิต กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแกนนำทุกคนในชุมชนของเธอมีเวทีได้แสดงออก ทำให้เห็นปัญหาหลากหลาย จากหลายชุมชนภายใต้เขตบางกอกน้อย สิ่งนี้ทำให้เธอเห็นแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้น ทำให้สามารถวางแผน และสะท้อนถึงความต้องการที่เราอยากได้จริง ๆ เช่น การอบรมด้านอาชีพ แหล่งทุน การอบรมเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ที่จะทำให้ชุมชนต่อยอดได้ด้วยขาของตนเอง

ภายหลังจากการทำกิจกรรม ผลที่ได้รับทั้งหมด ทุกชมชนจะนำไปต่อยอด โดยมีโครงการอียูรับมือโควิด ช่วยติดตามช่วยเหลือ และประเมินผลเพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กิจกรรมเวิร์คช็อป นี้จะถูกจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค (เหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และ ใต้) ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน 2564 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการสำเร็จแล้วในเขตภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในเขตภาคตะวันออกฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และ ภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา จะเริ่มจัดขึ้นภายในเดือนเมษายน 2564 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ทั้งแกนนำผู้หญิงเหล่านี้ทั้ง 4 ภาคสามารถเป็นตัวแทนต้นแบบ และขยายผลความรู้ดังกล่าว ไปวางแผนพัฒนาในพื้นที่ของตนและชุมชนใกล้เคียงให้สามารถหาวิธีในการรับมือกับโควิด-19 ได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556