โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิชาว ชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. …

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ.…

มีการให้คำนิยาม “กลุ่มชาติพันธุ์” ไว้ในมาตรา 4 ว่า “กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่มหรือเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ที่ตั้งถิ่นฐานร่วมกันโดยมีวิถีปฏิบัติตามจารีตประเพณีสืบทอดจากบรรพบุรุษ ตลอดจนมีภาษาและแบบแผนทางวัฒนธรรมของตนมาจนถึงปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่มีความสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือหลายพื้นที่ และพึ่งพาผูกพันกับทรัพยากรในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขามิใช่กลุ่มครอบงำทางสังคมและมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ พัฒนา และสืบทอดวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ระบบภูมิปัญญา อันเป็นไปตามแบบแผนทางวัฒนธรรม สถาบันทางสังคมและระบบนิติธรรมของตน รวมทั้งเป็นกลุ่มที่รักษาสันติวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางปฏิบัติตามจารีตประเพณี” และให้นิยามคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” หมายความว่า “กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมาก่อนที่จะถูกยึดครองหรือถูกบังคับให้อพยพโยกย้าย โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจในสังคม หรือโดยนโยบายกฎหมายของรัฐ (2) มีวัฒนธรรมที่เด่นชัดและแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ โดยรวมถึงภาษา ศาสนา ความเชื่อ วิถีการผลิต รูปแบบโครงสร้างทางสังคมและสถาบันต่าง ๆ (3) เคยประสบกับความไม่เป็นธรรม การถูกกีดกัน การแบ่งแยก การทำให้เป็นชายขอบ หรือการเลือกปฏิบัติ โดยเงื่อนไขเหล่านี้อาจยังคงอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ก็ได้ (4) นิยามตัวเองและได้รับการยอมรับจากกลุ่มอื่น ๆ หรือหน่วยงานรัฐว่าเป็นกลุ่มคนเฉพาะ”

นอกจากนี้ยังให้คำนิยาม “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” , “ชุมชน” , “สิทธิชุมชน” และอื่น ๆ ไว้ในมาตรา 4 เช่นกัน และร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญแบ่งเป็น 5 หมวดดังนี้

หมวดหนึ่ง ว่าด้วยขอบเขตสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสิทธิทางวัฒนธรรมและการศึกษา มาตรา 6 ถึงมาตรา 8 , ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา 9 ถึงมาตรา 12 , ส่วนที่ 3 ว่าด้วยสิทธิในการกำหนดตนเอง มาตรา 13 และมาตรา 14 , ส่วนที่ 4 ว่าด้วยสิทธิในความเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มาตรา 15, ส่วนที่ 5 ว่าด้วยสิทธิการมีส่วนร่วม มาตรา 16 และส่วนที่ 6 ว่าด้วยสิทธิในการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ มาตรา 17

หมวดสอง ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบด้วยกลไกเชิงนโยบาย บัญญัติไว้ใน มาตรา 18 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ได้รับมอบหมายตามมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นรองประธาน และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

กลไกเชิงปฏิบัติการบัญญัติไว้ใน มาตรา 24 ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองระดับจังหวัด” มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มียุติธรรมจังหวัด เป็นรองประธานอนุกรรม และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดเป็นอนุกรรมการ มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในระดับจังหวัด และมาตรา 26 ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง มีหน้าที่ดำเนินการศึกษาประเด็นเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการระดับชาติ

หมวดสาม ว่าสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 29 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ให้มีการจัดตั้งสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเลือกกันเอง ให้มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกับสังคม ส่งเสริมการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิชุมชน และเสนอนโยบายเป้าหมายและมาตรการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่อคณะกรรมการ และหน้าที่อื่น ๆ ตามมาตรา 35 และให้มีการจัดตั้งคณะผู้อาวุโสให้เป็นที่ปรึกษา ตามมาตรา 40

หมวดสี่ ว่าด้วยข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติมาตรา 43 ให้มี “คณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการในการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์

หมวดห้า ว่าด้วยพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 46 ความว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และ กำหนดให้ประชาชนในชุมชนที่อยู่ภายในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตามมาตรา 48

หมวดหก ว่าสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 51 ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ และคณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง จัดทำร่างนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และแผนงานเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานตามที่คณะกรรมการกำหนด และอื่น ๆ ตามมาตรา 52

บทเฉพาะกาล ให้เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง และพื้นที่ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ “ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์” ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เครือข่ายกะเหรี่ยง และเครือข่ายชาวเล ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ซึ่งได้จัดตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองตามมาตรา 41 ไปพลางก่อน ตามมาตรา 66


ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเข้าชื่อเสนอกดหมายได้ที่นี่ จากนั้นส่งเอกสารที่ลงนามสนับสนุนแล้วมายัง

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 77/1 หมู่ 5
ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทร.053-810780 มือถือ 084-3784571

หรือส่งไฟล์สแกน หรือรูปภาพของเอกสารมาที่อีเมล suriyannt@hotmail.com

ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564

ดาวน์โหลด วิธีการส่งเอกสารเข้าเสนอชื่อกฎหมาย

ดาวน์โหลด ร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้เชิญชวน

รายชื่อองค์กรร่วมรณรงค์ร่างพระราชบัญญัติฯ ประกอบด้วย

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน, เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการสังคมและการเมือง (คปสม.), เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.), กลุ่มเพื่อนประชาชนบนพื้นที่สูง, สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์, สถาบันธรรมชาติพัฒนา, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก, เครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพา 5 จังหวัด, ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ภาคี#saveบางกลอย, สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, มูลนิธิชุมชนไท (มชท.), มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)


"อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่": รัชนี แป๊ะเซ็ง ชุมชนสระต้นโพธิ์ จ.ภูเก็ต

“อยากจะบอกกับรัฐว่า ต้องลงมาดูว่าคนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลืออะไร เขาเรียกร้องเกินไปหรือไม่ ความต้องการของพวกเขาเกินความสามารถของรัฐหรือไม่ จริง ๆ อยากได้งบมาช่วย ที่เราสามารถต่อยอดได้ เรามีมือ เรามีแรง เราก็ทำได้ ถ้ามาแบบโครงการคนละครึ่ง แป๊บเดียวก็หมด เอาเงินมาสนับสนุนเรื่องอาชีพดีกว่า”

รัชนี แป๊ะเซ็ง หนึ่งในชาวบ้านของชุมชนสระต้นโพธิ์ ในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 หลังจากที่เคยถูกขับไล่ออกจากที่ดินและบ้านที่ตนอาศัยอยู่เมื่อ 7 ปีก่อน

รัชนี พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ย้ายมาอยู่ภูเก็ตเพื่อหาโอกาสทางอาชีพ แล้วต้องย้ายออกจากที่ที่ไปตั้งรกราก จนต่อมารัชนีและชาวบ้านได้รวมตัวและเข้าร่วมเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต ร่วมกันทำกิจกรรมทางสังคม โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับพีมูฟ (เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ได้เจรจาต่อรัฐเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของสมาชิกทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จนนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างชุมชนใหม่สระต้นโพธิ์

ก่อนการระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 รัชนีมีอาชีพพนักงานในสปาแห่งหนึ่งในภูเก็ต รายได้ไม่ต่ำกว่า 800-900 บาท ต่อวัน และสามารถใช้ชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวอย่างไม่ลำบากนัก หลังจากเกิดการระบาดขึ้น สปาถูกสั่งปิด ทำให้ขาดรายได้ ไม่มีแม้แต่เงินจะไปลงทุนทำอย่างอื่น เพราะเพียงจะหาซื้ออาหารการกินเพื่อประทังชีวิตแต่ละวันยังลำบากมาก และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในประชากรแฝงที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ ภูเก็ต ความช่วยเหลือถูกส่งไปใหผู้ที่มีทะเบียนบ้านในจังหวัดนี้ก่อน

โชคยังดีที่ครั้งนี้รัชนีได้รับความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนอีกครั้ง จากมูลนิธิชุมชนไทและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด รัชนีและชาวบ้านในศูนย์ชุมชนใหม่สระต้นโพธิ์ ต่างได้รับมอบถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง มีการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันปัญหาของแต่ละคน เพื่อหาข้อสรุปในการรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชนในปัจจุบันและในอนาคต

สุดท้าย รัชนีกล่าวว่า ความลำบากที่ผ่านมาสอนให้ต้องสู้ ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ต้องขอบคุณพี่น้องที่อยู่ในเครือข่ายที่คอยสนับสนุนกัน รวมถึงโครงการอียูรับมือโควิดที่ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และไม่ทอดทิ้งพวกเขา ความช่วยเหลือนี้ทำให้รัชนีและคนอื่น ๆ ในชุมสามารถยืนหยัด รับมือกับปัญหา และก้าวผ่านความลำบากได้อีกครั้ง

“การที่โครงการอียูรับมือโควิด ยื่นมือมาช่วย ทำให้จิตใจเราดีขึ้น มีแรง มีกำลังสู้ต่อไป อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่ ไม่ปล่อยเราทิ้งไว้”

"อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่": รัชนี แป๊ะเซ็ง ชุมชน สระต้นโพธิ์ จ.ภูเก็ต
รัชนี พร้อมชาวบ้านชุมชนสระต้นโพธิ์ / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

ชุมชน มั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด

ชุมชนมั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด

เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ชุมชนเปราะบางจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ขาดเงินที่จะซื้อหาอาหารและโภชนาการที่จำเป็นในแต่ละวัน ความมั่นคงทางอาหารเป็นคำตอบหนึ่งที่โครงการอียูรับมือโควิด นำโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี ได้ทำให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเพิ่มโภชนาการให้แก่ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย เน้นไปที่การส่งเสริมรูปแบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี ส่งเสริมให้สามารถปลูกผักไว้กินในครัวเรือนและขยายสู่ชุมชน เพื่อลดความตึงเครียดจากการระบาดของโควิด-19 และเสริมสร้างสุขภาพกายและจิตใจของกลุ่มเป้าหมายให้ดีขึ้น

ในปี 2563 มูลนิธิชีววิถีได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเพิ่มความรู้และส่งเสริมอาชีพการปลูกผัก ตั้งแต่การปรุงดินไปถึงการผลิตอาหารปรุงสำเร็จ ณ สวนชีววิถี ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เป็นการอบรมแกนนำ 9 ชุมชน จากชุมชนโพธิ์เรียง ไทยเกรียง ไทยน้อย อำนาจเจริญ ชุมพร วัดสวัสดิ์ สวนหลวง วาไทยอยุธยา และวาไทยนนทบุรี รวม 30 คน

ชุมชน มั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด
ภาพ: มูลนิธิชีววิถี

พรณรง ปั้นทอง ผู้รับการอบรมซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายทางภาคอีสาน จากจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าว่า ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เขาและชุมชนได้รับผลกระทบมาก ทั้งเรื่องการเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพ ทำให้รายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ไม่เป็นปัญหามากนัก คือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเครือข่ายของพรณรงเคยร่วมทำงานและได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิชีววิถีทางด้านการทำเกษตรอินทรีย์ ชุมชนจึงสามารถแก้ปัญหาจากสภาวะขาดแคลนอาหารในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

พรณรงได้ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการอบรมภายใต้โครงการอียูรับมือโควิดอีกครั้ง เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำไปพัฒนาชุมชนของเขาให้ยั่งยืน

“การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มาก ช่วยเสริมสร้างทักษะทางการเกษตรจากคนที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย จากที่เคยทำกันมาเองตั้งแต่ปู่ย่าตายาย งู ๆ ปลา ๆ ให้มีทักษะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนทุกเรื่องตั้งแต่การปลูกผัก ไปจนถึงการเก็บรักษาที่ถูกต้อง”

พรณรง ปั้นทอง แกนนำเครือข่ายภาคอีสาน / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

พรณรง กล่าวต่อว่าสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาหลังจากการอบรม คือความรู้ที่ถูกต้อง ที่ใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์แก่ครัวเรือนและชุมชนของเขาอย่างมาก จนนำไปสู่การส่งต่อความรู้ที่ได้จากการอบรมไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในเครือข่ายทางภาคอีสานของเขาในอนาคต

สุกัญญา เกิดทิม มาจากเครือข่ายพื้นที่ชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เธอเล่าว่า ก่อนจะมีการระบาดของโควิด-19 เธอมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อเกิดการระบาดขึ้นทำให้ถูกลดจำนวนเวลาทำงานลง จนกระทั่งถูกเลิกจ้างงานในที่สุด ปัญหาที่ตามมาคือ เรื่องรายได้ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัว รวมไปถึงเรื่องปากท้อง การซื้อหาอาหาร ที่ไม่สามารถหาซื้อได้เหมือนเหมือนแต่ก่อน

หลังจากการอบรม สุกัญญาเล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น และจะนำไปต่อยอดในพื้นที่ของตน โดยเริ่มจากการทำแปลงผักในบ้านและชุมชน รวมถึงแบ่งปันและถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับเพื่อน ๆ ในชุมชนอีกด้วย

“การอบรมวันนี้ เป็นเรื่องของการปรุงดิน การปลูกผักไว้กินเอง เชื่อว่าในอนาคตผักที่ปลูกได้ สามารถเอาไปแบ่งปันให้เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนฝูงได้กินด้วย จริง ๆ ไม่ใช่แค่ผัก ความรู้ที่ได้ก็สามารถเอาไปแบ่งปันได้ด้วยเช่นกัน”

ขจร ฉูตรสูงเนิน จากชุมชนไทยเกรียง / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

ขจร ฉูตรสูงเนิน จากเครือข่ายพื้นที่ชุมชนไทยเกรียง จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันเป็นช่างซ่อมบำรุงในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ถึงส่วนตัวเขาจะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่มากเท่ากับคนอื่นในชุมชน แต่ต้องประสบปัญหาเรื่องอาหารการกิน เพราะบางครั้ง ภรรยาไม่สามารถออกไปตลาดได้ทุกวันเหมือนเมื่อก่อน ด้วยความสนใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และเคยปลูกผักกินเองอยู่บ้างที่บ้าน จึงสนใจเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ เพราะอยากปลูกผักกินเองอย่างถูกวิธี และเป็นตัวอย่างให้กับคนในชุมชน

“ความรู้บางอย่างในการอบรมเราไม่เคยรู้มาก่อน อย่างเรื่องการปลูกพืช เราไม่เคยรู้ว่าต้องมาทำความสะอาดก่อนใด ๆ การมาอบรมครั้งนี้ถือว่าได้ความรู้เยอะ ที่สามารถใช้ได้จริง”

หลังการอบรมครั้งนี้ ขจรจะสามารถมีผักสวนครัวที่ปลูกไว้เองที่สามารถนำมาทานได้ทุกวัน และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้ ที่สำคัญเขาเชื่อมั่นว่าความรู้นี้จะยังสามารถช่วยให้เขารับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้และในอนาคตต่อ ๆ ไปได้


สมัครงาน Research Consultancy on Budget Tracking

Research Consultant on Budget Tracking

ActionAid is an international social justice organisation operating in over 45 countries in Asia, Africa, Europe and Americas for a world free from poverty and injustice. With Human Rights Based Approach (HRBA), it aims to strengthening the capacity of active agency of people living in poverty and exclusion to assert their rights. We believe in the power of people to bring change for themselves, for communities and for whole societies.

ActionAid has been working in Thailand since 2001 and working all over Thailand with communities, civil society organisations, small schools’ networks, government entities, academia and media to support for changing the lives of the poorest and the most disadvantaged women and children.

In response to the Coronavirus, many governments have made commitments to provide financial and other resources to their citizens, either through reallocation of funds, receipt of grants and even access to loans from the IMF and World Bank for COVID-19 containment and relief measures. Unfortunately, in many instances, there has been a lack of transparency and accountability for these “COVID funds”, therefore it remains critical for citizens to hold their state to account by tracking the location, utilisation and allocation of these budgets.

Even as the world grapples with the crises brought about by COVID-19, reports show that young people are demonstrating their continued leadership in their communities and countries. Though they are some of the most affected in terms of socio-economic impacts, they are also the most active in terms of response and recovery.

Project background:

Budget tracking is already a major component of the Youth-led Digital Engagement (YDE) project, which is piloting in six countries (Bangladesh, Ethiopia, Kenya, Nigeria, Palestine and Zambia) between Q4 2020 and Q1 2021. The project in part aims to support young people to mobilise themselves to utilise platforms and avenues available to collect data and conduct expenditure tracking to ensure transparency and accountability for the funds. By comparing budget allocation and spend data, communities will be empowered to “follow the COVID-19 money” and advocate for transparency and accountability from duty bearers. As part of this project ActionAid International Thailand has been part of second phase multi-country project tracking COVID-related public finance expenditure. ActionAid is looking for a consultant to undertake this consultancy in Thailand and work closely with Country team and ActionAid International Team.

Purpose of the research:

Provide an overview of what is happening on Budget Tracking Thailand, particularly over the past 18 months, looking at budgets funded by the government of Thailand’s own revenue or special donor / loan fund and spending for public services, for social protection and for the economic response to COVID-19.

Scope of research:

    • To ascertain organisations that have done the most systematic and effective budget tracking work (whether university departments, government agencies / audit offices, AA and partners, other NGOs, coalitions, movements or thinktanks)
    • To note and compile tools, approaches and methodologies that have been employed in budget tracking which have proved most effective. Which efforts have been most effective at involving the perspectives of (or tracking the impact on) women / youth / excluded groups? Collate the best examples.
    • What findings have been most significant / clear / useful – collate a summary of key findings and the analysis of these:
      • What has happened to government revenue / overall tax intake over the past 18 months? Have there been significant changes in tax policies in response to COVID-19?
      • What has happened to public spending on health / education / other services / social protection – which sectors have gained or lost most?
      • What economic stimulus measures / subsidies have been introduced and who have these benefited most – have they reached women / youth / excluded groups?
      • Is there evidence of misuse or wasteful or nepotistic of public funds / dodgy deals with private sector? What have been the most shocking stories / examples?
    • How have budget tracking findings been communicated and acted upon?- what has had most pick up in different media? What examples are there of changes in policies or practice as a result of budget tracking work.
    • Produce a comprehensive report and summary report of study.
    • Contribute to the global level advocacy on similar crosscutting issues on financing and spending by providing strong recommendations for national level programme and budget.

