พม. ร่วมลงนาม MOU ภาคประชาสังคม หนุนกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการสาธารณะและการรับมือสภาวะโลกร้อน

พม. ร่วมลงนาม MOU ภาคประชาสังคม หนุนกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการสาธารณะและการรับมือสภาวะโลกร้อน

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ผนึกความร่วมมือภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นโครงการที่ภาคีภาคประชาสังคมได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) จำนวน 9 แสนยูโร เพื่อดำเนินงานระหว่างเดือนมกราคม 2567 - ธันวาคม 2570

โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน (Building capacity of civil society organizations on supporting marginalized populations to access public services and respond to global warming) มีซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) เป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มคนชายขอบในด้านนโยบายและการเข้าถึงสิทธิของตน รวมถึงสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกับภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น และเครือข่ายประชาชน ในการออกแบบนโยบายที่ไม่แบ่งแยกกีดกัน (inclusive) และสามารถแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ชาติพันธุ์ชาวเลในพื้นที่จังหวัดสตูล คนไทยพลัดถิ่นจังหวัดระนอง เกษตรกรรายย่อยในจังหวัดพังงา กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคนจนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ภายใต้บันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน พม. จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน เพื่อการดำเนินโครงการในระดับพื้นที่ การติดตามประเมินผล และการถอดบทเรียนการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่าย สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการประสานชุมชนในพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ ได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิ์ บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ ทุกมิติแบบองค์รวม ให้ครอบคลุม มั่นคง มีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สนับสนุนองค์ความรู้ เนื้อหาหลักสูตร และวิทยากรในการฝึกอบรมตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือแก่หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่กลุ่มเปราะบางและกลุ่มชาติพันธุ์ และส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ที่เป็นการเตรียมความพร้อมและปรับตัวของกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)

โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน มีคณะทำงานหลักที่ประกอบไปด้วยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มูลนิธิชุมชนไท และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โดยจะทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมท้องถิ่นอื่น ๆ เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย รวมถึงองค์การมหาชนที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ

รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในนามของภาคีภาคประชาสังคม กล่าวว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ แต่ประโยชน์จากการพัฒนาไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง ประชากรกลุ่มที่อยู่สุดชายขอบของสังคมไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น เกษตรกรรายย่อย และกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่พึงได้รับ ไม่ว่าจะเป็นบริการสุขภาพ สวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคม นอกจากนี้ยังมีความท้าทายด้านผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่รุนแรงเพราะอาศัยและหาเลี้ยงชีพในสภาวะที่เผชิญกับผลกระทบเหล่านั้นโดยตรง ทางสหภาพยุโรปและภาคประชาสังคมจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนชายขอบ บรรเทาผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และให้พวกเขามีส่วนร่วมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 1 (ยุติความยากจน), 3 (สร้างหลักประกันการมีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย), 5 (ความเสมอภาคทางเพศ), 12 (สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน), 13 (การรับมือกับการเปลี่นยแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ) และ 16 (ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และทุกคนสามารถเข้าถึงในทุกระดับ)

การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมด้านวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชาติพันธุ์ สนับสนุนการสร้างกลไก ช่องทางรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ และเครือข่ายความร่วมมือไปสู่การทำงานร่วมกันของภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อออกแบบนโยบายที่เป็นธรรมทางสังคมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแม่ฮ่องสอน ระนอง สตูล พังงา และกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่นำร่อง


แอ็คชั่นเอดสนับสนุน Co-create and Co-design โครงการปลุกพลังพลเมืองคนรุ่นใหม่

แอ็คชั่นเอดสนับสนุน Co-create and Co-design โครงการปลุกพลังพลเมืองคนรุ่นใหม่

เยาวชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ตลอดประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบันทำให้เห็นว่าเยาวชนและคนรุ่นใหม่มักเป็นผู้ที่ออกมาสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม และโครงสร้างและการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม สิ่งที่ยังขาดคือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเด็น สั่งสมประสบการณ์การทำงาน และส่งเสียงถึงความต้องการของพวกเขาและสังคมที่เป็นเป็นไปได้

จึงเป็นที่มาของการสนับสนุนโครงการเยาวชนของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และองค์การแอ็คชั่นเอด เดนมาร์ก ซึ่งเอื้อให้เยาวชนมีพื้นที่เชื่อมโยงตนเองกับการขับเคลื่อนทางสังคม เสริมสร้างทักษะผ่านการทำงานในประเด็นที่สนใจ เรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานพัฒนา และแสดงผลงานจากโปรเจคที่ตนได้ริเริ่มขึ้น โดยในปี 2566 แอ็คชั่นเอดได้เริ่มสนับสนุน “โครงการ Co-create and Co-design ปลุกพลังพลเมือง สร้างสรรค์-สรรค์สร้าง เพื่อฟื้นพลังชุมชน” โครงการที่บุกเบิกโดยสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ภายใต้แนวคิด “สาธารณศึกษา วัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่” ซึ่งมีเป้าหมายคือ การเสริมและหนุนพลังแกนนำคนรุ่นใหม่ในการสร้างการมีส่วนร่วม ความร่วมมือ และขยายผลประสบการณ์ องค์ความรู้ กับกลไกระดับพื้นที่หรือภาคีเครือข่าย การเชื่อมร้อยขบวนเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ และการขับเคลื่อนรณรงค์ สื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ถึงพลังพลเมือง ที่เป็นคานงัดสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการฟื้นพลังชุมชนและสังคม ขยายวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่สู่สาธารณะ

โปรเจคของเยาวชนภายใต้ Co-create and Co-design นั้นประกอบไปด้วย “มินิโปรเจค” (mini projects) และ “เมนโปรเจค” (main projects) ที่มีโจทย์ แนวทางการแก้ปัญหาในชุมชนและการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบตามบริบทของพื้นที่ เช่น การต่อยอดภูมิปัญญาปกาเกอะญอสร้างผู้ประกอบการผ้าทอที่เชียงใหม่ โปรแกรมสอนศิลปะบนฐานของชุมชนอ่างทอง จ.พัทลุง และโครงการแปลงผักนุ้ยนุ้ย ที่รับมือปัญหาความมั่นคงทางอาหารในกระบี่ โดยโครงการแบบมินิโปรเจคจะสร้างโจทย์ใหม่และทดลองแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ส่วนเมนโปรเจตเป็นโครงการที่ดำเนินการมาต่อเนื่อง ขยายผลทุกปี และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมบนฐานชุมชน

เมื่อวันที่ 20-21 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการรณรงค์เชิงนโยบายและการประเมินโครงการ ให้แก่ตัวแทนเยาวชนจาก 6 โครงการมินิโปรเจคและเมนโปรเจค จำนวน 16 คน ณ โรงแรมดาราทรี กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยน ประเมิน และถอดบทเรียนจากการดำเนินโครงการในระดับชุมชน เชื่อมโยงงานของตนกับระดับโครงสร้าง ออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริงสำหรับภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และออกแบบแอ็คชั่นแพลนระยะสั้น-กลาง-ยาว สำหรับแต่ละกิจกรรม

นอกจากการแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เยาวชนนักกิจกรรมยังได้รับฟังและวิเคราะห์งานร่วมกับวิทยากรรับเชิญ ศน.ณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต จากเครือข่าย Thai Civic Education ผู้มากประสบการณ์ด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย รวมถึงยุทธชัย เฉลิมชัย นักขับเคลื่อนการศึกษา สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่มาร่วมเติมเต็มการประเมิน เปิดโครงสร้างและนิเวศของสังคมไทย เพื่อทำให้เข้าใจโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น

 

 


ภาคประชาสังคมพบ พม. สร้างความร่วมมือหนุนเสริมกลุ่มเปราะบาง เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกรวน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิชุมชนไท และกลุ่มรักษ์ไม้ใหญ่ (บิ๊กทรี) เข้าพบนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหาร เพื่อหารือการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคประชาสังคมในการหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสถานการณ์โลกรวน

ตามที่สหภาพยุโรป สนับสนุนงบประมาณแก่มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มูลนิธิชุมชนไท และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในการดำเนินโครงการ “พัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน” โครงการระยะเวลา 4 ปี (มกราคม 2567 - ธันวาคม 2570) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาติพันธ์ุ คนไทยพลัดถิ่น และเกษตรกรรายย่อย ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระนอง สตูล พังงา และกรุงเทพมหานคร ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการสังคม ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุม และสามารถรับมือกับเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คณะทํางานโครงการฯ พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การดําเนินการบรรลุเป้าหมายและเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงส่งผลให้การพัฒนา คุณภาพชีวิตครัวเรือนเปราะบางเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีประเด็นในการปรึกษาหารือร่วมกัน ดังนี้

    1. ข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมาย และที่มาของโครงการ
    2. สภาพปัญหา ข้อจํากัดและแนวทางการทํางานในพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยน
    3. แนวทางการทํางานร่วมกันระหว่างกระทรวงและหน่วยงานในพื้นที่
    4. เนื้อหาบันทึกความร่วมมือการทํางานร่วมกัน (MOU) และกําหนดคณะพิจารณา วัน เวลา สถานที่ ในการลงนามความร่วมมือ

นอกจากนี้คณะทํางานโครงการฯ ยังขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองการต่างประเทศ กองกฎหมาย ฯลฯ เข้าร่วมหารือ

ที่ประชุมที่ข้อสรุปร่วมกันว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะบันทึกความร่วมมือกับคณะทำงานโครงการฯ ในเดือนพฤษภาคม และเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงก่อนหน้า จะดำเนินงานภายใต้โครงการร่วมกันก่อน เช่น แผนสถาปนาพื้นที่คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ในเดือนมีนาคม และการสถาปนากลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงในเดือนเมษายน โดยทางโครงการฯ ได้ขอให้ พม. ทบทวนการยุบสำนักกิจการชาติพันธุ์ดำเนินการในปี 2557 และส่งผลให้การหนุนเสริมศักยภาพและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ครอบคลุม


Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 4

Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 4

ปีสุดท้ายของโครงการ ACCESS School เป็นปีที่โครงการเห็นผลรูปธรรมมากที่สุดในด้านกลไกการมีส่วนร่วมระยะยาวเพื่อพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่ในระดับจังหวัด ภูมิภาค จนถึงระดับประเทศ โรงเรียนขนาดเล็กได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานรัฐท้องถิ่น และองค์กรเอกชน ในการสร้างพหุภาคีโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

ปี 2566 ยังเป็นปีที่โครงการได้นำเสนอข้อค้นพบสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยล้วนมาจากประสบการณ์การทำงาน การศึกษาวิจัย และกระบวนการมีส่วนร่วมตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เอกสารเหล่านี้ เช่น รายงานทบทวนผลการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับท้องถิ่นโดยสมัครใจ (VLR) ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 4 การศึกษาคุณภาพ ซึ่งเป็นกลไกที่สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาในระดับท้องถิ่น และสามารถนำไปประกอบรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับชาติโดยสมัครใจ (VNR) ของประเทศไทยได้

โครงการยังได้จัดทำคู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแนวทางที่โรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนสามารถใช้พัฒนาการบริหารจัดการโรงเรียนและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงได้จัดทำรายงานข้อสรุปเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นเอกสารที่โครงการได้พัฒนาและปรับปรุงตลอดปี 2565-2566 ให้ครบถ้วนและตอบโจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุด โครงการได้ใช้ข้อสรุปเชิงนโยบายฉบับนี้ในการณรงค์สาธารณะและได้นำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ในด้านของการรณรงค์-สื่อสารสาธารณะ โครงการได้จัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจและเผยแพร่ต่อสาธารณะถึงสถานการณ์ของโรงเรียนขนาดเล็กและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนและทรัพยากร และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยสื่ิอได้นำเสนอเสียงของเด็ก ชุมชนและโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่อการยุบควบรวม และนำเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้หรือทางเลือกในการบริหารจัดการโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสอนด้วยนวัตกรรม Active Learning ที่พัฒนาผู้เรียนทั้งภายในและภายนอกท่ามกลางบริบทที่ท้าทาย หรือความสัมพันธ์ของ “บวร+” (บ้าน วัดโรงเรียน + ภาคประชาสังคม เอกชน ท้องถิ่น และอื่น ๆ) ที่มาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาและรักษาโรงเรียนไว้ในของพื้นที่ของตน เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, Bangkok Post, แนวหน้า, นิตยสารสารคดี, Thai PBS, Thai PBS World, Workpoint Today และรายการชิบเชื่อมโลก ช่องททบ.5

ความเป็นไปได้หรือทางเลือกในการบริหารจัดการโรงเรียนข้างต้น ถูกนำเสนอต่อสาธารณะอย่างเข้มข้นมากขึ้น ในเวทีสาธารณะวันที่ 8 ธันวาคม 2566 โดยมีเรื่องราว ประสบการณ์ และบทเรียนที่เครือข่ายโรงเรียนภายใต้โครงการทั้ง 3 ภาคได้ร่วมกันถอดออกมาและฉายภาพอนาคตการศึกษาประเทศไทย ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม ประเด็นต่าง ๆ ถูกส่งต่อไปยังระดับนโยบายในเวที “ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดขึ้นร่วมกับโครงการ ACCESS School และภาคีอื่น ๆ

กล่าวได้ว่าเวทีทั้งสองเปรียบเสมือนพื้นที่แสดงผลงานความสำเร็จที่โรงเรียนขนาดเล็กและองค์กรภาคประชาสังคมภายใต้โครงการได้ขับเคลื่อนร่วมกันมาตลอด 4 ปี และแม้ว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่พัฒนาคุณภาพด้วยนวัตกรรม Active Learning และกลไกการมีส่วนร่วม จำนวนนักเรียนและชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์ หรือการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรภาคการศึกษาและภาคประชาสังคม แต่งานของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สมาคมไทบ้าน, สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย, เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง), สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1, สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธ์ุ และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ สมาชิกเครือข่ายต่างมีความหวังและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาและรักษาโรงเรียนขนาดเล็กให้อยู่เคียงคู่ชุมชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว


กสศ. ACCESS School นำเครือข่าย โรงเรียนขนาดเล็ก ทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ ศธ.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

กสศ. ACCESS School นำเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ ศธ.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับโครงการ ACCESS School นำโดยสหภาพยุโรป มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและห่างไกล จัดเวทีขับเคลื่อนนโยบาย "ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้" ณ ห้อง Grand Hall 1 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ผู้อำนวยการและครูจากโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง ร่วมระดมความคิด แลกเปลี่ยนบทเรียน และยื่นข้อเสนอทางออกการแก้ปัญหาและเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของโรงเรียนทั้งประเทศ ครอบคลุมผู้เรียนเกือบ 1 ล้านคน โดพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมรับฟังตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมง และรับข้อเสนอจากเครือข่ายไปทำงานต่อตามนโยบาย "เรียนดี มีความสุข"

พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวว่า มาร่วมงานนี้ เพื่อที่จะมารับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย ซึ่งทราบดีว่า ครูและหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมงาน มีความตั้งใจ ที่จะช่วยสร้างแนวทางที่จะให้โรงเรียนและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้อง กับนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย "เรียนดี มีความสุข" ของกระทรวงศึกษาธิการ

"ผมเชื่อว่าครูคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ และยึดหลักว่าจะต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะมารับฟังว่าแต่ละฝ่ายจะเสนอให้ปรับปรุงอะไร มีทรัพยากรอะไรที่กระทรวงศึกษาธิการจะช่วยโรงเรียนขนาดเล็กในแต่ละพื้นที่ได้ ผมจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทไปเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะบทบาทการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน เป็นหน้าที่ของครูจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่จะช่วยกันเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ ประเด็นสำคัญจากการวิจัยและเวทีวันนี้จะสะท้อนทั้งปัญหาและทางออกมาให้กระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณาและนำไปช่วยกันทำงาน" พลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายของว่า ในประเทศไทย โรงเรียนขนาดเล็กที่เรียกว่า Standalone ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะ บนดอย ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในรัศมี 6 กิโลเมตรไม่มีโรงเรียนอื่นมีประมาณ 1,500 แห่ง บางโรงเรียนอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวน ต้องการการดูแลสนับสนุน โรงเรียนเหล่านี้เป็นความหวังเดียวในพื้นที่นั้นที่เด็กจะได้รับการศึกษา ถ้าเราสามารถสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาต่อไปได้ ความหวังก็จะยังมีอยู่ในชุมชน สิ่งที่ต้องสนับสนุนเชิงนโยบายได้แก่

1. เรื่องคน
ปัญหาครูไม่ครบชั้น ไม่ครบสาระวิชา เป็นปัญหาเรื้อรังที่โรงเรียนขนาดเล็กไม่มีบุคลากรที่ยืนระยะอยู่ได้และจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School เสริมว่า "สิ่งที่เป็นยาขมมากสำหรับการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณรายหัว เราเคยเสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากจัดสรรงบประมาณรายหัว เป็นการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ และควรจะปลดล็อคระเบียบ บางอย่าง เช่นเรื่องครูฝึกสอน ซึ่งพบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีครูสอนคละชั้น คละวิชา ไม่สามารถรับครูฝึกสอนที่ไม่มีครูพี่เลี้ยงเด็ก หรือครูที่มีวิชาเอกไม่ตรงกันมาช่วยสอนได้ รวมถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งที่อยากถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น แต่ก็ติดกับระเบียบที่ทำให้ดำเนินการได้ยาก"

2. งบประมาณ
การผูกทุกอย่างไว้กับจำนวนเด็กทำให้งบประมาณที่แต่ละโรงเรียนได้รับไม่สอดคล้องต่อบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก สูตรจัดสรรงบประมาณต้องปรับเปลี่ยน โดยไม่เพียงคำนวนตามหัวหรือจำนวนเด็ก แต่ต้องมีเรื่องระยะทาง จะทำให้ทรัพยากรไปที่โรงเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากสูตรเปลี่ยนจะขยับเงินจากโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้เงินรายหัวเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องมี หมุนไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กได้ ด้วยการปรับสูตรเช่นนี้กระทรวงศึกษาธิการอาจจะไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียวและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรการศึกษาภายใน 1 ปีงบประมาณ

3. นวัตกรรมการเรียนการสอน
สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก จะคาดหวังให้มีครูครบชั้นในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Multi-age classroom ซึ่งเด็กในชั้นเรียนเดียวกันไม่จำเป็นต้องมีอายุเท่ากัน โดยอาจผสมเด็กช่วงวัย 6-9 ปี ในประเทศที่มีภาวะทุรกันดารห่างไกล เช่น นิวซีแลนด์ได้ใช้การสอนรูปแบบนี้มาหลายสิบปีแล้วและคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ต้องเทรนครูให้สามารถสอนแบบ Multi-age classroom เป็น

ด้านครูและผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กที่ทำงานร่วมกับโครงการ ACCESS School กล่าวถึงนวัตกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนต่อได้ท่ามกลางความท้าทาย ปรียานุช วงษ์แก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำมวบ จ.น่าน แกนนำสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 เล่าว่า เครื่องมือสอนคิด หรือ Thinking Tools 10 เครื่องมือที่สมาคมฯ ได้ศึกษามาจากต้นแบบอย่างโรงเรียนองค์บริหารส่วนจังหวัดเชียงรายตามแนวทางของโรงเรียน King’s School ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเน้นการคิดเป็น คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดอย่างสร้างสรรค์

"เครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือที่ครูเรียนรู้ ทำให้เด็กสนุก มีความสนุก เดิมที เด็กโรงเรียนขนาดเล็กที่น่านมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เด็กชนเผ่าไม่กล้าพูด แต่พอครูใช้เครื่องมือนี้เค้ารู้ว่าคำตอบที่ตอบไปจะไม่มีผิดเลย เค้าสนใจกระบวนการได้มาซึ่งคำตอบ เด็ก ๆ มีความสุขมาก และมีชิ้นงาน ผู้ปกครองดีใจที่เราเปลี่ยนลูกเขาได้"

ไม่เพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมการสอน แต่โรงเรียนขนาดเล็กยังปรับใช้แนวคิดหรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดที่ตัวผู้เรียน ตัวอย่างเช่น การสร้างสนามพลังบวกในโรงเรียนด้วยการ “ลดอำนาจเหนือ เพิ่มอำนาจร่วม” และการยึดงานสอนเป็นหลักของโรงเรียนบ้านหนองขาม จ.นครปฐม

"เดิมครูส่วนใหญ่ใช้อำนาจเหนือ (Power over) เมื่อเราเปลี่ยนมาให้ครูใช้ Power sharing เด็ก ๆ มีสิทธิ์ตอบคำถาม ไม่ชี้ถูกชี้ผิด ครูเปลี่ยน และเด็กเปลี่ยน สิ่งที่เห็นคือเด็กรู้จักเวลา กำกับตัวเองเป็น รู้จักรอ รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มีสติ สมาธิกับสิ่งที่ตัวเองทำ"

"เมื่อเรายึดการสอนเป็นหลัก ครูต้องการอะไร โรงเรียนจะสนับสนุน เช่บ อบรม ทำสื่อ ใช้งบจัดทำการเรียนการสอน อีกอย่างที่สนับสนุนคือ ให้การสอนเป็นงานหลักของครู ซึ่งมีเยอะอยู่แล้ว เราไม่นำภาระอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานสอนให้ครูทำ นักเรียนจะไม่มีแข่งขันหรือส่งประกวดใด ๆ เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เด็กดีขึ้น เราสนับสนุนให้ครูพัฒนาตัวเองเพื่อไปพัฒนาเด็กมากกว่า"

4. การเชื่อมโยงชุมชน ปวงชนเพื่อการศึกษา
ความฝันของชุมชนคือ อยากให้ลูกหลานมีการเรียนรู้ที่ดี เป็นอนาคตของชุมชน เราต้องชวนชุมชนให้มีส่วนร่วมในจัดการศึกษาในโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ ทำอย่างไรให้ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางหนึ่งของโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่โรงเรียน Standalone ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง อาจเป็นการพัฒนาให้โรงเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกกลุ่มวัยในชุมชน สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ. 2566 การเปลี่ยนแปลงนี้จะเอื้อให้หลายหน่วยงานจะเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนได้ ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะร่วมต่อท่อให้ทรัพยากรเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนได้ เพื่อให้โรงเรียนได้รับการดูแล พัฒนา เป็นของชุมชนและอยู่เคียงชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก คือการทำให้โรงเรียนกับชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน มุมมองของการศึกษาในอนาคตคือเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจึงต้องมองมากกว่าเรื่องของตัวเด็กนักเรียน โรงเรียนอาจจะต้องมีบทบาทในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน ชุมชนสร้างโรงเรียนโรงเรียนก็ต้องสร้างชุมชน หากเปลี่ยนความคิดได้ว่าการมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องการลดคุณภาพการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือของรัฐที่จะใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชน หากเราทำโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพของชุมชน สิ่งที่ทำก็จะกลายเป็นโอกาสหนึ่งของการพัฒนาประเทศ รัฐมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานและมีงบประมาณในการจัดการปัญหาพัฒนาพื้นที่ หากเปิดโอกาสด้วยการปลดล็อคหรือกฎระเบียบบางอย่าง หน่วยงานนี้จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนได้

รับชมการนำเสนอเชิงนโยบายและเวทีเสวนา "ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้" ย้อนหลังได้ที่นี่


ห้องเรียน-โรงเรียน-ชุมชน: การจัดการเรียนการสอนของ โรงเรียนขนาดเล็ก ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ห้องเรียน-โรงเรียน-ชุมชน: การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

“ถึงโรงเรียนวัดโคกทองของหนูจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ที่นี่มีการเรียนไม่เหมือนโรงเรียนไหน คุณครูจะสอนจิตศึกษา ทำให้พวกหนูมีความกล้าแสดงออก สนุกกับการเรียน เข้าใจง่ายขึ้น เวลาเรียนในห้องจะไม่มีการจด จะเป็นการแนะนำและเสนอความรู้ให้ได้คิดต่อ โต้เถียง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน” เด็กหญิงวริษา จันทร์อ่ำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าถึงโรงเรียนวัดโคกทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่ตนเรียนมาตั้งแต่เด็กจนถึง ป.6

เธอเคยเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองตอนอนุบาล 1 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนช่องพาน ก่อนย้ายกลับมาตอน ป.3 การย้ายกลับมาครั้งนี้เธอรู้สึกว่าโรงเรียนนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งการเรียนการสอนของคุณครูที่เป็นกันเอง เข้าใจง่าย และสนุก เหมือนได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่ในห้องเรียนอยู่ตลอด รวมถึงสภาพแวดล้อม เพื่อนที่ช่วยเหลือกัน คุณครูที่ใจดี ผู้ปกครองที่เอ็นดูเด็ก ๆ จนไปถึงลุง ๆ ป้า ๆ ที่อยู่ในชุมชน

“ข้อดีที่หนูได้จากการเรียนในโรงเรียนวัดโคกทองคือ นักเรียนทุกคนมีความสุข เวลานึกถึงการไปโรงเรียนแล้วจะเจอแต่ความสนุก รอยยิ้ม นักเรียนมีความกล้าแสดงออก คุณครูสอนทั่วถึง ทำให้รู้ว่าการเรียนสนุกได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนไปเพื่อสอบอย่างเดียว แถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน หนูไม่ต้องนั่งรถไกลไปเรียนในตัวเมือง สำหรับหนูรู้สึกดีมากและยังทำให้หนูสอบเข้าในระดับมัธยมได้” เด็กหญิงวริษาเสริม

โรงเรียนขนาดเล็กที่อบอุ่น รายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งเพื่อน ๆ ครู ผู้ปกครองและคนในชุมชนแบบนี้ เกิดขึ้นเหมือนกันกับ คุณศุภากร ขัติยะ ผู้ปกครองจากโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงลูก 2 คนพร้อมกับทำงานไปด้วย

คุณพ่อศุภากรเล่าว่า ลูกชายนั้นย้ายโรงเรียนบ่อยทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน เพราะลูกมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับเด็กคนอื่น เจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เข้ากับลูก เวลาลูกมีปัญหาครูจะโทรมาหาคุณพ่อตลอด จนเมื่อเวลามีสายเข้ามาจากโรงเรียน คุณพ่อก็ผวาเอามาก ๆ

“ตอนแรกคิดว่าจะทำโฮมสคูล จึงไปปรึกษากับศึกษานิเทศก์จังหวัด แต่เขาบอกว่าเราอาจจะไม่เหมาะ เพราะเราทำงานประจำและเลี้ยงลูกคนเดียวด้วย ซึ่งการทำโฮมสคูลนั้นต้องจัดตารางการเรียนการสอน รายวิชาและเสริมทักษะต่าง ๆ มีรายละเอียดเยอะ ศึกษานิเทศก์จึงแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วันแรกในโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือของลูก คุณพ่อศุภากรเป็นห่วงลูกอย่างมาก แต่กลับกัน หลังจากลูกกลับมาจากโรงเรียนก็พูดกับคุณพ่อว่า “ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง”

“วันแรกที่ลูกไปเรียนที่โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ลูกกลับมาพูดว่า ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง ลูกเล่าว่าคุณครูต้อนรับดีมาก ไม่ดุเขา เพื่อน ๆ ทุกคนรู้จักชื่อ อย่างเขาเอาจักรยานไปจอด เพื่อนก็เรียกให้ “มาจอดตรงนี้สิ” ลูกมาเล่าให้ฟังว่า ลูกเติมข้าว 4 จานแล้ว คุณครูยังไม่ดุลูกเลย วันแรกลูกได้รับประสบการณ์ที่ดี ลูกก็เริ่มเปิดใจปรับตัว ในขณะเดียวกันสังคมรอบข้าง ทุกคนในโรงเรียนก็โอบกอดเขา ลูกมาเรียนด้วยความสุข พ่อที่มีความเครียดก็เบาบางลง”

แม้สายตาภายนอกจะมองโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งต้องพบกับความเสี่ยงของนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่สำหรับคุณพ่อ ที่นี่เป็นเหมือนแสงสว่างและที่พึ่งหลังสุดท้ายของตน โรงเรียนมีผู้บริหารที่เป็นคนในชุมชน คอยเกื้อกูล ดูแลกัน เราผู้ปกครองก็ไว้วางใจ รู้สึกดีใจที่พาลูกเข้ามาในโรงเรียนนี้

“มุมของคนเป็นพ่อและผู้ปกครอง รู้ว่าทุกคนอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง เพื่อที่ลูกเราจะได้เรียนเก่ง ๆ แต่ลืมถามเขาว่า เขามีความสุขกับการเรียนไหม ในมุมมองของคุณพ่อเอง ไม่ว่าโรงเรียนจะเล็กหรือใหญ่ เรามองแค่ว่าลูกเราเรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่า สำหรับคุณพ่อโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือเป็นโรงเรียนที่ลูกเรียนมาแล้วมีความสุข คุณพ่อก็มีความสุขแล้ว”

คุณครูสุภัทรา สุทธิ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.ภูเพียง จ.น่าน เล่าถึงการจัดการศึกษาร่วมกันกับชุมชนของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือว่า “ความท้าทายของโรงเรียนคือ เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดผู้อำนวยการ และอยู่ใกล้เมือง มีทั้งเรียนทั้งหมด 35 คน ถ้าเทียบกับโรงเรียนใหญ่ก็เท่ากับหนึ่งชั้นเรียน มักมีคนพูดเสมอว่า เดี๋ยวละอ่อนก็หนีไปเรียนโรงเรียนในเมืองกันหมด แต่มักลืมคิดถึงเด็ก 35 คนเหล่านี้ว่า พวกเขามีข้อจำกัด ขาดโอกาสและยากจน บางคนอยู่กับคุณตาคุณยายที่ต้องทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาและไม่ได้ดูแลเด็กอย่างทั่วถึง ยิ่งเมื่อเราไม่มี ผอ. ก็เหมือนเราไม่มีผู้ปกครอง แต่เดิม ผอ.จะเป็นหัวเรือให้เราไปทำโน้นนี่ มอบภาระงานให้เรา แต่ตอนนี้ไม่มี ผอ. ในฐานะที่ครูเองเป็นเหมือนพี่สาวก็คุยกับน้อง ๆ ที่โรงเรียนว่า เรามาคุยกันเถอะว่าเราจะกำหนดทิศทางของครอบครัวเราต่อไปยังไง”

เรื่องสำคัญของการคุยกันคือเด็ก ๆ ครูสุภัทราเล่าว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยถามเด็กเลยว่า พวกเขาต้องการอะไร เราได้แต่ขีดเส้นกำหนดให้พวกเขาเป็นในแบบที่เราคิดว่าดี หลังจากคุยกันวันนั้นเราก็เก็บความคิดเห็นมาออกแบบแนวการจัดการเรียนรู้ วิถีการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ เป้าหมายการเรียนรู้ของเราคือ “เรียนสุข สนุกสอน”

“เด็ก ๆ ที่นี่เขาจะอยู่เรียนรู้ตลอดทั้งวันกับเรา ครูเองเป็นครูแกนนำด้านนวัตกรรมที่ได้รู้จักเครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) และจิตศึกษา ซึ่งได้นำมาผนวกใช้ตามบริบทของโรงเรียนเรา เราก็ประสบความสำเร็จ เด็ก ๆ ก็มีความสุข”

วิถีการเรียนรู้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือในวันหนึ่ง ๆ มีดังนี้
07.00 - 07.50 น. ปรนนิบัติสถานที่
07.55 - 08.10 น. กิจกรรมหน้าเสาธง
08.10 - 08.30 น. กิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน
08.30 - 11.30 น. เรียนรู้วิชาตามกลุ่มสาระ
พักกลางวัน
12.30 - 12.40 น. แปรงฟัน
12.40 - 13.00 น. Body Scan
13.00 - 13.30 น. กิจกรรมบันได 10 ขั้นสู่การเป็นนักอ่าน นักเขียน
13.30 - 15.30 น. เรียนรู้ตามกลุ่มสาระ
15.30 น. จัดกายจัดใจก่อนกลับบ้าน

“หลังจากนั้นเราก็มีคำถามกันว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนได้รับรู้วิถีและแนวทางที่เราใช้อยู่ เราเริ่มจากงานกิจกรรมของชุมชน เพราะชุมชนมีงานเยอะ ทั้งงานกฐิน ผ้าป่า งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เราพากันไปที่ชุมชน ไปร่วมงานชุมชน ไปช่วยงานใกล้ชิดกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในชุมชน เขาก็เริ่มถามเราด้วยความเป็นห่วงว่า โรงเรียนไม่มี ผอ. แถมมีนักเรียนไม่เยอะ จะถูกยุบเมื่อไหร่ เราก็บอกไม่ยุบเด็ดขาด เพราะเรามีนวัตกรรมแบบนี้ ตอนนี้เราสอนเด็กแบบนี้ เล่าให้เขาฟัง ขยายโอกาสไปถึงเด็กพิการที่มาเรียนกับเราได้ เพราะเรามีพี่เลี้ยงเด็กพิการเพิ่มขึ้น” ครูสุภัทราเล่า

ชุมชนเริ่มเข้ามาช่วยเหลือทั้งเรื่องงบประมาณ และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ “วันนี้เราไม่มีผู้ใหญ่ดูแล แต่เรามีลุงป้าน้าอาในชุมชนที่จะเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งให้กับเรา เราทำงานไม่ได้โดดเดี่ยว ชุมชนร่วมเดินและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ไปพร้อมกันกับเราด้วย”

ครูสุภัทราทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ โรงเรียนขนาดเล็กเดินไปต่อได้คือ การพูดคุย ที่ทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนในพื้นที่ของเราเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเห็นว่า หลายโรงเรียนพยายามอย่างมากในการปรับตัว คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมองและข้อเสนอที่อยากเห็นเพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่ออนาคตของเด็กนักเรียนในชุมชนที่มีความเหลื่อมล้ำได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

“แอ็คชั่นเอดทำงานประเด็นเรื่องการศึกษามากว่า 20 ปี จนพบคำตอบของการศึกษาที่ว่า การศึกษาที่ใกล้ตัวเราที่สุด อยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่ชุมชน และคนที่อยู่ใกล้การศึกษามากที่สุดคือ เด็ก คุณครู ผู้ปกครอง ชุมชน”

จึงเป็นที่มาของโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน (ACCESS School) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยทำงานกับเครือข่ายโรงเรียนทั้งในภาคกลาง เหนือ และอีสานโดยใช้เครื่องมือสอนคิด ตามแนวทาง Thinking School หรือ โรงเรียนสอนคิด ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยโรงเรียน King’s School เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนซ์ รวมถึงนวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ที่ได้รับต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ นำเครื่องมือเหล่านี้ทำงานกับโรงเรียนและครู ปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นการสอนแบบ Active Learning ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์และมีระบบเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว จากการเรียนแบบไม่มีตำตอบตายตัว ใช้จิตวิทยาเชิงบวก จะเสริมสร้างนิสัยช่างคิด กล้าแสดงออก และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

“ผลลัพธ์สูงสุดอยู่ที่เด็ก การเรียนที่ไม่ต้องจัดลำดับความเก่งของเด็กด้วยคะแนนและตัวเลขบางอย่าง จากการทำงาน เราได้ข้อสรุปซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและนำพาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีศักยภาพ เกื้อกูล เด็กมีทักษะชีวิต มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการมีความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กที่มีทักษะชีวิตดีจะนำพาชุมชน สังคม ประเทศไทยให้พัฒนาขึ้นได้”

การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กท่ามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ต้องเจอกับความท้าทายหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเมื่อพูดกันเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียน คือ ความเป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชุมชนมี คุณสมเดช อ่างศิลา ที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินกระปรอก กล่าวว่า “โรงเรียนขนาดเล็กนั้นผูกติดและยึดโยงอยู่กับชุมชน จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่ชื่อโดด ๆ ในปัจจุบันมีน้อย ทั้งชื่อโรงเรียนวัด โรงเรียนบ้าน โรงเรียนชุมชน โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง ชื่อเหล่านั้นหมายความว่า ชุมชนเป็นผู้สร้างโรงเรียนขึ้นมา ไม่ว่าเริ่มจากบ้านหรือวัดก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ต้องยุบ ไม่ต้องควบรวมเขา ถ้าโรงเรียนไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้ ชุมชนเขาจะยุบเอง”


จากโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ภาพรวม การศึกษา ของประเทศไทย

จาก "โรงเรียนขนาดเล็ก" สู่ภาพรวม "การศึกษาของประเทศ" ถอดบทเรียนโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน

ผลประเมิน PISA ล่าสุด เด็กไทยวิกฤติ คะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี แน่นอนเรื่องนี้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกนัยยะคือผลประเมินนี้กำลังบอกว่า การศึกษาไทยในแบบเดิมอาจไม่ได้ตอบโจทย์ความก้าวหน้าของโลกในทุกวันนี้ รวมถึงสิ่งที่เด็กต้องเจอในปัจจุบัน

ซึ่งเป็นที่มาของการจัดเวทีสาธารณะเรื่องเล่า - ประสบการณ์ - ความท้าทายและนวัตกรรมการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกับชุมชนในเวทีการแบ่งปันการเรียนรู้ผ่านงานเสวนาระดับชาติ วันที่ 8 ธันวาคม 2566 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดยโครงการ ACCESS School ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป (European Union) และการดำเนินงานของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน

โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเห็นว่า หลายโรงเรียนพยายามอย่างมากในการปรับตัว คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมอง ฟังข้อเสนอในเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่อยากเห็นคุณภาพการศึกษา เห็นอนาคตของเด็กนักเรียนในชุมชน ในพื้นที่เหลื่อมล้ำมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ก้าวหน้าดีกว่าที่เป็น

“โครงการ ACCES School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ซึ่งแอ็คชั่นเอดทำงานประเด็นเรื่องการศึกษามามากกว่า 20 ปี จนพบคำตอบของการศึกษาที่ว่า การศึกษาที่ใกล้ตัวเราที่สุดอยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่ชุมชน คนที่อยู่ใกล้การศึกษามากที่สุดคือ เด็ก คุณครู ผู้ปกครอง ชุมชน”

จากการทำงานกับโรงเรียนเครือข่ายทั้งภาคกลาง เหนือ อีสาน โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ อาทิ โรงเรียนสอนคิด (Thinking School) ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยโรงเรียน King’s School โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนซ์ รวมถึงนวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ที่ได้รับต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ นำเครื่องมือเหล่านี้ทำงานกับโรงเรียนและครู ปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นการสอนแบบ Active Learning ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์และมีระบบเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว จากการเรียนแบบไม่มีตำตอบตายตัวที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก จะเสริมสร้างนิสัยช่างคิด กล้าแสดงออก และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

“ผลลัพธ์สูงสุดอยู่ที่เด็ก การเรียนที่ไม่ต้องจัดลำดับความเก่งของเด็กด้วยคะแนนและตัวเลขบางอย่าง จากการทำงานเราได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและนำพาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีศักยภาพ เกื้อกูล เด็กมีทักษะชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งการมีความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กที่มีทักษะชีวิตดีจะนำพาชุมชน สังคม ประเทศไทยให้พัฒนาขึ้นได้”

เพราะฉะนั้นจากข้อมูล แอ็คชั่นเอดร่วมกับภาคีเครือข่าย คือ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม ร่วมกันดำเนินโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชนนี้ขึ้น

“เรามีเป้าหมายในการขยายผลการใช้นวัตกรรมเหล่านี้สู่ทั้งหมด 400 โรงเรียน ใน 8 จังหวัด นอกจากนั้นยังขยายความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่แค่เฉพาะทางโครงการกับโรงเรียนและชุมชนเพียงเท่านั้น เราแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ท้องถิ่น หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ประมง เกษตร ฯลฯ ให้มาร่วมกันช่วยกันในการพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน”

เมื่อโรงเรียนไม่โดดเดี่ยว เด็ก ๆ ก็ไม่โดดเดี่ยวเช่นกัน เด็กหญิงวริษา จันทร์อ่ำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าถึงโรงเรียนเดิมที่ได้เรียนตั้งแต่เด็ก จนถึง ป.6 ความประทับใจและสิ่งที่ได้เผชิญในโรงเรียนวัดโคกทอง โรงเรียนขนาดเล็กจากความทรงจำในวันที่เข้าสู่วัยมัธยม

“ในตอนที่หนูเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดโคกทอง เคยเรียนที่นี่ตอน อนุบาล 1 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนช่องพาน ย้ายกลับมาตอน ป.3 ก็รู้สึกว่าโรงเรียนเปลี่ยนไปมาก แม้ว่าโรงเรียนจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีการสอนที่ไม่เหมือนโรงเรียนอื่น มีการสอนจิตศึกษา ทำให้เด็กมีความกล้าแสดงออก สนุกกับการเรียน เรียนง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น ไม่มีการจด มีแต่การแนะนำเสนอความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน ข้อดีที่หนูเห็นคือ นักเรียนสนุก เรียนเข้าใจ ครูสอนทั่วถึง แถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่ต้องไปเรียนในตัวเมือง สำหรับหนูรู้สึกดีมาก เรามีความรู้ มีความสามารถในการแสดงออก”

โรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้แข่งกับใคร เด็กหญิงวริษาเล่า ครูแค่ต้องการให้เด็กเข้าใจที่ครูสอน ต้องการให้เด็กมีความรู้ แม้ผู้ปกครองบางท่านอาจกังวลถึงวิธีการเรียน ที่ไม่มีการบ้านให้เด็กมาทบทวนหลังเลิกเรียน แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์จากตัวเด็กก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การสอบ

โรงเรียนขนาดเล็ก เป็นปัญหาจริงหรือ? ผอ.แหม่ม นางสาวชนิตา พิลาไชย ประธานเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) ชวนตั้งคำถามและเล่าว่า เดิมทีปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้นจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนตกต่ำในปี ’53-57 ไม่ว่าผล NT ผล O-NET มีเด็กออกจากโรงเรียนเข้าไปเรียนโรงเรียนในตัวเมืองสูง เมื่อผลสัมฤทธิ์ต่ำ โรงเรียนขนาดเล็กจึงถูกปรามาสว่าเด็กไม่มีคุณภาพ

“จากเหตุการณ์นี้ เราพบว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ออกแบบนวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีคุณภาพ นั่นก็คือการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย PBL การสร้างให้เด็กมีภาวะจิตจดจ่อผ่านจิตศึกษา และเครื่องมือที่จะสามารถทำให้คุณครูจัดการเรียนรู้ร่วมกันและออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันได้คือ PLC ได้ลงมือพาครูไปอบรม และลงมือทำ จนปี ’60 ได้พบกับเพื่อนโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สร้างคุณภาพการศึกษาในห้องเรียนและทำงานร่วมกันจนถึงปัจจุบัน”

โจทย์ใหญ่ “ยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” จนถึงวันนี้ เราสามารถแสดงผลลัพธ์ให้ได้เห็นแล้ว ทั้งร่วมมือกันพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ มีครูโค้ชอยู่ทุกจังหวัด มีเครือข่าย และภาคประชาสังคม ให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นที่พึ่งของชุมชน ภาครัฐและเอกชนเสริมหนุนซึ่งกันและกัน

“เราแก้ไขปัญหาการศึกษาได้อย่างแท้จริง เกิดผลลัพธ์สูงสุดคือ เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้” ผอ.แหม่มกล่าว

ปัจจุบัน โครงการ ACCESS School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน มีโรงเรียนขนาดเล็กและกลางในเครือข่ายจำนวนมากกว่า 400 โรงเรียน มีชุมชนกว่า 1,400 ชุมชนและเด็กที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานแล้วกว่า 60,000 คน เวทีนี้จึงเป็นเหมือนการทบทวนบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในการทำงานร่วมกับกับครู โรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชน วัด ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานท้องถิ่น และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอซึ่งกันและกัน


นโยบายการศึกษา จะ

นโยบายการศึกษาจะ "จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน" ได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แถลงนโยบายการศึกษาต่อผู้บริหารการศึกษาทุกสังกัดในส่วนภูมิภาค และมีการถ่ายทอดสดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วไปร่วมรับฟัง

จากการรับฟังนโยบายของท่านรัฐมนตรีฯ ขอชื่นชมว่าท่านมีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาการศึกษา ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาไทยแม้ว่าท่านจะไม่ได้มาจากสายการศึกษาโดยตรงก็ตาม หากดูจากภาพรวมของนโยบายที่เป็นจุดเน้น มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ 4-5 ประการ เช่น แนวคิดจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน (แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม) เรียนดีมีความสุข (ให้ความสำคัญความสุขของผู้เรียนไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ) เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา การ Coaching แนะแนวการศึกษา และการเทียบโอน เป็นต้น แต่น่าเสียดายที่จุดเน้นเกี่ยวกับการลดภาระครู และลดภาระนักเรียนยัง “เกาไม่ถูกที่คัน” หรือยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาของครู โรงเรียน และนักเรียนที่ป่วยเรื้อรังมานานจากนโยบายและโครงสร้างระบบการศึกษา ซึ่งผู้ปกครอง คนในวงการศึกษาและประชาชนเรียกร้องให้มีการปฎิรูปมาโดยตลอดกว่า 10 ปี

"เรียนดี มีความสุข" ท่านใช้คำได้ดี ภายใต้บทนำ ท่านกล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นประเด็นสำคัญ และภายใต้นโยบายดังกล่าว มีจุดเน้นสำคัญ 2 ประการที่จะขับเคลื่อน คือ การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระเด็กและผู้ปกครอง แต่ท่านไม่ได้กล่าวถึงปมปัญหาที่มีอยู่จริงในปัจจุบันและเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น ๆ ซึ่งก็คือ "โรงเรียนขนาดเล็ก" และ "การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน" ซึ่งน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย รวมถึงการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 4 (สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ที่ยังไม่ชัดเจนในนโยบาย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคุณภาพการศึกษา

ปัจจุบัน โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมากกว่า 50% ของโรงเรียนในระบบทั้งหมด ซึ่งสอดรับกับข้อมูลสถิติประชากรแรกเกิดใหม่ของสังคมไทยที่ลดลงทุกปี ยิ่งมีเด็กน้อย โรงเรียนต่างมีแนวโน้มมีขนาดลดลง ทว่า การมีอยู่ของโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่ปัญหา ที่เป็นปัญหาคือคุณภาพการศึกษา แต่ก็มีตัวอย่างมากมายที่โรงเรียนขนาดเล็กมีที่มีครูไม่พอ ครูไม่ครบชั้นหรือสอนไม่ตรงเอก แต่สามารถพัฒนาคุณภาพตัวเองได้ทุกด้าน ทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในสังคมยุคใหม่ โดยไม่ต้องยุบหรือไปควบรวมกับโรงเรียนอื่น ในนโยบาย ดูเหมือนท่านจะยังคงเน้นการพัฒนาโรงเรียนขนาดใหญ่ตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบการศึกษากระแสหลักและตามระบบนิเวศการเรียนรู้แบบเดิม ซึ่งยังไม่สอดคล้องและเท่าทันกับบริบทของระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ของสังคมไทยและสังคมโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

จับมือและไปด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อนโยบายเรื่องการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ยังไม่ตรงจุดของปัญหาเท่าที่ควร เพราะควรปลดล็อกนโยบายที่จำกัดการพัฒนา อย่างเงินอุดหนุนรายหัว การจัดสรรค่าสาธารณูปโภค และจัดสรรบุคลากรครูและผู้บริหารที่ยึดตามจำนวนหัวนักเรียน เพราะไม่เป็นธรรมกับนักเรียนและครูโรงเรียนขนาดเล็ก ควรมีแนวทางและวิธีการจัดสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมแนวทางใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนจะดีกว่า รวมถึงนโยบายแจกแท็บเล็ตให้ครูซึ่งยังเกาไม่ถูกที่คัน ควรเปลี่ยนมาเป็น "คืนครูให้เด็ก คืนผอ.ให้โรงเรียน คืนโรงเรียนให้ชุมชน" น่าจะดีกว่า ซึ่งเป็นการคืนสิทธิในการเรียนรู้ให้เด็ก และคืนโรงเรียนให้กับชุมชน (การ "จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน") ตลอดจนถึงคำสั่งการในการปฏิบัติตามนโยบายยังไม่ได้กล่าวถึง ปัญหาของโครงการและการฝึกอบรมจากส่วนกลางและองค์กรต้นสังกัดต่าง ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของครูและโรงเรียนที่มอบหมายลงมาเป็นจำนวนมาก กลายเป็นภาระงานที่กระทบต่อเวลาการจัดการเรียนการสอน นโยบายควรให้ความสำคัญและความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น เอกชนและภาคประชาสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงของชุมชน โดยมาช่วยให้คำว่า "จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน" ให้เป็นรูปธรรมที่หลากหลายมากขึ้น แม้กระทั่งเรื่องนักศึกษาครูฝึกสอน ควรมีนโยบายปลดล็อกนักศึกษาครู ให้สามารถไปฝึกสอนโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครูได้แม้ว่าไม่มีครูพี่เลี้ยงตรงเอก นอกจากโรงเรียนจะได้ครูผู้สอนเพิ่มขึ้นได้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้ครูผู้สอนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ เข้าใจปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก และมีทักษะในการบูรณาการหลักวิชาและนวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายของกระทรวงยังไม่ได้กล่าวถึงปัญหาของหลักสูตรแกนกลางที่มีเยอะมากเกินไป ซึ่งปัจจุบันไม่เหมาะสมแล้ว เพราะบางวิชานักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รวมถึงที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนบนฐานสมรรถนะแบบมีส่วนร่วมผ่านการปฏิบัติ หรือ Active Learning แต่นโยบายไม่ได้กล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน การเรียนรู้บนฐานสมรรถนะเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่และการเรียนรู้ตลอดชีวิต หากนโยบายของรัฐบาลนี้ทิ้งการเรียนการสอนแบบ Active Learning หรือไม่ให้ความสำคัญ ระบบการศึกษาไทยก็จะวนกลับไปอยู่ในลูปเดิม ๆ ซึ่งเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

Learning Loss จากโควิด-19 และผู้เรียนนอกระบบ

นโยบายไม่ได้กล่าวถึงภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning loss) ที่เกิดขึ้นในวงกว้างจากผลกระทบของโควิด-19 ภาวะดังกล่าวต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและมองผู้เรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น การเปิดเรียนปกติด้วยหลักสูตรการสอนที่ไม่รองรับจุดนี้และไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างกัน ซ้ำหลายโรงเรียนยังเจอปัญหาครูไม่พอ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทั้งช่วงโควิดและหลังจากนั้นมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ หากรูปแบบการเรียนการสอนไม่ปรับให้ตอบโจทย์ตรงหน้า จะยิ่งส่งผลให้มีเด็กหลุดออกไปมากขึ้นเพราะเรียนไม่ทัน ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีแรงบันดาลใจ ส่งผลต่อทักษะในการเรียนต่อและมีงานทำต่อไป

เห็นด้วยกับนโยบายการเปิดสถานที่ต่าง ๆ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Any Time) การเทียบโอนความรู้จากประสบการณ์ และนโยบายสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) แม้นโยบายเหล่านี้บางอย่างจะเป็นสิ่งรัฐบาลก่อน ๆ ทำมาบ้างแล้ว การพัฒนาต่อยอดเป็นสิ่งที่ดี และหากจะให้ดียิ่งขึ้นควรเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคส่วนต่าง ๆ หากจะทำสิ่งใหม่และเป็นประโยชน์กับเด็กนอกระบบซึ่งเป็นเด็กที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ตกหล่น หรือออกจากระบบการศึกษาปกติ รวมถึงกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่เปราะบางทางเศรฐกิจและสังคมในโรงเรียนปกติแต่มีแนวโน้มหลุดจากระบบการศึกษา (มีจำนวนรวมกว่า 4.6 ล้านคน จากข้อมูลรายงานวิจัยของสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปี 2562) ท่านรัฐมนตรีควรเพิ่มนโยบายปลดล็อกการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยมาตรา 12 หรือการศึกษาทางเลือกของสถาบันสังคม (การจัดการศึกษาโดยครอบครัวและโดยศูนย์การเรียน) ซึ่งปัจจุบันกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และควรศึกษาพัฒนานโยบาย "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้านการศึกษา (Education Card)" (รายละเอียดข้อเสนอนโยบายการศึกษาในงานวิจัย "องค์ความรู้การศึกษาทางเลือกของสังคมไทย กับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน") เป็นกลไกสนับสนุนให้เด็กสามารถเลือกเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่สนใจได้ด้วยตนเอง รวมถึงเห็นด้วยกับ การ Coaching แนะแนวการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้ค้นพบในสิ่งที่ตนเองต้องการได้เร็วขึ้น แต่กังวลเรื่องของการจัดการในแต่ละพื้นที่และความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแล ว่าจะนำไปปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายของนโยบายอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร

เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) คณะทำงานโครงการ ACCESS School ณ เวที "ชวนพรรคร่วมคิดฟื้นชีวิตเรียนรู้ใหม่ หมุนเด็กไทยก้าวทันโลก" 5 มีนาคม 2566

1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำ

นโยบายนี้จะเป็นการเพิ่มมากกว่าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากนโยบายนี้คิดบนฐานของนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนเล็กที่เสนอโดยธนาคารโลก และจะเป็นมาตรการมารองรับและสานต่อนโยบายโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนคุณภาพ) ของอดีตรมต.ศธ. การขับเคลื่อนนโยบายนี้ นอกจากจะทำให้ทรัพยากรและงบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่บางโรงเรียนแล้ว หากควบคู่ไปกับการยุบ-ควบรวม จะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์โรงเรียนขนาดเล็กจะแย่ลงไปอีก และเป็นการจำกัดสิทธิทางการศึกษาของเด็กโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะจะมีเด็กจากครอบครัวกลุ่มเปราะบางและไม่พร้อมเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลและอำเภอได้ อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลที่ท่านยังไม่มีนโยบายให้กับโรงเรียนขนาดเล็กได้มีทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งตอนนี้มีตัวอย่างแล้วหลายโรงเรียนที่ทำได้แม้ว่านโยบายของต้นสังกัดยังไม่สนับสนุนอย่างจริงจังเท่าที่ควร ดังนั้นอยากเรียกร้องให้โรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการพัฒนาคุณภาพด้วยตนเองและไม่ต้องการยุบควบรวมส่งเสียงให้ดังมากขึ้น และให้ทางกระทรวงและรัฐรับฟังเสียงเรียกร้องเพื่อการพิจารณาและสนับสนุนนโยบายให้โรงเรียนขนาดเล็กมีทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพตนเองมากขึ้น

ถึงกระนั้น ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กอีกจำนวนมากที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาเจอคือขาดผู้บริหาร และครูไม่พอ (เมื่อผอ.และครูเกษียณข้าราชการแล้ว ไม่มีการจัดสรรบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทน) อีกสาเหตุที่ครูขาดคือนโยบายถูกคิดบนฐานหลักสูตรแกนกลาง 8 สาระวิชา และการจัดสรรบุคลากรต่อหัวตามจำนวนนักเรียน สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องดิ้นรนหาทางออกเองให้ตรงตามบรรทัดฐานที่สพฐ. วางไว้ หากหลักสูตรแกนกลางมีไม่มากและให้สิทธิโรงเรียนในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและบริบทของชุมชนได้ ก็จะแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ และหากครูมีอิสระในการสอน ได้รับการยกระดับทักษะการสอนแบบบูรณาการ จะช่วยให้โรงเรียนขนาดเล็กปรับแผนการสอนและทำได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางข้อจำกัดได้

อีกประการหนึ่งคือค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ) ยังรวมอยู่ในงบเงินอุดหนุนรายหัวเด็ก ซึ่งไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนขนาดเล็กเพราะเงินอุดหนุนรายหัวแต่ละเดือนเมื่อหักค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคแล้วจะเหลือไม่มากพอในการนำมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่โรงเรียนต้องการได้ นอกจากนี้ ยังพบกรณีเด็กที่ไปเรียนรวมในโรงเรียนแม่เหล็ก (โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล) ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ เนื่องด้วยอุปสรรคจากวิถีชีวิตของเด็กและครอบครัวที่เปลี่ยนไป (ตื่นเช้า กลับค่ำ เดินทางไกลขึ้น เป็นต้น) และสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ไม่คุ้นเคย หรือมีบรรยากาศของการแข่งขัน ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนของเด็กลดลง และเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษามีแนวโน้มจะเร็วมากขึ้นกว่าเดิม

อีกหนึ่งข้อท้าทายของโรงเรียนขนาดเล็ก คือ ครูไม่กล้าที่จะส่งเสียงหรือช่วยชี้ปัญหาที่มีอยู่ ไม่กล้าแตะเรื่องนโยบาย เนื่องจากอำนาจการโยกย้าย การเลื่อนขั้นเป็นการรวมศูนย์ และขาดการถ่วงดุลอย่างเป็นธรรม รวมถึงการประเมินวิทยฐานะต่างๆของครู แม้ว่าตัวชี้วัดปัจจุบันคือให้วัดผลคุณภาพนักเรียนแต่การประเมินคุณภาพนักเรียนคือใช้การวัดจากผลการทดสอบระดับชาติซึ่งหลักสูตรเดียวใช้ทั่วประเทศ ครูและผู้บริหารในโรงเรียนขนาดเล็กจึงพบความยากลำบากในการบริหารจัดการ สุดท้ายปัญหาก็จะวนลูปเดิม ฝังรากลึกขึ้น และไม่สามารถแก้ได้ง่าย ๆ

ทิ้งท้ายถึงรัฐมนตรี

ขอให้ท่านให้ความสนใจโรงเรียนขนาดเล็กที่พยายามพัฒนาตนเองหรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง (Stand Alone) ซึ่งมีทั้งโรงเรียนที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น อยู่บนภูเขา ชายแดน เกาะแก่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เดินทางยากลำบาก ฯลฯ รวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ครู ผู้ปกครองและชุมชน ต้องการให้เปิดสอนต่อไป ควรมีนโยบายและมาตรการในการเข้าไปสนับสนุน เนื่องจากโรงเรียนกลุ่มนี้พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง และจะเป็นการลดภาระของกระทรวงศึกษาธิการได้ด้วย หากพิจารณาจากประชากรแรกเกิดจะพบว่าจะไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของโรงเรียนขนาดเล็กได้ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 50% ของโรงเรียนทั้งหมดแล้ว อีกทั้งการยุบ ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าสู่โรงเรียนแม่เหล็กไม่ใช่ตัวชี้วัดหรือหลักประกันว่าจะทำให้นักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับโรงเรียนขนาดเล็ก พัฒนาคุณภาพให้เป็นโรงเรียนของชุมชน และดึงพลังของชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กให้คงอยู่ได้โดยไม่ต้องยุบควบรวมหรือให้เด็กไปเรียนไกลชุมชนของตน อาจมีการเปิดโอกาสมาตรการทางภาษีให้องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ท่านรัฐมนตรีให้ความสำคัญและมีนโยบายที่จะปลดล็อกการศึกษานอกระบบที่เป็นสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถาบันทางสังคมตามมาตรา 12 เช่น ศูนย์การเรียนโดยบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (Home School) เป็นต้น ซึ่งยังไม่ได้รับการสนับสนุนและรับสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาใด ๆ ตามกฎหมายจากรัฐเลย (ยกเว้นศูนย์เรียนโดยสถานประกอบการ) ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนรายหัว อาหารกลางวัน อาหารเสริม (นม) เครื่อแบบ สิทธิการเรียนรด. แบบเรียน อุปกรณ์ทางการศึกษา สัญญาณอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ที่ผ่านมาสถานศึกษานอกระบบดังกล่าวสามารถรองรับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาและเด็กกลุ่มเปราะบางได้ ลดภาระของกระทรวงศึกษาไปได้มาก

หากรัฐสามารถมองว่าการศึกษานอกระบบ การศึกษาทางเลือกของสถาบันสังคม และโรงเรียนขนาดเล็กที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นจุดแข็งและกลไกสำคัญของระบบการศึกษาไทยในการทำให้การทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มคนที่ยากจนและเปราะบางที่สุดเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน สิ่งนี้จะตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยิ่ง ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 ที่ยังไม่ถูกกล่าวถึงในเชิงนโยบาย แต่ไทยมีพันธกิจร่วมกับประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติในการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2573 และไม่ใช่แค่เป้าหมายที่ 4 เรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงและทำไปพร้อมกันกับเป้าหมายอื่น ๆ เช่น 1 การขจัดความยากจนทุกรูปแบบ, 5 การบรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ, 8 การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน และ 10 การลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ

 


โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project

 


Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

การหนุนเสริมภาคประชาสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการในปีที่ 3 และในกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้หยิบยกทักษะและความรู้ทางเทคนิคที่ได้รับมาตลอด 3 ปี มาปรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารโครงการและการเงิน การสื่อสารสาธารณะและสร้างการรับรู้ การทำงานพัฒนาบนฐานสิทธิมนุษยชน และการสร้างความร่วมมือหลายกับหน่วยงานรัฐและเอกชน พวกเขามีความมีความมั่นใจมากขึ้นและคล่องแคล่วในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเครือข่ายที่ชัดเจน มีระบบ และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีแม้จะอยู่คนละพื้นที่ นี่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมภายใต้โครงการจะสามารถขยายผลการใช้นวัตกรรม Active Learning ไปสู่ 400 โรงเรียนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างกลไกการบริหารจัดการโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมและมีธรรมาภิบาล แต่เรายังเชื่อว่า แม้หลังจากโครงการ ACCESS School สิ้นสุดลง พวกเขาจะสามารถดำเนินภารกิจในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตนต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ติดตามเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง และความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้นในปี 3 ได้ในจดหมายข่าว Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว

โครงการ ACCESS School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


เครือข่ายโรงเรียนร้อยเอ็ด ภาคประชาสังคม สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เปิดเวทีความร่วมมือหลากภาคส่วน สร้างแนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก

วันที่ 4 กันยายน 2566 มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สมาคมไทบ้าน และสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School) ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จัดเวทีเสวนาพหุภาคีระดับจังหวัดร้อยเอ็ด ณ หอประชุมทุ่งกุลา สำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ต.ดอกไม้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ผสานความร่วมมือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการศึกษาหารือแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัด

นายสุชาติ พุทธลา ผู้อำนวยการ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา โดยมีนายสัมพันธ์ ภูหินกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านหญ้า และประธานเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมร้อยเอ็ด เป็นผู้กล่าวรายการต่อประธานในพิธี นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เวทีเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เป็นพื้นที่ปรึกษาหารือด้านการศึกษาเพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สู่การพัฒนายุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ดแบบมีส่วนร่วม (2) เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ดผ่านการมีส่วนร่วมหลายภาคส่วน ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก คณะกรรมการสถานศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ (3) เพื่อรับสมัครโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดร้อยเอ็ดที่สนใจเข้าร่วมเครือข่าย

นายสุชาติ พุทธลา ผู้อำนวยการ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 กล่าวว่า เวทีเสวนาในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ดี ควรนำเป็นแบบอย่างอีกกิจกรรมหนึ่ง เพราะเป็นการสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาให้เกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีร่วมค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเป็นการเชื่อมร้อยองค์กรภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาบนฐานต้นทุนที่แตกต่าง จึงขอเป็นกำลังใจให้กับเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมชุมชน จังหวัดร้อยเอ็ด ในการดำเนินกิจกรรมที่ดีอย่างนี้ต่อไป

โครงการแอ็คเซส สคูล ดำเนินงานในพื้นที่ 8 จังหวัดใน 3 ภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นครอบคลุมจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด มีสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม องค์กรภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนและขยายผลเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดของตน สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมยังไม่มีกลไกเครือข่ายประชาสังคมด้านการศึกษาที่ชัดเจน จึงมีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างสมาคมไทบ้านและเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมาได้เข้าพบนายสุชาติ พุทธลา ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 เพื่อปรึกษาหารือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสพป.นี้ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัด 336 แห่ง ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย และในจำนวนดังกล่าว เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 200 แห่ง

ด้วยเป้าหมายโครงการแอ็คเซส สคูล สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 จึงเกิดการสร้างความร่วมมือในการจัดเวทีเสวนา เพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการสร้างความร่วมมือให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในระดับจังหวัด รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้แนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวจะสนับสนุนวัตถุประสงค์ของโครงการ เอื้ออำนวยให้สถานศึกษา ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมหารือประเด็นพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก และมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนากับหน่วยงานภาครัฐให้เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ในจังหวัด

ช่วงเวทีเสวนา “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด” เป็นพื้นที่ผสานความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษาหลายภาคส่วน รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่น เพื่อปรับใช้กับบริบทของจังหวัดร้อยเอ็ด การเสวนาดำเนินโดย ดร.ธีรดา นามให นายกสมาคมไทบ้าน และมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายสุชาติ พุทธลา ผอ.สพป.ร้อยเอ็ดเขต 2, นายสัมพันธ์ ภูหินกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านหญ้าและประธานเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด, นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด, นายบุญเรือง ปินะสา ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคู จ.มหาสารคาม, ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, นายบวร ประสาร นายกเทศมนตรีตำบลดอกไม้, นายเกียรติศักดิ์ อาจหาญ ผู้แทนสำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด, ว่าที่ร้อยตรีเถลิงเกียรติ ทองขัน ผู้แทนสำนักงานประมงอำเภอสุวรรณภูมิ, นางสาวณัฐกานต์ กลิ่นเขียว ผู้แทนสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด และนางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าวว่า นอกจากโครงการแอ็คเซส สคูลจะเป็นโครงการแรกที่สหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อทำงานโดยตรงกับโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งที่ผู้เข้าร่วมทุกท่านกำลังร่วมมือกันทำอยู่นั้นเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการทำเพื่อพัฒนาคน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ และเป็นการปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นานาประเทศทั่วโลกยอมรับร่วมกันว่าจะไม่ทิ้งใครไหนไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เสริมว่า ทรัพยากรของประเทศเรานั้นไม่ได้มีจำกัด เพียงแต่การจัดสรรทรัพยากรยังไม่ทั่วถึง และยังไม่มีการบูรณาการและทำงานร่วมกัน วันนี้ท่านนายกเทศมนตรีพูดชัดเจนมากว่าทางเทศบาลต้องดูแลทุกคนให้ดี เด็กถือเป็นทรัพยากรมนุษย์และกลไกในการพัฒนาพื้นที่ เทศบาลจึงให้ความสำคัญในการดูแลเด็ก ทั้งด้านโภชนาการ สุขอนามัย และการศึกษา ด้านผู้แทนจากหน่วยงานท้องถิ่นอื่น ๆ ก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความพร้อมทั้งงบประมาณและความรู้ทักษะชีวิตที่จะถ่ายทอดให้เยาวชน สิ่งเหล่านี้สำคัญมากและเป็นเหตุผลที่โครงการจัดให้มีเวทีที่โรงเรียนขนาดเล็ก ภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ มาเจอกัน ให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำงานด้วยกันต่อไป ขอให้การเจอกันครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันเพื่อเด็ก ๆ ที่จะนำพาประเทศของเราต่อไปในอนาคต

ติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดร้อยเอ็ด และพื้นที่อื่น ๆ ภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล ได้ทาง  facebook.com/access.school.project และ actionaid.or.th


เกี่ยวกับโครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนทุนการดำเนินโครงการโดยสหภาพยุโรป เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Active Civil Society for Quality Education of Small Schools หรือ ACCESS School) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียนในชุมชนมากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม น่าน กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้ ผ่านการปรับใช้ “โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก” เพื่อให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมและการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งถึงสิทธิและบริบทพื้นฐานของเด็กในชุมชนนั้น ๆ โดยยึดแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ซึ่งโครงการนี้จะมีระยะเวลาการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 4 ปี (พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2566)

โครงการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมพร้อมด้วยเครือข่าย ในการสนับสนุนแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ในสถานศึกษาและส่งเสริมความเป็นพลเมือง และส่งเสริมให้มีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติมากยิ่งขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่นที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถแล้ว จะทำงานส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยการทำงานผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มากขึ้นในการบริหารจัดการสถานศึกษาและหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน ทั้งยังมุ่งหนุนเสริมโรงเรียนและโครงสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นให้ยอมรับการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการตัดสินใจที่มากขึ้นอีกด้วย

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน องค์กรเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม จึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

แอ็คชั่นเอดทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน