สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้ โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

เมื่อวันที่ 22-31 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป มอบเงินทุนสนับสนุน 1.5 ล้านบาท ให้โครงการอียูรับมือโควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย เพื่อจัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้แก่ 120 โรงเรียนขนาดเล็ก ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้สามารถเข้าถึงนักเรียนกว่า 12,000 คน เนื่องจากสหภาพยุโรปให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองอย่างเพียงพอในโรงเรียนและชุมชน

ในกิจกรรมดังกล่าว โครงการอียูรับมือโควิดได้มอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้กับโรงเรียนในเครือข่ายของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งของที่มอบประกอบไปด้วย หน้ากากผ้า และ แอลกฮอล์เจลสำหรับนักเรียน จำนวน 12,000 ชุด รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว เครื่องวัดอุณภูมิอินฟราเรด แก่ทุกโรงเรียน โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน พร้อมทั้งสมาชิกในชุมชน รับมอบสิ่งของ พร้อมทั้งได้รับการแนะนำและสาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างถูกวิธี

สินีนาฏ ทองบ้านทุ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแลวหลวง จังหวัดน่าน กล่าวว่า ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทางโรงเรียนมีการตรวจคัดกรองนักเรียน ครู ผู้ปกครองก่อนเข้าโรงเรียน โดยสวมหน้ากากอนามัย ตรวจวัดไข้ และสนับสนุนให้ล้างมือเป็นประจำ กระนั้น สิ่งของที่ได้รับสนับสนุนจากส่วนกลางยังไม่เพียงพอ ทำให้ครูในโรงเรียนต้องมีการระดมทุน สิ่งของที่ได้รับจากทางโครงการอียูรับมือโควิดในครั้งนึ้งมีประโยชน์มาก อยากขอบคุณโครงการและสหภาพยุโรป และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากโครงการต่อไป

ทั้งนี้ทางโครงการยังให้ความสำคัญในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียนและชุมชน จึงผลิตสื่อให้ความรู้และความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพพื้นฐานเพื่อสู้โควิดในโรงเรียนและชุมชน มอบให้แก่ทุกโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้มีความพร้อมและมาตรฐานในเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานในการเปิดการเรียนการสอน

อรวรรณ แดงประดับ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาถ้ำ จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวขอบคุณโครงการที่มอบสิ่งของให้กับโรงเรียน พร้อมสื่อต่าง ๆ ในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมเสนอแนะให้ทางโครงการช่วยกระจายความรู้ต่าง ๆ ไปยังชุมชนและผู้ปกครองของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างความยั่งยื่นเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอนาคต ทางโครงการยังมีแผนในการสร้างโรงเรียนนำร่องด้านความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือภัยพิบัติในชุมชน ในปีการศึกษาหน้า ให้กับโรงเรียนเหล่านี้อีกด้วย

รูปภาพข่าว: Link (เครดิตภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)


เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

อียูรับมือโควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

สหภาพยุโรป สนับสนุนโครงการอียูรับมือโควิด จัดเวิร์คช็อปทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป ในประเทศไทย ได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมมือกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงค์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด เพื่อเตรียมความพร้อมการทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง ในหัวข้อเรื่อง “ชวนมาสนุกกับอาชีพที่ผู้หญิงอยากทำ” รวมไปถึงมิติอื่น ๆ เช่นความรุนแรงในครอบครัว ภัยทางเพศ ผลกระทบกับการประกอบอาชีพ เนื่องจากทางสหภาพยุโรปได้เล็งเห็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะกับในกลุ่มเปราะบาง เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ทั้งในชุมชนเมืองและต่างจังหวัด ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และครอบครัว

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีแกนนำผู้หญิงจาก 2 ชุมชน ในเขตบางกอกน้อย และเขตตลิ่งชัน เข้าร่วมจำนวน 20 ท่าน เป็นตัวแทนจากภาคกลาง ในการมีส่วนร่วมหารือ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน วิเคราะห์ฐานข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจ พร้อมกับแจกถุงยังชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทั้ง 2 ชุมชนนอกจากจะแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังร่วมกันสรุปรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้อง จนนำไปสู่การจัดทำแผนทั้งเชิงปฏิบัติ และเชิงนโยบาย เสนอต่อภาครัฐ สำหรับผู้หญิงและชุมชนของตน ในการรับมือโควิด-19 ในปัจจุบันและอนาคต

นางมุกดา ไทยหอม ประธานชุมชนเขตตลิ่งชัน เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ ทำให้รู้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมทั้งได้ความรู้เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลสำรวจอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดและจำแนกได้ว่า ใครควรจะได้รับความช่วยเหลือก่อนหลัง และช่วยเหลืออย่างไรถึงจะเหมาะสม เช่น มีหลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องสวัสดิการภาครัฐต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เธอสามารถช่วยคนเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง นางมุกดายังเสริมต่อว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นประโยชน์มาก เพราะเชื่อว่า ข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถนำไปอ้างอิง ทำแผนรับมือโควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคตได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง

ทางด้านประธานชุมชนเขตบางกอกน้อย นางสาวน้อมละมูล พันธุ์พิจิต กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแกนนำทุกคนในชุมชนของเธอมีเวทีได้แสดงออก ทำให้เห็นปัญหาหลากหลาย จากหลายชุมชนภายใต้เขตบางกอกน้อย สิ่งนี้ทำให้เธอเห็นแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้น ทำให้สามารถวางแผน และสะท้อนถึงความต้องการที่เราอยากได้จริง ๆ เช่น การอบรมด้านอาชีพ แหล่งทุน การอบรมเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ที่จะทำให้ชุมชนต่อยอดได้ด้วยขาของตนเอง

ภายหลังจากการทำกิจกรรม ผลที่ได้รับทั้งหมด ทุกชมชนจะนำไปต่อยอด โดยมีโครงการอียูรับมือโควิด ช่วยติดตามช่วยเหลือ และประเมินผลเพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กิจกรรมเวิร์คช็อป นี้จะถูกจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค (เหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และ ใต้) ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน 2564 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการสำเร็จแล้วในเขตภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในเขตภาคตะวันออกฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และ ภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา จะเริ่มจัดขึ้นภายในเดือนเมษายน 2564 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ทั้งแกนนำผู้หญิงเหล่านี้ทั้ง 4 ภาคสามารถเป็นตัวแทนต้นแบบ และขยายผลความรู้ดังกล่าว ไปวางแผนพัฒนาในพื้นที่ของตนและชุมชนใกล้เคียงให้สามารถหาวิธีในการรับมือกับโควิด-19 ได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


โครงการแอ็คเซส สคูล (Access School) พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ

Access School พบ ศธ. ประสานความร่วมมือเพื่อโรงเรียนเล็ก

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 โครงการแอ็คเซส สคูล (Access School) พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ ที่ห้องประชุมจันทร์เกษม กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแนะนำโครงการและประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นทางออกและทางเลือกในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ต้องการถูกยุบ ให้อยู่คู่ชุมชน และคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กทุกคน

คณะทำงานโครงการ Access School นำโดยสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย แนะนำวัตถุประสงค์โครงการและกรอบการทำงาน โดยกล่าวว่า ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป โครงการฯ จะหนุนเสริมโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง (หรือที่กระทรวงศึกษาธิการจัดประเภทให้เป็น "โรงเรียน Stand Alone") ด้านการใช้นวัตกรรมการศึกษา การวัดประเมินผลผู้เรียนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของโรงเรียน และสนับสนุนความเป็นผู้นำของผู้หญิง

โครงการฯ นำเสนอความก้าวในการดำเนินงานตลอดปีที่หนึ่ง พร้อมประสานความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการสำหรับแผนงานที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงมหกรรมและเวทีพูดคุยประเด็นการศึกษา และการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรมแบบ Active Learning ในระดับท้องถิ่น ซึ่งทางคณะกระทรวงศึกษาธิการได้ให้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยคุณภูมิสรรค์รับเป็นผู้ประสานงานกับผู้แทนของกระทรวงมหาดไทยด้วยตนเอง

เมื่อกล่าวถึงแผนบูรณาการการศึกษาจังหวัดของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในปี 2564 จะนำร่องโรงเรียน Stand Alone 84 โรงเรียน รักษาการ รมว.ศธ. คุณหญิงกัลยา ระบุว่า แผนนี้ให้โรงเรียนวิเคราะห์ความต้องการของตนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่นอกเหนือจากด้านกายภาพ ซึ่งโรงเรียนจะได้รับทุนพัฒนา 400,000 บาทต่อโรง และเป็นต้นแบบในปีนโยบาย 2565 นอกจากนี้จะคัดเลือกต่างหากอีก 5 โรงเรียน Stand Alone (1 โรงเรียน/1 ภูมิภาค) เพื่อลงทุนจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท ในการยกระดับคุณภาพยิ่งขึ้นอีก คุณหญิงกัลยาได้ตอบคำถามถึงข้อกังวลของเครือข่ายโครงการฯ ว่า ทุกโรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนแน่นอน โดยทั้งหมดจะแบ่งเป็น 3 รุ่น จำนวนโรงเรียน Stand Alone ข้างต้นเป็นรุ่นแรกที่ได้รับคัดเลือกมาแล้ว ทั้งนี้ ตัวเลขที่ได้มาขึ้นอยู่กับการเจรจาและการทำประชาคมในพื้นที่ (ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา, โรงเรียน, ศึกษานิเทศก์) ที่ทางกระทรวงส่งตัวแทน 77 คน ไปดูแลแต่ละจังหวัด

โครงการแอ็คเซส สคูล (Access School) พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ
ภาพ: ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว/ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.
โครงการแอ็คเซส สคูล (Access School) พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ
ภาพ: ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว/ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.
โครงการแอ็คเซส สคูล (Access School) พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ
ภาพ: ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว/ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.
โครงการแอ็คเซส สคูล พร้อมเครือข่าย เข้าพบคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ. คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รมช.ศธ และคณะ
ภาพ: ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว/ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบโควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

“หนึ่งในเคสที่หนักที่สุดคือ ผู้ชายคนหนึ่งทักมาทางเฟซบุ๊ก เล่าให้ฟังว่าตกงานเพราะโควิด ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เขาอยากฆ่าตัวตาย เราเลยบอกเขาว่า ไม่ว่าใครก็เกิดมาโดยไม่มีอะไรติดตัว ทรัพย์สินในชีวิตที่หามาได้นั้นคือกำไร ถ้าเขามีชีวิตอยู่ต่อ เขาจะหาของพวกนั้นมาได้อีกครั้ง คำแนะนำของเราพอจะเป็นกำลังใจให้เขา ทำให้เขาเข้าใจหลักการของชีวิต จากคนคนหนึ่งที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้ และผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัครบรรเทาพิษโควิดเหมือนกับเรา”

ขวัญใจ เงินทาบ หรือก้อย ย้ายมาจากจังหวัดสุรินทร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในหัวหิน ที่ผ่านมา เธอประกอบอาชีพเป็นตัวแทนกลุ่มแท็กซี่รับจ้างรับส่งนักท่องเที่ยวโดย และเปิดร้านอาหารในอพาร์ทเมนต์ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่

หลังเกิดการระบาดโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวในหัวหินลดลงอย่างมาก จึงทำให้เธอมีรายได้จุนเจือตนเองและครอบครัวน้อยลง ถึงอย่างนั้น เมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เธอได้พบผู้คนที่ขาดรายได้เช่นเดียวกับเธอ บางคนไม่สามารถแม้แต่จะมีอาหารเพื่อประทังชีวิตได้ เธอจึงเริ่มทำถุงยังชีพขนาดเล็กเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในระแวกบ้าน และประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊กของตนเอง

วันหนึ่ง กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในหัวหินได้แวะไปที่บ้านเพื่อชื่นชมและให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อแจกถุงยังชีพต่อไป พวกเขาแนะนำเธอให้รู้จักกับมูลนิธิแสง ที่ทำเรื่องการบริจาคให้กับคนยากไร้ เธอจึงสนใจและตัดสินมาร่วมงานกับมูลนิธิฯ และกลายเป็นกำลังหลักเพื่อช่วยประสานงานกับคนในพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมของมูลนิธิฯ จนถึงทุกวันนี้

ในอนาคต แม้วิกฤติของโรคระบาดจะหมดไป คุณขวัญใจยังเต็มใจที่จะทำงานอาสาสมัครนี้ต่อไป เพราะเธอเชื่อในคนไทย “ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่พี่น้อง แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการอียูรับมือโควิดและกิจกรรมอาสาสมัครได้ทางเฟซบุ๊ก facebook.com/EUCovid19TH


สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: คุยกับครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน โรงเรียนสอนคิด เครื่องมือสอนคิด

สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: โรงเรียนเล็กของครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์

นางสาวบุณฑริก ซื่อสัตย์ หรือครูบัว บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก ที่โรงเรียนบ้านซิวาเดอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยสอนเด็กชาวกะเหรี่ยงในเขตทุระกันดารเป็นเวลากว่า 4 ปี ก่อนทำเรื่องขอโอนย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่าน

ปัจจุบันครูบัวสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ต.ยาบหัวนา อ.เวียงสา จ.น่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 เป็นครูประจำชั้น ป. 6 ต้องสอนทุกรายวิชา เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมด 57 คน

สิ่งที่หล่อหลอมให้ครูบัวเป็นตัวเองในทุกวันนี้นั้นย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากพื้นฐานทางความครัวค่อนข้างยากจน ครูบัวได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนด้านทุนการศึกษามาโดยตลอด แม้จะลำบากเรื่องเงิน แต่ครอบครัวก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา ในสมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องเลือกว่าจะเรียนต่อสายอาชีพหรือสายอุดมศึกษา ครูบัวก็มีความตั้งใจทำตามความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นครู กู้เงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สอบชิงทุนต่าง ๆ และได้รับโอกาส เมื่อเรียนจบชั้น ม.6 จึงเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาประถมศึกษา

เหตุผลที่อยากเป็นครูประถมนั้นเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยประถมของตัวเอง ด้วยความที่ต้องเรียนกับครูที่ดุมากที่มักตีนักเรียน เลยทำให้ไม่ชอบวิชาของครูจนแกล้งปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง พอไม่เข้าเรียนก็ส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง จึงทำให้อยากมาเป็นครูประถม เพื่อที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่รักในตัวครูและวิชาที่เรียน เพราะช่วงวัยประถมนั้นเป็นช่วงที่สำคัญมากในการสร้างพื้นฐานความรู้ เด็กต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับการเรียนในระดับมัธยม

Ban Hak Han School students. Photo: Patchgorn Pattawipas/ActionAid

ก่อนจะได้มารู้จักกับเครื่องมือสอนคิด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนบ้านฮากฮานใช้สอนในปัจจุบัน ครูบัวก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งคำถามและพยายามมองภาพความเป็นครูในตัวเอง ว่าการที่เราเป็นครูผู้สอนนั้น หากจะมีเครื่องมือใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนคิดได้ คิดเป็น สามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะกระบวนการคิดสำหรับผู้เรียนนั้นสำคัญ “มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้” ครูบัวกล่าว

“มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง
แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับมิติด้านการจัดการห้องเรียนครูบัวมองว่า “การจัดการชั้นเรียนผ่านการสร้างวินัยเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ครูต้องเป็นผู้ให้ความเข้าใจ ให้แนวทาง ให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ไม่มีการลงโทษหรือใช้พฤติกรรมที่รุนแรงกับผู้เรียน ห้องเรียนที่เด็กสามารถได้แสดงความคิดเห็น ครูรับฟังและเข้าใจกันและกัน ไม่มีความตึงเครียด ยิ้มและหัวเราะได้ ห้องเรียนนั้นจะเป็นห้องเรียนที่น่าเรียน ถึงแม้ห้องจะแคบ ไม่มีสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีแค่โต๊ะไม้เก่า ๆ พัดลมแก่ ๆ แต่ครูและนักเรียนเรารักและเข้าใจกัน ทุกคนมีความสุข ครูอยากสอนนักเรียนก็อยากเรียน โดยส่วนตัวดิฉันมองว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นจำเป็น แต่ไม่มากไปกว่ากระบวนการและการปฏิบัติที่ครูมีต่อลูกศิษย์ ซึ่งถึงแม้โรงเรียนบ้านฮากฮานจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรครบครัน แต่โรงเรียนของเราจะข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาทางกายภาพไปได้"

แม้ภาพที่ครูบัวมองว่าโรงเรียนในฝันจะไม่ต่างไปจากภาพของสังคมที่คาดหวังจากโรงเรียน ว่าจะต้องมีห้องเรียนที่เหมาะสมพอเพียง ตัวอาคารเรียนแข็งแรงมั่นคง สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีสนามเด็กเล่น มีแหล่งเรียนรู้ มีห้องสมุดที่น่าเข้าไปหาความรู้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่บนชุมชนภูเขาอย่างบ้านฮากฮาน ไม่มีทุกอย่างครบตามที่เคยมองภาพโรงเรียนในฝัน เพราะในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กยังถูกจำกัดอยู่ด้วยนโยบายการบริหารจัดการตามกรอบงบประมาณที่ส่วนกลางกำหนด

อาชีพครูในโรงเรียนของรัฐก็คือข้าราชการที่ส่วนหนึ่งคือต้องปฏิบัติตามสายงานบังคับบัญชา ในฐานะครูคนหนึ่ง ครูบัวได้สะท้อนมุมมองด้านระบบการศึกษาว่า “ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายก็เปลี่ยน ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง คนเป็นครูต้องติดตามข่าวสารและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงระบบจะเปลี่ยนไปแค่ไหนผู้เป็นครูก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนด้วยการศึกษา ครูควรทำตัวเป็นไม้ไผ่ลู่ไปตามลมและสถานการณ์ ไม่ยึดติดแบบต้นไม้ใหญ่ เพราะเมื่อเจอปัญหาหรือพายุใหญ่ ลำต้นที่ใหญ่และแข็งแรงนั้นจะหักโค่นล้มได้ง่าย”

"ระบบการศึกษาควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก
การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็ก
ก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน"

โรงเรียนบ้านฮากฮานหันมาใช้นวัตกรรมเครื่องมือสอนคิด หลังจากที่ได้ไปอบรมที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย "ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้ความรู้และเรียนรู้จากสถานที่จริง สร้างแรงบันดาลใจในการใช้นวัตกรรมการสอนคิด ต้องขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ หลังจากอบรมเสร็จก็เกิดความร้อนวิชา ได้กลับมาทดลองใช้และเกิดผลดีกับผู้เรียน จึงนำมาใช้จัดการกับการเรียนการสอนเรื่อยมา รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ”

“การนำเครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือ มาใช้ในการเรียนการสอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่เปลี่ยนคือตัวครูเอง ต้องแสวงหาความรู้ ไม่อาศัยตำราในการสอน ใช้สื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่สอนแบบเลข คัด เลิกเหมือนสมัยก่อน โดยส่วนตัวมองว่าเกิดผลเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้เรียนอย่างชัดเจน คือเด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กล้าโต้ตอบ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อครูได้ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการจัดการกับความคิดได้ดีขึ้น สามารถพูดสื่อสารและฟังอย่างตั้งใจ เมื่อต้องการให้แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งใดก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผล ความเหมือนและแตกต่าง คิดสรุปรวบรวมข้อมูล ตัดสินใจแก้ปัญหาได้”

Cause and Effect, Compare and Contrast, and Mind Mapping are some of the Thinking Tools used at this school. Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

ครูบัวคิดว่าระบบการศึกษาไทย “ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็กก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน สิ่งที่เป็นอยู่คือระบบการศึกษาที่พรากครูออกจากนักเรียน พรากความเป็นคน สร้างความเป็นหุ่นยนต์ให้กับเยาวชน”

ครูบัวคือตัวอย่างหนึ่งของครูบนพื้นที่สูงที่ใช้เครื่องมือสอนคิด และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ครบครันเสมอไป เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกสภาวะ แม้แต่พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนที่สูงอย่างโรงเรียนบ้านฮากฮาน ตอนนี้ ครูบัวยังคงเดินหน้าในการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนผ่านนวัตกรรมที่ไม่เพียงสอนความคิด แต่สอนความเป็นคนให้เด็ก ๆ ด้วย เธอเป็นอีกกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นในจังหวัดน่าน และอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศ


คณะที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School ลงพื้นที่เป้าหมายภาคกลางและอีสาน

คณะที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School ลงพื้นที่เป้าหมายภาคกลางและอีสาน

ธันวาคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้... ใน 2 ภูมิภาค ACCESS School !

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา) ได้ร่วมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเป้าหมายในภาคกลางและอีสาน เพื่อสัมผัสบริบทและวิถีของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่เปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมการศึกษา พร้อมมอบคำแนะนำในการขยายผลโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา

เมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคม 2563 คณะที่ปรึกษา ประกอบด้วย พระครูอมรชัยคุณ พระอาจารย์วัดสุชัยคณาราม, ดร.สมศักดิ์ ประสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปะทาย, คุณสมเดช อ่างศิลา ผอ. โรงเรียนวัดเนินกระปรอก และผู้แทน ดร.อโณทัย ไทยวรรณศรี ผอ. สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ดร.สมพร สามทองกล่ำ เยือนโรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง จ.สุพรรณบุรี, โรงเรียนวัดหัวโพ จ.ราชบุรี และโรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ จ.นครปฐม โดยได้พบปะพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ตัวแทนผู้ปกครอง และโรงเรียนขนาดเล็กอื่น ๆ ในพื้นที่กันอย่างอบอุ่น ทั้งยังได้รับเกียรติจาก คุณประวิช ยะรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะกับเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กภาคกลาง หรือเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา

จากภาคกลาง เราเดินทางต่อไปยังภาคอีสานในวันที่ 16-18 ธันวาคม 2563 คณะที่ปรึกษาโครงการฯ ได้แก่ ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ และคุณนิรมล เมธีสุวกุล พิธีกรชื่อดังและผู้ผลิตสื่อสาธารณะ ได้ลงพื้นที่พบเครือข่ายผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชน และสององค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาที่หนุนเสริมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านฮ่องทราย โรงเรียนบ้านร้านหญ้า และโรงเรียนบ้านส้มโฮง จ.ร้อยเอ็ด, โรงเรียน, โรงเรียนบ้านคำแมดพิทยาสรรย์ โรงเรียนดงพยุงสงเคราะห์ และโรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยา จ.กาฬสินธุ์, สมาคมไทบ้าน และสภาพัฒนาการศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid Thailand

ขอขอบคุณเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ใหญ่ในเขตพื้นที่การศึกษา ที่แบ่งปันเวลาและแรงขับเคลื่อนกับเรา การเดินทางในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวของการร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม ชุมชน และหน่วยงานรัฐ ก่อให้เกิดการบริหารจัดการศึกษาไทยบนฐานของการมีส่วนร่วม และความต้องการของผู้เรียนและชุมชน


Walk for Survival ทำให้ #ทุกย่างก้าวมีความหมาย ในโลกยุคโควิด-19

Walk for Survival ทำให้ "ทุกย่างก้าวมีความหมาย" ในโลกยุคโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้โลกอยู่ในสภาวะตึงเครียด ซ้ำยังเป็นวิกฤติสาธารณสุขที่ทำให้ปัญหาที่มีอยู่เดิมทวีความรุนแรง ก่อปัญหามิติทับซ้อนทางสังคมต่าง ๆ 

ในปัญหาเหล่านี้ คือบทเรียนที่ทำให้ตระหนักว่าโลกหลังการแพร่ระบาด ของไวรัส จะดำเนินต่อแบบเดิมเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปไม่ได้ (business as usual) ภาคประชาสังคมจึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินการ “สร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม” เพื่อให้โครงสร้างต่าง ๆ สามารถปรับตัว และรับมือกับภัยพิบัติ วิกฤติ หรือความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ที่อาจเกิดขึ้นอีก ได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยืดหยุ่น และเป็นสังคมแห่ง ความเท่าเทียมและยั่งยืน

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล ขอเชิญร่วมกิจกรรม “Walk for Survival: A Global March for Change” ร่วมเดินกับเพื่อน ๆ ของเราจากทั่วโลกเป็นระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ซึ่งเท่ากับเส้นรอบวงของโลก ระหว่างวันนี้ - 15 ธันวาคม 2563 เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เป็นกระบอกเสียงให้ประเด็นที่ท่านสนับสนุน และทำให้เหล่าผู้มีอำนาจตัดสินใจรับฟัง 

เราจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้

➡️ ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

➡️ รักษ์โลกเพื่อความยั่งยืน

จากทั้งหมด 40,000 กิโลเมตร ประเทศไทยจะเดินด้วยกันเป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ท่านสามารถร่วมเดินเป็นระยะทางเท่าไหร่ เดินที่ใด และเวลาไหนก็ได้ ขอเพียงมีพลังที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน 

เพียง “ลงทะเบียนออนไลน์” และร่วม “เดิน” ในแบบของท่าน “บันทึก” จำนวนระยะทาง เพื่อ “ส่งเสียง” ให้ผู้มีอำนาจทั่วโลกเห็นว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากอยู่ในสังคมที่ทุกคนได้อยู่สิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะไม่ยอมให้ผู้หญิงต้องเผชิญหน้าและอยู่อย่างหวาดกลัวต่อความรุนแรงอีกต่อไป

เดินอย่างไร?

จะตั้งเป้าหมายเดินเดี่ยวเข้าป่าครึ่งวันเพื่อบอกว่าอากาศบริสุทธิ์ควรเป็นของทุกคน รวมก๊วนเพื่อนสมัยเรียนเดินจากบ้านไปยังพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่ผู้หญิงสักคนจะถูกทำร้าย หรือจับมือกันเป็นครอบครัวเดินเลาะริมหาดที่ไม่ควรตกเป็นของธุรกิจผูกขาดก็ยังได้ บันทึกระยะทางการเดินแต่ละครั้ง และอย่าลืมเล่าสู่กันฟังให้ดังก้องโลกว่า เราอยากได้สิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเราจะไม่ทนความรุนแรงต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ

เราอาจจะเดินร่วมกันให้กึกก้อง ร่วมระดมทุนสำหรับโครงการเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง ที่จะนำเงินไปใช้ในการรณรงค์ยุติการคุกคามทางเพศในชีวิตประจำวั

เราอาจจะเดินทุกวัน บันทึกระยะทางแต่ละกิโลเมตรที่เราได้ รู้หรือไม่ ทุกวันนี้ มีผู้หญิงและเด็กที่เดินออกจากบ้านไปเรียนหนังสือหรือหาเงินเลี้ยงปากท้องโดยที่ไม่เคยมั่นใจได้เลยว่าบนเส้นทางที่เดินผ่านจะถูกใครสักคนลวนลามด้วยสายตาหรือใช้ความรุนแรงไหม 

เราอาจจะเลือกเดินในบริเวณที่พัก เพื่อสื่อสารว่าในหลาย ๆ ประเทศที่โควิด-19 ยังระบาดรุนแรงและเศรษฐกิจย่ำแย่ การต้องกักตัวในที่พักอาศัยแคบ ๆ ก็ทำให้ผู้หญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงได้เช่นกัน 

ในระดับชุมชน ทุกก้าวเดินของเราจะย้ำเตือนว่า ชายหาด ผืนป่า สายน้ำ อากาศ และวิถีชีวิต เป็นของทุกคนเท่าเทียมกัน 

ในระดับประเทศ เราร่วมเดินเพื่อไม่ยอมทนต่อการถือครองที่ดินอย่างไม่เป็นธรรมด้วยนโยบายและโครงการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมผลักคนท้องถิ่นออกจากบ้านของตัวเอง 

ในระดับโลก เราเรียกร้องให้ผู้นำของโลกหันมาจริงจังต่อการลดปริมาณคาร์บอนและใช้พลังงานที่สะอาด 

อัพเดตความคืบหน้าอย่างไร?

บันทึกระยะทางผ่านแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน (เช่น Strava, Fitbit, Nike Run Club, Endomondo ฯลฯ) หรือถ่ายภาพหน้าจอลู่วิ่งไฟฟ้า แล้วอัพเดตความคืบหน้ากับเราทางเพจ https://www.facebook.com/WalkforSurvivalTH ได้ทั้งทางโพสต์สาธารณะหรือกล่องข้อความ ระยะทางของท่านจะถูกนำไปรวมในชาร์ตระยะทางของเพื่อน ๆ ผู้ร่วมเดินจากทั่วโลก

ติดตามระยะทางจากรอบโลกแบบรีลไทม์ได้ที่ https://www.walkforsurvival.org

บอกต่อเพื่อน ๆ

บอกต่อให้เพื่อน ๆ ได้รู้ว่า "ฉันกำลังเดินเพื่อ..."

Let your friends know what “I’m making my steps count for”

แชร์ภาพจากการเดินในช่องทางโซเชียล พร้อมติดแฮชแท็ก #MakeYourStepsCount #MakeYourStepsCount #WalkForSurvival #ทำให้ทุกย่างก้าวมีความหมาย เพื่อทำให้เสียงของคุณส่งไปในวงกว้าง

Campaign Walk for Survival
.
ครั้งที่ 1 วันที่ 23 พฤษจิกายน 2563
.
ฉันไม่ได้เดินในเชียงใหม่มาซักพักใหญ่ ๆ แล้ว...

Posted by Phawat Pengwanphuk on Monday, 23 November 2020

มาร่วมเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกให้ความสำคัญกับชีวิตคน ชุมชน และโลกใบนี้ ไม่ใช่ซีอีโอและผู้ถือหุ้น ไม่ใช้แค่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง !

ร่วมกันทำให้ทุกย่างก้าวมีความหมาย เดินเพื่ออนาคตที่เป็นธรรมและปลอดภัยสำหรับพวกเราทุกคน

ลงทะเบียนและเริ่มเดินได้แล้ววันนี้!

☎️ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

โทร. 085 2121980 (หญิง) 

อีเมล: walkforsurvivalthailand2020@gmail.com

https://www.facebook.com/WalkforSurvivalTH
https://www.facebook.com/ActionAidThailand


จดหมายข่าว Newsletter 4/2020

จดหมายข่าว มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ฉบับที่ 4/2563 (ตุลาคม 2563)

ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ได้มีการระดมทุน เพื่อช่วยเหลือเด็กโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 และได้มีการนำส่งความช่วยเหลือตามที่รายงานไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ต้องขอขอบคุณผู้บริจาคทุกท่านอีกครั้ง สำหรับการเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสนับสนุนตลอดช่วงการระดมทุนที่ผ่านมา

สำหรับการดำเนินงานในไตรมาสนี้ มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานสานต่อภารกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง และได้มีการเปิดตัวโครงการใหม่ "อียูรับมือโควิด" โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และร่วมมือกับภาคีองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย ซึ่งท่านสามารถอ่านรายละเอียดโครงการฯ และการเริ่มดำเนินงานในช่วง 3 เดือนแรกของเรา ในจดหมายข่าวฉบับนี้

นอกจากนี้ พบกับข่าวคราวโครงการ ACCESS School โรงเรียนสร้างชุมชน ชุมชนสร้างโรงเรียน, งานรณรงค์ยุติการคุกคามทางเพศ นิทรรศการ Sound Stories ที่ใช้ “เสียง” เป็นสื่อในการเล่าเรื่องการถูกคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ และมหกรรม “ไร่หมุนเวียน” ปกป้องวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ฉบับเดือนตุลาคม 2563


งานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษา (แอคเซส สคูล)

เชิญสื่อมวลชนร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School)

วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 นี้ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และสมาคมไทบ้าน ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (แอคเซส สคูล) เพื่อเปิดตัวแผนงานพัฒนาโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนนวัตกรรมเพื่อเด็กและชุมชนเป้าหมาย 400 โรงเรียน 8 จังหวัด 3 ภูมิภาค และเครือข่ายครูแกนนำ "ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน" พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคม ครู โรงเรียน ชุมชน กระทรวงศึกษาธิการ และสหภาพยุโรป (EU) ในการรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนขนาดเล็กและนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเด็ก ชุมชน และปฏิรูปการศึกษาไทย ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมคอนราด กรุงเทพ ถนนวิทยุ เวลา 9.00- 13.00 น.

สืบเนื่องจาก ประเด็นด้านสิทธิการศึกษา (Rights to Education) ของโรงเรียนขนาดเล็ก (โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน) จากจำนวน 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกว่าสองในสามมีความเสี่ยงในบริบทด้านคุณภาพการศึกษาที่ท้าทายจะปิดตัวหรือถูกควบรวมกับโรงเรียนอื่น ๆ อันนำมาซึ่งผลกระทบที่เป็นความเหลื่อมล้าต่อเด็กและชุมชนในมิติสิทธิขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และสมาคมไทบ้าน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายครู และผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อประเมิน ส่งเสริม และพัฒนาโครงการที่เป็นนวัตกรรมด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดรับกับความต้องการของเด็ก โรงเรียนและชุมชนบนสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกและประเทศมาโดยตลอด

ดังนั้น เพื่อตอบสนองกับสถานการณ์ดังกล่าว เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาจึงได้ร่วมกันดำเนิน “โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” ขึ้น โดยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อต่อยอดจากภารกิจเดิมที่เคยได้ทำมาและขยายผลของแนวทางการพัฒนาดังกล่าวในระดับชาติ ผ่านการพัฒนาขีดความสามารถของภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและสร้างกลไกร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครอง พัฒนา และปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งภายใต้การดำเนินโครงการนี้ "โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก" จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแผนแม่บทในการสร้างกลไกการทำงาน ของภาคประชาสังคมและโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน บนฐานของการมีส่วนร่วมให้ดียิ่งขึ้น โดยจะนำร่อง ในพื้นที่ 8 จังหวัด 3 ภูมิภาค เป้าหมาย 400 โรงเรียน ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อคุณภาพและสิทธิทางการศึกษาของเด็กนักเรียนในชุมชนยากจน และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาสังคมต่าง ๆ ในทุกระดับตลอดจนถึงการเสริมสร้าง "ครูแกนนำ" ให้เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างโรงเรียน และโรงเรียนสร้างชุมชนไปพร้อมกันอีกด้วย

ในโอกาสนี้เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ได้แก่ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สมาคมไทบ้าน ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา, เครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1/โรงเรียนชุมชนภาคเหนือ (น่าน) และเครือข่ายครูและผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กภาคอีสาน, สมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ และสมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ "โครงการแอคเซส สคูล" (ACCESS School) ซึ่งจะเปิดตัวอย่างโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมกลไกองค์กรภาคประชาสังคมที่จะ ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับกลไกภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการ กระทวงมหาดไทยทั้งในระดับชาติและจังหวัด ในการ หนุนเสริมครู โรงเรียน และชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 นี้ เวลา 9.00-13.00 น. ณ ห้องบอลรูม 3 ชั้น 4 โรงแรมคอนราด กรุงเทพ

โดยสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานจะได้พบกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้:

  • การกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่อง "นโยบายของสหภาพยุโรป (EU) ในการสนับสนุนการศึกษาในประเทศสมาชิก และประเทศต่างๆทั่วโลก" โดย ฯพณฯ เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย
  • การกล่าวแนะนำความเป็นมา เป้าหมายและแผนงานโครงการฯ โดย คุณเทาฮิด อิบเน ฟาริด
    ผู้อำนวยการมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
  • รับชมวีดีทัศน์โครงการ "แอคเซส สคูล" ขับเคลื่อนโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน
  • การบรรยายพิเศษ เรื่อง นโยบายและความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการในการหนุนเสริมภาคประชาสังคมและชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษาตามนโยบายการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal เป้าหมายที่ 4)
    โดย ฯพณฯ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • พิธีมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่ชนะเลิศการประกวดออกแบบโลโก้โครงการฯ
  • รับของที่ระลึกจากโครงการฯ ชมนิทรรศการแสดงข้อมูล เอกสาร แผนงาน เป้าหมาย และพื้นที่ปฏิบัติงาน
  • พูดคุยแลกเปลี่ยนครูแกนนำ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กนักเรียน ที่ปรึกษาโครงการจากองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาครัฐที่พร้อมจะตอบทุกคำถามเพื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและยืนยันการเข้าร่วมได้ที่
โทร. 061-2722499, 095-6974565 (ธนารัตน์ บัวบาน)
081-8363588 (อุไรวรรณ กสิวัฒนา)
081-8844062 (เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย)
094-2645149 (พัชกร พัทธวิภาส)
E-mail: taecaoffice2020@gmail.com

ดาวน์โหลดกำหนดการ

ดาวน์โหลดแผนที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพ

ดาวน์โหลดวิธีการเดินทางไปยังโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