Methodology

The overall approach to research design, protocol and guidance must recognize that both the process and final products of the research should be empowering, build solidarity and shift power to young people and communities. It must follow ActionAid’s Feminist Research Guidelines, to adopt an intersectional feminist approach, ensuring participation of those who are normally excluded and have no access to resources in the pandemic.

Responsibilities of the consultant:

    • Develop detailed plan for conduction research in Thailand including methodology, questionnaire, stakeholders’ identifications, etc.
    • Collate latest data and trends on public spending on COVID-19 response in Thailand with relation to gender responsive public services, youth-led climate justice, tax reform, economic opportunities and livelihoods, and education.
    • Mapping all initiative relates to budget tracking on COVID response.
    • Follow ActionAid’s Feminist Research Guidelines, adopt an intersectional feminist approach, and ensure participation of those who are normally excluded and have no access to resources in the pandemic.
    • Document the state of the latest dealings any bi-lateral/multi-lateral funding agency with relation to COVID response – whether new loan deals are being considered or discussed (often this is kept very secretive so this may require digging e.g. with direct questions to senior officials / ministers / parliamentarians).

Deliverables:

Collate a country report based on all the above scope and methodologies and sharing with ActionAid Thailand Country Team.

Duration:

September to October 2021

Desired skills:

    • A minimum 5+ years in designing and implementing evaluations/surveys and correlation studies in young people related studies and development studies, program evaluations, etc.
    • Experience in conducting budget analysis and budget tracking.
    • Experience in studies in humanitarian crisis situations, with women and girls with psychosocial, legal, and economic interpretations.
    • Proven track records in leading study teams and producing quality reports for public consumption.
    • Quantitative research and data analysis experience using statistical software (SPSS, Stata, SAS, CISPRO and others).
    • Expertise in designing statistically significant and representative sampling strategies across multiple strata, including cluster sampling, stratified sampling techniques.
    • Proven ability to work with community and national government stakeholders.
    • Excellent writing and presentation skills.

Code of conduct:

The consultant shall abide by ActionAid’s Code of Conduct during the duration of the contract. The consultant shall also abide by ActionAid’s Sexual Harassment, Exploitation and Abuse (SHEA) and other safeguarding related policies including the Overarching SHEA and Safeguarding Policy, the Protection from Sexual Exploitation and Abuse Policy, the Child Safeguarding Policy, and the Sexual Harassment Exploitation and Abuse at Work Policy. The consultant shall also abide by other core ActionAid policies such as the Anti-Corruption, Bribery and Fraud policy and the Anti-Terrorist Funding policy. Breaches of any of these policies may lead to termination of the contract. Details of those policies will be provided upon request.

How to apply:

Interested candidates are requested to submit an electronic copy of their CV and proposed consultancy fee by September 19, 2021 with the subject Research Consultancy on Budget Tracking to jobs.thailand@actionaid.org; tauhid.farid@actionaid.org.


จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

Full Access: จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

ในปีที่ 1 ของโครงการ แม้จะพบข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 แต่โครงการก็ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ จดหมายข่าว "Full Access" ฉบับปฐมฤกษ์ รวบรวมข่าวสารและไฮไลท์สำคัญของโครงการ ในปี 2563 ไว้แล้ว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเส้นทางสู้การศึกษาที่ "เข้าถึง" ได้ ความก้าวหน้าของโครงการผ่านตัวเลข และเสียงสะท้อนจากชาว Access School อาทิ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต ๑ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการ Access School ฉบับที่ 1

โครงการ Access School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล - ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย


จดหมายข่าว โครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 เศรษฐกิจและสังคม ในประเทศไทย ต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก ถึงแม้ว่าช่วงกลางปี-สิ้นปี การระบาดจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่โครงการอียูรับมือโควิดที่ได้รับ การสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป ยังคงเดินหน้าดำเนินกิจกรรมต่าง  เพื่อช่วยฟื้นฟูให้แก่กลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วนในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น การมอบถุงยังชีพ หรืออบรมต่าง  ทุกกิจกรรมนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งกลุ่มเป้าหมาย และองค์กรภาคีที่ได้มีส่วนร่วมทำให้กิจกรรมต่าง  เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายที่จะให้ทุกคนสามารถรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืน

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 1


ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 55 ของประเทศไทย ได้แถลง นโยบาย 12 ข้อในการจัดการศึกษา ต่อคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชน ในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในนามขององค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ขอแสดงความยินดีกับท่านตรีนุช ที่ได้เข้ามารับหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับท่านรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบาย 12 ข้อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป

ทั้งนี้จากนโยบาย 12 ข้อที่ท่านได้แถลงต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและเพิ่มเติม โดยภาพรวม นโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อเป็นแนวนโยบายที่จะเป็นธงนำไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศไทยได้ และเข้าใจว่าคงจะบรรจุอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2565-2569 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะเพิ่มเติมให้นโยบายการจัดการศึกษามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2561-2565 และสามารถสะท้อนตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2565-2569 ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

เป้าหมายการจัดการศึกษา

ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนในสังคม มีทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะและความสุข

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นโยบายชัดเจนในการนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นธงนำให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามเป้าหมายการจัดการศึกษาชาติ จึงขอเสนอวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ข้อและให้จัดกลุ่มนโยบายทั้ง 12 ข้อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม:

จุดประสงค์ที่ 1 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จุดประสงค์ที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลักการสำคัญของนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละข้อ จะขอเพิ่มเติมขยายความ 5 นโยบาย ได้แก่ ข้อที่ 1 (การปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เท่าทันศตวรรษที่ 21) ข้อที่ 2 (การพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัลของครู) ข้อที่ 3 (การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์ม) ข้อที่ 4 (การกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษา) และ ข้อที่ 10 (การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการศึกษา) ตามลำดับ ดังนี้

 

นโยบายข้อที่ 1 – การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีความรู้ มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

โดยหัวใจ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ควรจะขยายความให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษาไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ยังติดอยู่กับระบบการใช้รายวิชาเป็นฐาน (Subject-based learning) ที่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ไม่เน้นการฝึกฝนสมรรถนะ ดังนั้น นโยบายข้อนี้ควรปลดล็อกหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอุปสรรคปัญหา ไปสู่การเรียนรู้ที่ทันสมัยและรู้จริง (Mastery learning) ซึ่งหมายถึง กระบวนการเรียนเพื่อรอบรู้จนเชี่ยวชาญ ด้วยการดำเนินการให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนแต่ละคนตามความชอบ ถนัด สนใจ หรือแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการเหมือนกัน บนฐานชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง ด้วยการแสวงหาวิธีการ สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนรอบรู้ คือ ”รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กัน (ป้องกัน) รู้แก้ รู้ทำ” ประยุกต์ใช้จนเชี่ยวชาญในแต่ละระดับได้ หากผู้เรียนได้รับเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การที่จะให้ผู้เรียนหรือพลเมืองไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น ต้องระบุว่า ให้มีความรู้และฝึกประยุกต์ใช้ความรู้แบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based Learning) นั่นคือ การใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตที่สามารถใช้การได้จริงและได้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องขยายความคำว่า “บริบทสังคมไทย” ซึ่งเป็นบริบทที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนฐานพหุวัฒนธรรม ปัญญาและหลากหลายชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนถึง 56 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6.09 ล้านคนหรือร้อยละ 9.68 ของประชากรในประเทศไทย (รายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พ.ศ. 2555) ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทั้งในที่สูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มน้ำตะวันตก พื้นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ผูกพันและพึ่งพาวิถีธรรมชาติได้สะสมเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายระบบการศึกษาไทยไม่ได้จัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะของผู้เรียน ที่ยึดโยงกับบริบทที่หลากหลายของสังคมไทยที่ จึงส่งผลให้ผู้เรียนยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งห่างไกลชุมชน ไม่รู้จักรากเหง้าตนเอง ไม่รู้จักพหุภูมิปัญญาของสังคมไทย หรือธรรมชาติในมิติทางนิเวศและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

 

นโยบายข้อที่ 2 – การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนา
ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย
และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

นโยบายข้อนี้ควรคำนึงถึงการตอบโจทย์หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่แผนการศึกษาชาติและนโยบายได้ปลดล็อกใหม่ ดังนั้นควรเพิ่มสมรรถนะให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาที่ใช้สมรรถนะเป็นฐานการเรียนรู้ (Competency-Based Learning) และพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานพหุปัญญาชุมชน วัฒนธรรม ธรรมชาติตามบริบทของสังคมไทย

 

นโยบายข้อที่ 3 – การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP)
และการส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ
พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย
และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษามาใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา

เนื่องจากปัจจุบัน ฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของชาติที่กล่าวไว้ในนโยบายข้อนี้ ยังไม่เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกันได้ในทุกระบบ ทุกประเภทการศึกษา เช่น ระบบฐานข้อมูลของการศึกษาทางเลือก หรือกลุ่มการศึกษาของเด็กนอกระบบและตามอัธยาศัยของสถาบันสังคม (ตามมาตรา 12) ยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบและยังไม่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาแห่งชาติ (DMC) ได้ รวมถึงยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการจุดมุ่งหมายการศึกษาชาติ ดังนั้น จึงขอให้เพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบ Big Data ด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อสนับสนุนการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือผู้เรียนให้เข้าถึงการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยทุกประเภทและสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลส่วนราชการอื่นๆได้ตามเงื่อนไขของระบบกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่กำหนด

เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ขับเคลื่อนไปบนโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ระบบฐานข้อมูลการศึกษาชาติควรเท่าทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และสร้างสรรค์การศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาชาติ ขอให้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

    1. ปรับปรุงฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ หรือ Data management Center (DMC) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาประเภทนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของสถาบันสังคมตามมาตรา12 (การศึกษาโดยครอบครัวและการศึกษาในศูนย์การเรียนของบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา) ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเฉพาะ กศน.จึงทำให้ฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนนอกระบบกว่า 10,000 คนและสถานศึกษานอกระบบกว่า 1,500 แห่งไม่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ
    2. ฐานข้อมูลสถานศึกษาขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ด้วยตนเอง หรือมีคุณภาพและมาตรฐานที่หลากหลายตามบริบทสังคมไทย
    3. ฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและพัฒนาเด็กเยาวชนของประเทศไทยที่หนุนเสริมและสนับสนุนพัฒนาการศึกษาไทย
    4. ฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา ครูอาสา ครูชุมชนที่ร่วมสนับสนุนการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่างๆ
    5. ฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนทุกเพศวัยและสถานศึกษาทุกระดับ เช่น แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกษตรกรรม หัตถกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี กีฬา ฯลฯ
    6. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย นโยบาย กฎหมาย และแผนการศึกษาชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ควรเปิดระบบหรือกลไกที่ให้ประชาชน ผู้เกี่ยวข้อง หรือภาคประชาสังคมที่สนใจสามารถเข้าถึงและเข้าใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้โดยสะดวกมากขึ้น

 

นโยบายข้อที่ 4 – การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษา
ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อกำหนดให้มีระบบบริหารและการจัดการ
รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว
การบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน มีระบบการบริหารงานบุคคลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

ข้อนี้เป็นแนวนโยบายที่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เขียนขอเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

ให้มีการศึกษาทบทวน กฎหมายการศึกษาเพื่อปลดล็อก ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายรวมถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจเป็นอุปสรรค ปัญหา และรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาไว้ที่ส่วนกลางมานาน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 4 (4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่การจัดการศึกษาเป็นของรัฐโดยกระทรวงศึกษาส่วนกลาง หน้าที่ของบุคคล/ประชาชนมีเพียงต้องเข้ารับการศึกษาอบรมโดยขาดการมีส่วนร่วม สนับสนุน พัฒนาการศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรมีศึกษาเรื่องกฎหมายการศึกษาหรืองานวิจัยอย่างจริงจัง

นอกจากการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายการศึกษาแล้ว การบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐานจะให้สำเร็จได้ต้องเพิ่มเติม กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน เขต 1 ได้ร่วมดำเนินงานในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่และระดับประเทศร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนและยื่นข้อเสนอต่อนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงแรกเริ่ม จวบจนกระทั่งในปี 2559 ได้มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการทำงานร่วมกัน ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงรูปธรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด หรือ Thinking Tools ซึ่งได้รับนวัตกรรมมาจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มาทำงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน สมาคมฯ นำนวัตกรรมเครื่องมือสอนคิดมาขยายผลอย่างเป็นระบบ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเครือข่ายในการออกแบบการสอน อบรมครู ลงมือทำ ติดตามผล รวมถึงสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ที่เล็งเห็นความสำคัญ จนรับแนวทางการสอนคิดเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายระดับ

ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่หยุดการพัฒนาและมุ่งหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยกำลังและความตั้งใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพของโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ วันนี้ สมาคมฯ และสพป. น่าน เขต 1 ได้วางรากฐานความร่วมมือกับ สพป. น่าน เขต 2 ในการขยายผลการเปลี่ยนแปลงไปยังโรงเรียนอีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

 

นโยบายข้อที่ 10 – การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้สามารถสะท้อนออกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจน ขอเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน และการใช้นอกจากผ่านระบบดิจิทัลแล้วควรผ่านระบบการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานสมรรถนะจริงในปัจจุบันด้วย

ผู้เขียนขอชื่นชมนโยบายข้อที่ 11 นโยบายข้อที่ 12 ที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ในนโยบายข้อที่ 12 การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ควรรวมถึงผู้เรียนที่อยู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่ประสงค์จะเรียนตามที่ตนเองสนใจ ถนัดและมีความต้องการที่จำเป็นพิเศษอื่น ๆ ด้วย

 

โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับ นโยบาย ของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

 


 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


เพราะโรงเรียนเป็นของ ชุมชน : สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

เพราะโรงเรียนเป็นของชุมชน: สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

ใครคือเจ้าของโรงเรียน?

สมัย มะหา ครูชุมชนอาสา แห่งโรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อดคิดไม่ได้เมื่อทราบข่าวนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กช่วง 4 ปีก่อน ในหัวของเธอมีภาพโรงเรียนร้างลอยเข้ามาทันที เธอรู้สึกตกใจ สับสน และมีคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย

โรงเรียนในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร? เด็ก ๆ จะไปเรียนที่ไหน? ในหมู่บ้านเราจะไม่มีโรงเรียนอีกแล้วหรือ? พื้นที่แห่งนี้จะถูกปล่อยให้รกร้าง หรือจะใช้ประโยชน์อะไร? แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เหล่านี้คือคำถามของชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเล็กแห่งนี้ พื้นที่ที่ได้ให้ความรู้แก่คนในชุมชนมาหลายต่อหลายรุ่นจะต้องหายไปหรือ? ณ เวลานั้น สมัยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจคือ การอยู่เฉย ๆ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเป็นแน่

เมื่อสมาคมไทบ้าน องค์กรพัฒนาสังคมในจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2560 สมัยได้เข้าร่วมการประชุมของสมาคมฯ ในฐานะสมาชิกชุมชน และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการรักษาโรงเรียนไว้ไม่ให้ถูกยุบควบรวม จึงเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เพียงพอเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นครูอาสา บทบาทหน้าที่ใหม่นี้เปิดโอกาสให้เธอแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ เสนอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับครูในโรงเรียน ทั้งที่บุคลิกเดิมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

จากหญิงชาวนา สู่ครูอาสาของชุมชน

การได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมบ่อย ๆ ทำให้ครูสมัยเห็นศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาทักษะเดิม และนำไปสู่การแสดงความสามารถด้านการสอนผ่านความรู้ภูมิปัญญา ผสานเข้ากับนวัตกรรมจิตศึกษา หรือกระบวนการที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ)

สำหรับครูสมัย จิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้เด็ก ๆ ก่อนพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการ หรือทักษะชีวิต อาทิ การทอเสื่อกก การปลูกผักและข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงปลา การทำอาหารท้องถิ่น และการประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ เธอพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นี้ ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากผู้เรียน เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบทางความคิด หรือแม้แต่กรอบกายภาพของโรงเรียนเล็ก ปูพื้นฐานประสบการณ์ เติมทักษะชีวิต ให้นักเรียนเอาตัวรอดได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นครูชุมชนอาสา ความกล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมเพื่อช่วยสร้างสรรค์ให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาของผู้หญิงชาวนาคนหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง ในการรักษามรดกของชุมชนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กิจกรรมจิตศึกษาสร้างสมาธิ และพลังสงบ

แรงผลักดันของครูสมัย ครูอาสาชุมชน อีก 12 คน และครูประจำ 2 คน ทำให้โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีฐานเรียนรู้ในโรงเรียนมากขึ้น ต่อมาถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูในระบบ ครูอาสา และนักเรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคนในชุมชนที่ให้ความสนใจ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีการปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นการต่อยอดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต

"คำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน
เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วม
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานของชุมชน"

จากการถ่ายทอดประสบการณ์ ครูสมัยเล่าว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ "การวางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งมั่นลงมือทำให้ถึงที่สุด จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนคือใจยังอยากให้โรงเรียนคงอยู่กับชุมชนตลอดไป เพราะคำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานในชุมชน" สำหรับชุมชนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง การรักษาโรงเรียนที่เป็นมรดกร่วมของพวกเขา ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สามารถทำได้จริง ด้วยหลัก "ปลูกคนดี ให้มีปัญญา ทำมาหากินเป็น" สร้างครูอาสาให้เข้ามาจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

วันนี้ โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีนักเรียน 26 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้มแข็งในเครือข่ายของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จ และขับเคลื่อนร่วมกันต่อในโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาโรงเรียนในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก ให้คงดำรงอยู่ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง