“จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้”: เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของครูณัฐวดี ทองขาว

“จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้”: เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของครูณัฐวดี ทองขาว

ดิฉันบรรจุเข้ารับราชการในปี 2560 ที่โรงเรียนบ้านหนองขาม จ.นครปฐม ในฐานะครูคืนถิ่น เป็นครูเอกคณิตศาสตร์บรรจุใหม่ ไฟแรง มีความมั่นใจอยู่พอตัว ความคิดความอ่านและการสอนจะเป็นระบบแบบแผนตามขั้นตอนที่เคยเรียนมาทางมหาวิทยาลัย เมื่อทำการจัดการเรียนการสอนก็ต้องเป็นขั้นตอนที่ได้เรียนมา เด็กต้องเข้าใจในสิ่งที่เราสอน แต่พอลงสนามจริง ไม่เป็นอย่างที่คิด เกิดปัญหาและข้อสงสัยมากมายว่าทำไมเมื่อเราสอนแล้วเด็กคิดเอง ทำเองไม่ได้ แสดงวิธีทำไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ทำไมเด็กจำสูตรคูณไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่เข้าใจว่าได้มาอย่างไร ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง เราต้องค่อยบอกและป้อนข้อมูลให้ ซึ่งเราก็สอนตามสเต็ปและขั้นตอนทุกอย่าง

โรงเรียนบ้านหนองขาม นำโดย ผอ.ปิยนันท์ ทั่งปราณี เป็นหนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กที่นำนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เราได้รับการหนุนเสริมจากโครงการ Access School ซึ่งมุ่งส่งเสริมโรงเรียนขนาดเล็กให้มีระบบการศึกษาที่เสมอภาคและสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน ไปศึกษาและปฏิบัติจริงที่โรงเรียนต้นแบบลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ หลายครั้งจนครูเกิดความช่ำชอง

เราเริ่มจากการพัฒนาเด็กจากปัญญาภายใน โดยใช้กระบวนการจิตศึกษา ทำให้เด็กได้รับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเอง (รู้ตัว) และผู้อื่น การเห็นคุณค่าในตัวเอง คนอื่น และสิ่งต่างๆ ยอมรับในความแตกต่าง เคารพและให้เกียรติกัน จากนั้นพัฒนาปัญญาภายนอกของเด็กด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านหน่วยบูรณาการที่ใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ (Problem-Based Learning หรือ PBL) เน้นให้ผู้เรียนมองปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว และเน้นการลงมือปฏิบัติ ตั้งคำถามจากปัญหานั้นและค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง โดยครูจะไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เด็กคิดนั้นถูกหรือผิด แต่เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้ อภิปราย ทดลอง และพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และจะรู้เองว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหาที่กำลังเผชิญหรือไม่
การจัดการเรียนการสอนเช่นนี้ ทำให้ความคิดและการสอนของเราเปลี่ยนไป เรียกว่า “3 เปลี่ยนใหญ่” เปลี่ยนแรก คือ ตัวเราเอง โดยเปลี่ยนการสอนและความคิด ไม่ยึดติดกับวิธีการหาคำตอบ เด็กจะหาคำตอบด้วยวิธีที่หลากหลาย วิธีใดก็ได้ เราเพียงขอให้ได้คำตอบที่เหมาะสมกับโจทย์นั้น ๆ และขอให้เด็กเข้าใจในเนื้อหา เราเปลี่ยนจากครูที่คอยป้อนคอยบอกมาเป็นครูโค้ชที่คอยชี้แนะแนวทาง โดยใช้คำถามนำหรือสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติ เพื่อหาคำตอบ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่ตัดสินและชี้นำว่าเขาผิดหรือถูก จึงส่งผลให้เด็กมีความเข้าใจในบทเรียนอย่างกระจ่าง

เปลี่ยนที่สอง คือ ตัวนักเรียน เราเห็นได้ชัดเจนจากสีหน้าแห่งความสุขที่ออกมา เพราะช่วยกันคิดช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบ ลงมือปฏิบัติเอง แก้ไขปัญหาด้วยกัน ไม่นั่งนิ่ง กลัวจะโดนเรียกตอบคำถาม คอยก้มหน้ากลัวครูสบตาเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนเป็นกระตือรือต้นที่จะตอบคำถาม แย่งกันอธิบาย และมีการตัดพ้อว่าครูทำไมไม่เรียกผม ไม่เรียกหนูตอบสักที นักเรียนยังสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

เปลี่ยนที่สาม คือ ชุมชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนอย่างมาก โดยมาเป็นปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้และคำแนะนำในหน่วยการเรียนรู้ PBL ต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องการทอผ้า การทอเสื่อ ไปจนถึงการทำอาหารชนิดต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าชุมชนเห็นภาพร่วมกันกับโรงเรียนถึงคุณภาพผู้เรียนที่เกิดขึ้นและการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เมื่อโรงเรียนขอความร่วมมือ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะห่วงการงานของตนมากกว่า และปล่อยให้การเรียนของลูกหลานเป็นหน้าที่ครูอย่างเดียว

หนึ่งเปลี่ยนต่อไปที่อยากให้มีสำหรับตัวเอง คือ การไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว ต้องลับคมสมองตลอดเวลา โดยตอนนี้มีกิจกรรม PLC หรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใหม่ ๆ กับเพื่อนครู หรือไม่ก็กับนักเรียนอยู่เสมอ เพราะหลักการสอนหรือบางหัวข้อในบทเรียน ตัวเราเองก็ไม่ได้รู้ไปเสียหมด หากไม่เคยเรียนรู้มาก่อนก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน ดังคำกล่าวที่ว่า “จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้ ซึ่งนั่นหมายถึงทั้งชีวิตของเรา”


ACCESS School ถอดบทเรียนประสบการณ์การสอนกับครูนวัตกรรุ่นใหม่ เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

ACCESS School ถอดบทเรียนประสบการณ์การสอนกับครูนวัตกรรุ่นใหม่ เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

เดินทางร่วมกันมาครึ่งทางแล้ว สำหรับโครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข ที่โครงการ ACCESS School จับมือกับคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ฝึกฝนประสบการณ์พี่ ๆ นักศึกษา 22 คน ที่จะมาเป็นครูนวัตกรรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2565 โครงการฯ จึงได้จัดกิจกรรมสะท้อนกลางภาคเพื่อถอดบทเรียนและทบทวนเส้นทางร่วมกัน ณ ห้อง B104 คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นอกจากทบทวนแนวคิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านจิตศึกษา ร่วมกับวิทยากร ครูพี่กุ้ง–อมรรัตน์ มาตรา จากโรงเรียนจินดาสินธวานนท์ จ.กาฬสินธุ์ ไฮไลท์ของงานคือกระบวนการถอดบทเรียน ซึ่งพี่ ๆ นักศึกษาร่วมสะท้อนประสบการณ์ในวง PLC ร่วมกับ ดร. ธีรดา นามให นายกสมาคมสมาคมไทบ้าน โดยแบ่งปันภาพสิ่งที่พบระหว่างการฝึกสอน ปัญหา อุปสรรค การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และบทเรียนสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการจัดกิจกรรมจิตศึกษา 15 นาที จากทีมฝึกสอนประจำโรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม โรงเรียนสงเปลือยวิทยายน และโรงเรียนบ้านแกวิทยาคม จ.กาฬสินธุ์ สั่งสมมาจากประสบการณ์ตรง และการประกวดไอเดียกิจกรรมเตรียมสภาวะจิตนักเรียน หรือเบรนยิม ซึ่งแต่ละทีมก็ได้ต่อยอดหลักการของจิตศึกษาและแสดงความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่

ขอขอบคุณ ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา และอุทัย แก้วกล้า ประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผู้กล่าวเปิดกิจกรรมและมอบโอวาทและกำลังใจแก่พี่ ๆ นักศึกษา รวมถึง ผศ.ดร.อมร มะลาศรี คณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา, ดร.ปวีณา ขันธ์ศิลา และประภาพร หนองหารพิทักษ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา, ดร.ปราโมทย์ พลราชม และว่าที่ ร.ต.เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, ลิขิต โทจันทร์ ผอ.โรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม, จิราภรณ์ พอศรี ผอ.โรงเรียนคำยิ่งหมีมณีเวทย์, วันธะนา ปัญญพิมพ์ ผอ.โรงเรียนหนองคอนเตรียมราษฎร์บำรุง, จิตรลดา พลเยี่ยม ผอ.โรงเรียนหนองบัวใน, ขวัญใจ อุดมรัตน์ ผอ.โรงเรียนบ้านแกวิทยาคม และทักษิน เชื้อสูง ผอ.โรงเรียนจินดาสินธวานนท์ สำหรับทุกการหนุนเสริมเติมเต็ม เพื่อให้กิจกรรมในวันนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จได้ด้วยดี


ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครูควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้: ครูวันวิสาข์ แม๊กพิมาย

กุญแจสำคัญของการจัดการเรียนการสอน คือครูผู้สอน ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ความสำเร็จของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครู ตลอดจนเทคนิค วิธีการที่ครูเลือกใช้ ครูจึงจำเป็นต้องเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ตลอดจนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้คิด ได้ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ครูจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการดำเนินให้ทิศทางในการพัฒนาการศึกษาของไทยสำเร็จลุล่วง

หากว่าดิฉันสามารถจัดการอะไรได้สักอย่าง อยากจะมุ่งความสำคัญในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพ มีศักยภาพที่หลากหลาย ครูผู้สอนต้องมีความสามารถและตัวเลือกในการใช้เทคนิคนวัตกรรมต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยมีปัจจัยส่งเสริมทีสำคัญคือ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลกรที่จะมาเป็นครูให้มีคุณภาพ ครูที่อยู่ในโรงเรียนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างทั่วถึงต่อเนื่อง มีการนิเทศติดตามการสอนอย่างใกล้ชิด มีการสร้างเครื่องข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และมีการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ครูอย่างเป็นธรรม

ดิฉันจึงขอขอบคุณเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ ACCESS School ที่สนับสนุนสหภาพยุโรป ที่ได้มาจัดกิจกรรม Professional Learning Network (PLN) วิพากษ์แผนจิตศึกษา ในวันที่ 28-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ณ โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี ซึ่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ครูในเครือข่ายเกี่ยวกับการออกแบบแผนการใช้นวัตกรรมจิตศึกษา และกระบวนการแต่ละขั้นตอนของกิจกรรมจิตศึกษาให้มากขึ้น

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครู ควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ก่อนหน้านี้ ดิฉันยังไม่มีความชัดเจนในแต่ละขั้นของกระบวนการจิตศึกษา ยังขาดความรู้ความเข้าใจการเขียนแผนการสอน และการตั้งคำถามในขั้นชง เชื่อม ใช้ ไม่ชัดเจน ครูที่ใหม่กับนวัตกรรมหรือยังมีประสบการณ์น้อยก็จะออกแบบแผนจิตศึกษาไม่ครบแต่ละขั้นตอนของจิตศึกษา และสื่อที่ใช้ทำกิจกรรมก็จะไม่หลากหลาย จึงทำให้การออกแบบกิจกรรมสำหรับผู้เรียนไม่หลากหลาย

หลังจากอบรมรมแล้วก็ได้นำความรู้จากการอบรมมาเขียนแผนจิตศึกษาและได้นำมาปฏิบัติจริงในห้องเรียน ได้เห็นว่านักเรียนรู้ตัว มีสติ สามารถกลับมารู้ตัวเองได้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ รู้เท่าทันความคิดอารมณ์ เมื่อมีภาวะรู้ตัวก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ตนเองได้รวดเร็ว มีสัมมาสมาธิ สามารถตั้งใจมั่น จดจ่อเพื่อให้การเรียนรู้ของตนหรือการทำภาระงานของตนเองให้สำเร็จลุล่วงได้

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครู ควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ดิฉันมองว่าจิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้นักเรียนก่อนที่จะพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการหรือทักษะชีวิต จิตศึกษาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นักเรียนสนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม

นอกจากการพัฒนาด้านสมาธิและความคิด คุณลักษณะของผู้เรียนก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กล้าตอบกล้าแชร์กับเพื่อนมากขึ้น จากนักเรียนบางคนที่ไม่เคยตอบคำถามในชั้นเรียนแม้เราจะยิงคำถามใส่เขาตรง ๆ เขาก็ไม่เคยตอบ ทุกวันนี้พอเขาเห็นเพื่อนเริ่มตอบและบรรยากาศที่ไม่ตัดสินกัน เขาก็จะกล้าที่จะพูดและแสดงออกมากขึ้น

หากจะจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการศึกษาให้กับบุคลากรให้ได้ประโยชน์สูงสุด หัวใจสำคัญคือการได้นำความรู้ที่ได้รับนั้นไปต่อยอดความรู้และนำไปปรับใช้จริง การได้ลงมือปฏิบัติจริงตามความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละคน แต่ละบริบทของโรงเรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตรงกับปัญหาและตรงกับความสนใจของผู้เรียน สิ่งนี้จะทำให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพและผู้เรียนรู้เป้าหมายของการเรียนรู้ได้มากขึ้น

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครูควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้


เราอยากได้ครูและคนแบบไหนในสังคม? บันทึกการสอนจิตศึกษาของครูจีรญาดา แซ่ลิ้ม

ก่อนหน้าที่จะบรรจุมาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี ดิฉันเคยทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทำงานอยู่ที่นั่นนาน 9 ปี ในช่วง 6 ปีแรกอยู่ห้องเตรียมอนุบาล เราก็มีความสุขดี เพราะไม่ได้เน้นอ่านเขียนแต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ พอช่วง 3 ปีหลัง ย้ายไปสอนชั้นอนุบาล 1 บ่อยครั้งที่มีความรู้สึกไม่ชอบตัวเอง เพราะในใจเราเองก็คิดว่าเด็กควรได้เป็นเด็ก ควรได้ทำอะไรที่สนุกกว่านี้ เราคือคนที่ทำให้รอยยิ้มของเด็กบางคนหายไปหรือเปล่า บางสิ่งเขาต้องทำมันมากเกินไป บางอย่างมันเกินกว่าศักยภาพของร่างกายเขา พอเขาทำไม่ได้ เขาจะถูกกดดันจากเรา และพ่อแม่ ดิฉันอึดอัดมากกับระบบการศึกษาที่เน้นการอ่านการเขียน ระบบที่บอกว่าเด็กเก่งวิทย์คณิตคือคนเก่ง ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนเราเก่งและถนัดไม่เหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือความเชื่อและทัศนคติของสังคมส่วนใหญ่ ที่ส่งผลให้โรงเรียนแข่งขันกัน เมื่อผู้ปกครองมีความคิดความเชื่อเรื่องเกรด เรื่องอ่านออกเขียนได้ เน้นเพียงวิชายอดนิยม ท้ายที่สุดโรงเรียนต้องมีนโยบายต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ลูกค้า" (โรงเรียนบางแห่งเรียกผู้ปกครองและนักเรียนว่าลูกค้า ครั้งแรกที่ดิฉันได้ยินรู้สึกไม่ดีมาก ๆ ทำให้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ครู โรงเรียน และการศึกษาคืออะไร) ดิฉันมองว่าเขามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า เด็กควรเป็นคนดี คนที่มีความสุข มากกว่าการเป็นคนเก่งวิชาการหรือเปล่า? หากเขาเป็นคนดี ความดีและความสามารถของเขาจะสามารถทำให้เขามีความสุข พึ่งพาตัวเอง และช่วยคนอื่นได้

เมื่อได้มาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง ทุกอย่างคือสิ่งใหม่ โรงเรียนใช้นวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยเรียกตัวเองว่า "โรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ" แน่นอนว่านี่คือสิ่งใหม่สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ และแน่นอนเราต้องสร้างความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีของโรงเรียนนี้ ที่มีภาคีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุน โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากโครงการดี ๆ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างโครงการ Access School ที่ให้การหนุนเสริมการพัฒนาครู เพื่อให้พวกเราพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ

Body Scan หนึ่งในกิจกรรมจิตศึกษา เยียวยา-เตรียมพร้อมกายและใจสำหรับการเรียนรู้

เมื่อได้สร้างความเข้าใจ ร่วมฝึกอบรม และนำมาใช้ ดิฉันรู้สึกมีความพอใจ มีความยินดี อิ่มเอมใจที่โรงเรียนเลือกใช้นวัตกรรมเหล่านี้อย่างมาก จิตศึกษาคือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมมาก เราอยากได้คนแบบไหนในสังคมกันล่ะ? จิตศึกษาทำให้ดิฉันเป็นผู้ฟังที่ดียิ่งขึ้น เป็นผู้พูดที่คิดก่อนพูดมากขึ้น เป็นผู้พูดที่ให้กำลังใจ สร้างพลังบวกแก่นักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนวางใจเรามากขึ้นเพราะเรารับฟังเขา และให้โอกาสเขาได้พูด ใครจะไปคิดกันว่าเวลา 3-4 นาที นักเรียนชั้นอนุบาลจะสามารถสร้างสรรค์ภาพวาดจากจินตนาการของเขาได้ แม้ไม่ได้แต่งแต้มสีสันให้สมบูรณ์แต่เป็นภาพที่มีเรื่องราว เป็นภาพที่มีความคิดซึ่งผ่านการใคร่ครวญของเขามาแล้ว

แต่ก่อนดิฉันเคยคิดว่าการปล่อยให้นักเรียนได้ใช้เวลาถ่ายทอดจินตนาการออกมาจะดีกว่ามีกรอบกำหนดหรือบังคับ แต่ในชีวิตข้างหน้าของเขา สถานการณ์ที่กดดันและบีบคั้นเราจะเกิดขึ้นเสมอ การที่เราฝึกให้เขาได้ตัดสินใจและกล้าลงมือทำภายใต้เวลาอันสั้นก็ถือว่าเป็นการฝึกที่ดีไม่น้อย จิตศึกษาสะท้อนให้เราเห็นความบริสุทธิ์ในตัวนักเรียนอนุบาลมากขึ้นด้วย เพียงแค่นกบินเล่นก็สร้างรอยยิ้มให้พวกเขาได้แล้ว ดิฉันสัมผัสได้จากสีหน้า แววตา และคำพูดของเขา เมื่อเขารักในธรรมชาติที่สวยงาม เขานี่แหละที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จิตศึกษาทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง เพราะการที่มีเขามีความมั่นใจในตัวเอง และมีคนเคารพความเห็นและรับฟังเขา จะสร้างความกล้าให้เขา สร้างความภาคภูมิใจให้เขา นอกจากการรับฟังแล้ว จิตศึกษายังไม่มีการชีถูกชี้ผิดอีกด้วย ตลอดทั้งกระบวนการ ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากวันหนึ่งเขาต้องโตขึ้น เขาจะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เป็นคนที่ทำตามกฎกติกา เคารพตัวเองและผู้อื่น ทำในสิ่งที่ถูก สามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อย ๆ ได้ มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง และไม่หลงตามกระแสนิยม

ตลอดกระบวนการจิตศึกษา ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันและเคารพกันและกัน


ผู้ (เอื้อ) อำนวยการเรียนรู้และความร่วมมือ: บทเรียนการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก จากโรงเรียนบ้านหนองบัวคู

โรงเรียนบ้านหนองบัวคู ต.หนองไผ่ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นในปี 2514 ด้วยเงินบริจาคที่ชาวบ้านในชุมชนร่วมลงทุนลงแรงสร้างโรงเรียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ โรงเรียนประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง เพระผู้ปกครองย้ายถิ่นฐานครอบครัวไปยังกรุงเทพฯ เนื่องจากโอกาสในการทำงาน

เมื่อมีนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง ประกาศออกมาในปี 2562 สิ่งนี้เป็นตัวจุดประกายแนวทางการพัฒนาโรงเรียนบนฐานชุมชนของชาวบ้านหนองบัวคู เนื่องด้วยบริบทเดิมชุมชนมีความรักในโรงเรียน ผู้อำนวยการ บุญเรือง ปินะสา จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน, เครือข่ายผู้ปกครอง, คณะกรรมการพัฒนาโรงเรียน จำนวน 22 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำชุมชน, ผู้ปกครอง, เจ้าอาวาส, พระสงฆ์วัดในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 2-3 แห่ง, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วม หารือในประเด็น นโยบายไม่ยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ผลจากการปรึกษาหารือคือ การยืนยันให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ตัวเอง มีอุดมการณ์และมีประเด็นท้าทาย คือ ไม่ควรเหมารวมว่าโรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด ทาง สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษามองที่ผลสัมฤทธิ์การสอบ ONET และ NT แต่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูมองว่าคุณภาพของนักเรียนมีหลายด้าน ทั้งทักษะวิชาการ การอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ไปจนถึงทักษะอาชีพและทักษะชีวิต คณะกรรมการเห็นด้วยจึงลงมือทำ เนื่องจากชุมชนมีความผูกพันธ์กับโรงเรียนมาก จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน โดยการนำศาสตร์พระราชามาใช้ ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ “ผู้อำนวยการเองต้องก้าวออกนอกกรอบ ปรับสนามฟุตบอลให้เป็นผืนนา” ผอ.บุญเรือง กล่าว แม้จะพบปัญหาบ้างแต่ผลที่เกิดขึ้นส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน

ที่บ้านหนองบัวคู ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา ผู้อำนวยการเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่ทุกคนได้กำหนดร่วมกัน หลังดำเนินงานมาได้ 1 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 40 คน เป็น 67 คนในปัจจุบัน โดยเป็นนักเรียนจากชุมชนอื่น ๆ ได้แก่ บ้านหนองไผ่ด้ามขวานและบ้านอีเล้ง ซึ่งแม้จะเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนประจำตำบล แต่ผู้ปกครองก็มอบความไว้วางใจ ส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคู

ในด้านการเรียนการสอน โรงเรียนบ้านหนองบัวคูบูรณาการทักษะอาชีพเข้ากับทักษะทางวิชาการ ในตารางเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 14.30 น. นักเรียนจะมาเรียนรู้ที่ฐานการเรียนรู้ฐานต่าง ๆ และมีครูเป็นผู้ประจำฐานนั้น ๆ โรงเรียนทดลองรูปแบบนี้เรื่อย ๆ จนสิ่งที่ทำเริ่มตอบโจทย์บริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งยังเข้ากับนโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา ที่สนับสนุนให้โรงเรียนปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนบ้านหนองบัวคู
การบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนและฐานต่าง ๆ

จากที่เคยขาดการดูแลจากการศึกษานิเทศก์ งบประมาณ อาคารสถานที่ เพราะเขตพื้นที่การศึกษามักจะไปดูงานโรงเรียนใหญ่และโรงเรียนที่พร้อมกว่าก่อน วันนี้ โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานเขตและชุมชน ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้เชิญผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามาเป็นประธานและกล่าวให้ภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเชิญศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด งานครั้งนั้นส่งผลให้สำนักเขตพื้นการศึกษาเห็นศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ที่สามารถจัดงานเป็นงานระดับจังหวัดและร่วมขับเคลื่อนระดับประเทศได้ เมื่อโรงเรียนบ้านหนองบัวคูทำเรื่องขอครูเพิ่ม 1 ตำแหน่ง (เพราะเดิมทีมีครูเพียง 2 คน) ทางเขตพื้นที่บรรจุให้เพิ่ม 3 ตำแหน่ง เพราะเห็นพลัง ความตั้งใจ และการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนสร้างขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งที่เกิดต่อนักเรียน ที่ได้พัฒนาทักษะที่ไม่ใช่เพียงการรับรู้อย่างเดียว แต่ทำเป็นด้วย การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในฐานต่าง ๆ พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต อาชีพ การทำมาหากิน และรู้จักช่วยเหลือผู้ปกครอง

ผลที่เกิดกับครูนั้น ผอ.บุญเรือง สังเกตเห็นว่าครูมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น การลงแปลงทุกวันทำให้เห็นว่าครูชอบทำกิจกรรม ชอบปลูกต้นไม้ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้นเพราะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโรงเรียน

ส่วนชุมชนมีความชื่นชม ยกย่อง หวงแหน พอใจ และภูมิใจในโรงเรียน เมื่อพาไปดูงานที่โรงเรียนต้นแบบของเครือข่ายที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้ไปศึกษา ก็สะท้อนออกมาว่ามีแนวคิดเหมือนกับสิ่งที่ยึดมั่นและทำอยู่ ชุมชนมักจะบอกให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนเต็มที่ ส่วนเรื่องงบประมาณชุมชนจะช่วยเหลือ ชุมชนมีความเป็นเจ้าของในแง่นี้ด้วย พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา มีบทบาทหน้าที่เป็นของตนเอง และบทบาทนั้นก็คือ “เจ้าของ” หรืออย่างที่ ผอ.บุญเรืองกล่าวว่า “โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

“โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้บริหาร การเข้ามาหนุนเสริมขององค์กรภาคประชาสังคม อาทิ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย, สมาคมไทบ้าน, สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผ่านโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ได้ส่งผลสำคัญอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและหมู่บุคลากร เช่น

  • สร้างแรงบันดาลใจที่จะก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ คณะทำงานในพื้นที่ที่โรงเรียนทำงานด้วยมีความรู้และอุดมการณ์ร่วมกัน
  • โรงเรียนไม่รู้สึกว่าเดินคนเดียว มีกลไกหนุนเสริม เหมือนมีพี่เลี้ยงคอยเดินร่วมทาง
  • ทำให้เห็นภาพด้วยการพาไปศึกษาดูงาน สร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้มีความมั่นใจและตั้งใจจริงในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพได้
  • มีโอกาสในการเชื่อมโยงงานสู่ระดับเครือข่าย จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ มีทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน
  • มีแนวทางการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพ มีรูปธรรมที่ชัดเจน
  • ทำให้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสร้างความร่วมมือ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด ภาครัฐเข้าสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะ

ประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านหนองบัวคูจึงทำให้ ผอ.บุญเรือง ตกผลึกบทเรียนและข้อเสนอต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กได้ดังต่อไปนี้

บุญเรือง ปินะสา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคู
  • บุคคลที่สำคัญและเหมือนหัวเรือใหญ่ คือผู้อำนวยการโรงเรียน เขาจะต้องเป็นคนกล้าที่มีอุดมการณ์ ต้องไม่มองเห็นเพียงอนาคตของตนเองหรือประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น เพราะด้วยธรรมชาติของสายอาชีพ เมื่อเข้ามาโรงเรียนขนาดเล็กแล้วก็มักย้ายไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ต่อ
  • ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน โรงเรียนต้องสร้างความเป็นเจ้าของให้ชุมชนเข้ามาร่วมมือ ทำให้เห็นบริบทโรงเรียนบ่อย ๆ ประชุมบ่อย ๆ ไม่ทิ้งหลัก บวร บ้าน-วัด-โรงเรียน เพราะทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญมาก ความศรัทธาของชุมชนอยู่ที่วัด หากวัดพูดชาวบ้านจะทำตาม ทั้งสามส่วนควรจับมือกันให้แน่น มีกิจกรรมหรือวาระอะไรต้องเชิญประชุมทั้งหมด ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจ้างครูของโรงเรียนบ้านหนองบัวคู ซึ่งชุมชนเป็นคนสนับสนุนเดือนละ 12,000 บาท ทุกปี หรือหากโรงเรียนประสบปัญหาอะไรให้แจ้งชุมชน เพื่อการบริหารร่วมกัน ชุมชนเป็นผู้บริหารคนหนึ่ง ผอ.เป็นผู้เอื้ออำนวย
  • สร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน สร้างช่องท่างให้รัฐให้โอกาสชุมชนเลือกรูปแบบการพัฒนาการศึกษาโดยชุมชนเอง เพราะหากอยู่กับนโยบายจะพัฒนายาก
  • ประชาสัมพันธ์โรงเรียนและทำสื่ออย่างสม่ำเสมอให้โรงเรียนเป็นที่รู้จัก และพัฒนาทักษะให้ทำต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ


เปราะบาง-ตกหล่น-เข้าไม่ถึง: ถอดบทเรียน "แรงงานข้ามชาติ" ช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด จัดงานสัมมนาเรื่อง “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ: บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19”

ในเวทีดังกล่าวมีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องการจัดบริการด้านสุขภาพ หลักประกันด้านสุขภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และทบทวนสถานการณ์ในด้านปัญหาการเข้าถึงการเยียวยาของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และข้อเสนอต่อการจัดการของรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวทางในการดำเนินการต่อไป

ปัญจวรี พัวพันธ์ศรี ผู้จัดการโครงการอียูรับมือโควิด กล่าวว่า โครงการอียูรับมือโควิดเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภาคประชาสังคม ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็ง มีความสามารถรับมือโควิดและภัยพิบัติในอนาคต โดยมีการสนับสนุนเชิงนโยบายทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะกลุ่มคนจนเมือง นักเรียน คนไร้รัฐ ชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติ การพัฒนากลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็งพอจะรับมือกับภัยต่างๆ ส่วนสำคัญคือเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่าการจัดบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์นี้ แม้ว่าในวิกฤติที่ผ่านมามีสถานการณ์มากมายที่เราเผชิญ แต่ในอนาคตก็ยังมีวิกฤติที่เราต้องเตรียมตัวในการรับมือ

"งานในวันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาพูดคุยกันเพื่อถอดบทเรียนในการช่วยเหลือประชากรข้ามชาติในช่วงโควิด เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยสร้างการพัฒนาในพื้นที่ ขณะที่ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดนี้มีการวิจัยในพื้นที่ว่าแรงงานข้ามชาติต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุข จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติ" ฟรานเชสก้ากล่าว

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

ยังไม่สายสำหรับการเยียวยา

ด้าน ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นำเสนอสถานการณ์การเข้าถึงเยียวยาของแรงงานข้ามชาติว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขณะที่โควิดระบาดรุนแรงมีการพูดถึงว่าแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดการระบาด ขณะที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ เช่น มีการค้างจ่าย การถูกลอยแพ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม การไม่สามารถทำเอกสารทำงานต่างๆ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่สนใจเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ กลัวว่ายื่นเรื่องไปอาจถูกเลิกจ้างและไม่สามารถ

ทำงานในไทยต่อได้ รวมถึงกรอบเวลาการยื่นเรื่องต่างๆ ใช้เวลาพอสมควร ต้องเดินทางไปกรอกคำร้องขณะที่เขาถูกกักตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

"มาตรการเยียวยาของรัฐช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมานั้นแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่ารัฐจะโปรโมทว่าเราไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง โครงการ ม.33 เรารักกันและโครงการอื่นๆ มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าเขาจะจ่ายเงินสมทบก็ตาม เราจึงทำแคมเปญเรียกร้องว่าโครงการนี้มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ โดยส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คำวินิจฉัยบอกว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญบอกว่าการเลือกปฏิบัติทางสัญชาติไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ มีการพูดถึงเฉพาะเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ นอกจากนี้เรื่องการเยียวยากรณีว่างงานแรงงานที่สถานประกอบการต้องปิด ซึ่งต้องกรอกข้อมูลทางออนไลน์เป็นภาษาไทยและนายจ้างต้องใส่ชื่อแรงงานในระบบ การเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติจึงไม่ง่ายเลย สิ่งเหลานี้สะท้อนว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น นโยบายของรัฐทำให้พวกเขาถูกจำกัดสิทธิ

"ข้อเสนอแนะของเราคือ แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะอยู่ในระบบประกันหรือไม่ แต่การเยียวยาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการแพร่ระบาดที่สร้างความทุกข์ทรมาน แต่การเยียวยาแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่เรายังต้องทำอยู่ ยังไม่สายที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสนใจและให้ความชัดเจนเรื่องการเยียวยา" ปภพกล่าว

ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

"มองคนให้เป็นคน" บทเรียนจากช่วงวิกฤติโควิด-19

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิดรัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ เราให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยเราจ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่งทางเราไม่สามารถทราบได้ ช่วงโควิดทำให้เราเห็นกฎหมายที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย สำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานรับมือตามสถานการณ์ที่เข้ามา โดยต้องหาทางช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ด้าน อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิดจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา เราจึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมายให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างปัญหาช่วงการระบาดระลอกสองที่สมุทรสาครว่า มีการล้อมรั้วปิดตลาดกุ้ง แต่ช่วงแรกไม่มีการจัดหาอาหารให้แรงงานข้ามชาติที่กักตัว เพราะงบประมาณข้าวกล่องมีเฉพาะสำหรับคนไทย เรื่องการเยียวยาโครงการเรารักกันหรือคนละครึ่งนั้น แรงงานข้ามชาติก็ใช้ไม่ได้ จึงไม่ตอบโจทย์

การเยียวยาทุกคน เรื่องการตรวจโควิดเชิงรุกที่สมุทรสาครนั้นคนไม่มีเอกสารก็ไม่สามารถตรวจได้ เรื่องการเยียวยาพื้นที่สีแดงก็ให้เฉพาะคนไทย เรื่องวัคซีนนั้นก็ให้เฉพาะผู้ประกันตน ทำให้มีแรงงานข้ามชาติตกหล่นจำนวนมาก

"การแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ระเบียบบางอย่างของรัฐราชการต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังแรงงาน แรงงานข้ามชาติต้องได้สิทธิเยียวยาเท่าแรงงานไทย รัฐต้องวางแผนทำงานร่วมกันในการรับมือการแก้ไขปัญหา ต้องทำงานเชิงรุก ร่วมกันคิดรูปแบบการรับมือวิกฤติแต่ละครั้ง และมาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย" สุธาสิณีกล่าว

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิดและมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กข้ามชาติ ความเสี่ยงที่เพิ่มยิ่งขึ้น

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย "เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ: สถานการณ์และทางออก" ว่าได้ทำการศึกษาช่วงโควิดโดยประเมินสถานการณ์และผลกระทบเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม

"ปัญหาที่เราต้องเฝ้าระวังคือ 1. การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น 2. การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3. เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1. กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิดต่อเด็กข้ามชาติ 2. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

"หากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน" รศ.ดร.เฉลิมพลกล่าว

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน การให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิดนั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิดยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น เราจึงต้องพัฒนาระบบบริการให้ทั่วถึง และขยายสิทธิประกันสุขภาพไปถึงผู้ติดตามแรงงานคือเด็กข้ามชาติ

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เรายึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยเราค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ด้าน ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตินี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

"เรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ เราต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญในวิกฤติ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน" ปริญญากล่าว

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างเริ่มคลายกังวล แต่หลังจากนั้นเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน โรงเรียนปิด เด็กหลายคนตึงเครียดเพราะออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ เด็กบางคนคลอดออกมาแล้วยังไม่เคยเจอหน้าพ่อเพราะพ่อกลับประเทศไปทำบัตรยังไม่ได้กลับมา

"ในการระบาดระลอกสามเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิดเอง ทำให้เด็กที่ติดเชื้อไม่สามารถไปตรวจได้จนมีการเสียชีวิต แรงงานที่ไม่มีบัตรลำบากมาก การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติ โควิดไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย ถ้าเรามองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม อยากให้เปิดให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิดที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวัน กว่าจะได้ใบเกิดยากมาก พอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก" มนัญชยากล่าว

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

โรคระบาดไม่เลือกสัญชาติ การรักษาต้องไม่เลือกปฏิบัติ

นพ.วลัญช์ชัย จึงสำราญพงศ์ กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่าทางหน่วยงานทำงานดูแลแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม และผู้มีปัญหาสถานะ ซึ่งหลายคนเข้าไม่ถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ จากช่วงที่ผ่านมาทำให้เราเห็นปัญหาหลายอย่าง ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเราจึงเห็นว่ายังมีกฎเกณฑ์ที่ต้องปรับเพื่อรับกับสถานการณ์ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนาน

ด้าน สพญ.เสาวพักตร์ ฮิ้นจ้อย กรมควบคุมโรค (สายด่วนแรงงานข้ามชาติและวัคซีน) กล่าวว่า การเปิดสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพราะพบว่าการสื่อสารเป็นประเด็นใหญ่ ก่อนนี้เรามีการสื่อสารเกี่ยวกับโควิดเฉพาะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขณะที่เรามีแรงงานจำนวนมากจากลาว เมียนมา และกัมพูชา เราจึงมีการอบรมอาสาสมัครสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพื่อให้ความรู้และสามารถประสานงานต่อได้ โดยเรามีคู่มือความรู้และให้อาสาสมัครยืมโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเรื่องการเข้าถึงวัคซีนของแรงงานข้ามชาติ นอกจากที่แรงงานจะสามารถเข้าถึงวัคซีนจากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขผ่านทางนายจ้างแล้ว เรายังมีความร่วมมือเรื่องหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่และประชาสัมพันธ์หลายภาษาเพื่อให้คนมาฉีดวัคซีน

พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข เขตทวีวัฒนา เล่าประสบการณ์จากการทำงานว่า การรับมือโควิดต้องมีความพร้อม ต้องทำงานเป็นทีม ที่เขตทวีวัฒนาเจอเคสแรกตั้งแต่ มี.ค. 2563 เจ้าหน้าที่ในเขตจึงมีประสบการณ์รับมือตั้งแต่ช่วงต้น จากนั้นจึงเริ่มมีการแพร่ระบาดจากสมุทรสาครเข้ามาในเขต ความยากของการควบคุมโรคคือการระบาดในตลาดนั้นไม่มีทะเบียนรายชื่อแรงงานแต่ละแผง แม้แต่เจ้าของแผงก็ไม่มีข้อมูลลูกจ้าง จึงต้องรวบรวมข้อมูลใหม่ทำให้ใช้เวลามากขึ้นในการสอบสวนโรค แรงงานข้ามชาติมีความยากลำบากในการทำทะเบียนผู้ติดเชื้อและการให้ความรู้ต้องเป็นภาษาที่เขาเข้าใจ จึงต้องใช้ล่ามช่วย

สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาด้านสุขภาพแรงงานข้ามชาติ สำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าการติดเชื้อของประชากรข้ามชาติในไทยสามสัญชาติคือเมียนมา กัมพูชา และลาว มีจุดสูงที่สุดคือเดือน ก.ค. 2564 รวมทั้งหมดประมาณสองแสนคน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสัญชาติเมียนมาสูงที่สุด หลายคนเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ ความยากลำบากคือเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่มีแนวทางการจัดการ บทเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตที่เราเผชิญจะไม่สูญเปล่าถ้าเรามีการทบทวนแล้วนำไปใช้เป็นแนวทางในระบบสุขภาพช่วงปกติ

ส่วน บุหงา ลิ้มสวาท พยาบาลอาสาและผู้ร่วมก่อตั้งไทยแคร์ กล่าวว่ากลุ่มไทยแคร์เป็นอาสาสมัครแพทย์และพยาบาลมีการวิดีโอคอลคุยกับคนไข้เพื่อดูอาการ โดยเริ่มจากการดูแลคนไทยที่ตกหล่นจากระบบสาธารณสุข ต่อมาจึงได้ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติหลายชาติ กุญแจสำคัญคือล่าม เพราะบางคนพูดไม่ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แรงงานข้ามชาติอยู่ด้วยความกลัวและสับสน เพราะเราไม่มีสื่อในภาษาของเขาปรากฏในโทรทัศน์ แม้โควิดจะซาลงแล้วแต่โอไมครอนก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะทำให้เกิดลองโควิดได้

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการสื่อสารเรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องยากแม้แต่ในภาษาเดียวกัน สำหรับแรงงานข้ามชาติจึงยิ่งเป็นเรื่องยาก เราจึงสร้างอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ชายขอบช่วยสื่อสารข้ามภาษาระหว่างหมอและผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจะไว้วางใจหากได้พูดคุยกับหมอ

ในช่วงท้าย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวสรุปว่า ในสถานการณ์โควิดแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้างไม่มีรายได้ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐแต่แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึง เพราะระบบไม่เอื้อ เด็กข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการศึกษา หลุดจากระบบ ประชากรข้ามชาติเข้าไม่ถึงการตรวจโควิดและการรักษา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเราไม่พร้อม ตั้งแต่เรื่องสาธารณูปโภคที่ดีพอสำหรับทุกคนเพื่อให้เราพ้นจากวิกฤติได้ แต่เราไม่ยอมแพ้ เรามี อสต. มีสถานประกอบการที่เข้ามาจัดการด้วยตัวเอง มีสายด่วนหลายภาษา มีกลุ่มไทยแคร์ช่วยดูแลก่อนถึงมือหมอ ที่สำคัญเราสร้างความร่วมมือ ทำความเข้าใจ ทำงานด้วยกันมากขึ้น ไว้วางใจกันมากขึ้น เราร่วมกันเรียนรู้ว่าเราไม่อยู่คนเดียว เราไม่สามารถปล่อยใครสักคนไว้ข้างหลังให้เดือดร้อนได้ เพราะจะส่งผลถึงทุกคนในสังคม

"เราควรสร้างระบบที่รองรับทุกคนในสังคมไทย เราควรพัฒนาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ เราควรพัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับภาวะวิกฤติในอนาคต เราจะร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ย้ำความร่วมมือในการวางแผนรับวิกฤติในอนาคต เพราะโควิดไม่เลือกสัญชาติ โรคระบาดไม่เลือกผู้ป่วย" อดิศรกล่าว


เรื่องราวความมั่นคงทางอาหารจากไทยตีพิมพ์ในหนังสือ Fighting for Food Sovereignty

แอ็คชั่นเอด ประเทศเดนมาร์ก จัดทำหนังสือ “Fighting for Food Sovereignty: Inspiring stories of alternatives within the global federation ActionAid เพื่อนำเสนอแง่คิดในการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางอาหาร โดยรวบรวมเรื่องราวที่สร้างทางเลือกและแรงบันดาลใจ จากสหพันธ์ของมูลนิธิแอ็คชั่นเอดทั่วโลก ซึ่งรวมถึง มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิชีววิถี ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป

ในเรื่องราวจากประเทศไทย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และสุริยะ ผ่องพันธุ์งาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด ร่วมแบ่งปันความรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยร่วมกันได้

"การที่พวกเขาสามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้เองท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด มีอะไรมากกว่าอาหารที่เพียงพอ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงอีกปัจจัยหนึ่งของการทำเกษตรในเมือง นั่นคือการมีอาหารที่ปลอดภัยและมีโภชนาการในระยะยาว"

ดาวน์โหลดหนังสือ Fighting for Food Sovereignty

 


เครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กภาคกลาง อบรมการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมกับครูโค้ช ลำปลายมาศพัฒนา

"มีเพื่อนเดินผลลัพธ์แตกต่างจากเดินคนเดียว"

นี่คือคำกล่าวของเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลาภาคกลาง ผู้ได้รับทุนย่อยภายใต้โครงการ ACCESS School เมื่อได้พบปะเพื่อนร่วมเส้นทางพัฒนาคุณภาพการศึกษาจำนวนมาก เมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2565 ณ นพรัตน์รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พร้อมร่วมเรียนรู้นวัตกรรมการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม อีกหนึ่งนวัตกรรมจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

คุณครู ผู้อำนวยการ และบุคลากรทางการศึกษา 62 ท่าน จาก 7 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม ได้พบเพื่อนเดินคนสำคัญ คือทีมวิทยากร ครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง, ครูยิ้ม–ศิริมา โพธิจักร์ และครูต๋อย–พรรณทิพย์พา ทองมี แห่งลำปลายมาศพัฒนา ที่ร่วมนำกระบวนการอบรมหลักการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม และการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละระดับชั้น

การสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมนั้นไม่เพียงทำให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ พัฒนาคลังคำศัพท์ และเข้าใจหลักภาษาต่าง ๆ ผ่านตัวอย่าง แต่ยังเป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการสื่อสาร จับใจความ ตีความ ถ่ายทอด คิดวิเคราะห์ และมีความยืดหยุ่นทางความคิด เป็นการติด “เครื่องมือการอยู่ร่วมกัน” นอกเหนือไปจากเครื่องมือทางภาษาที่สร้างความรู้ความเข้าใจ

เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ทำให้การเรียนภาษาสนุก สร้างสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 แถมยังปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับพี่ ๆ นักเรียน

กิจกรรมนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เข้าร่วมทรงคุณวุฒิ คณะที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School ผอ.สมเดช อ่างศิลา โรงเรียนวัดเนินกระปรอก จ.ระยอง และผอ.สมศักดิ์ ประสาร โรงเรียนบ้านปะทาย จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย ผอ.สังคม อินทร์ขาว โรงเรียนบ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ, ผอ.สรวุฒิ แสวงดิลก โรงเรียนวัดตากวน จ.ระยอง, ผอ.จุฬาลักษณ์ ใหม่คำ โรงเรียนชุมชนวัดต้นเชือก (ถาวรวิทย์อุปกฤต) จ.นนทบุรี และรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

ทำความรู้จักนวัตกรรมการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมให้มากขึ้น ที่นี่

 


ทำไมโรงเรียนขนาดเล็กถึงสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม?

หากถามว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ เราชอบเรียนวิชาอะไรมากที่สุด วิชาภาษาไทยอาจจะไม่ใช่คำตอบต้น ๆ ของใครหลายคน เพราะมีทั้งหลักภาษาให้ท่องจำมากมาย ฉันทลักษณ์ต่าง ๆ และการอ่านวรรณคดีไทยที่ไม่รู้ว่ามีความเชื่อมโยงกับชีวิตอย่างไรนอกจากอ่านเพื่อทำข้อสอบ

เพื่อไม่ให้การเรียนภาษาติดอยู่ในกรอบของการท่องจำ และสร้างสมรรถนะที่แท้จริงให้แก่ผู้เรียน รูปแบบการสอนภาษาไทยจึงต้องเปลี่ยน และนี่เป็นเหตุผลที่โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนหนึ่งเลือกรับนวัตกรรม “การสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม” มาปรับใช้ในโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการสอนในบริบทของทรัพยากรที่จำกัด

การสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่มีต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ (เช่นเดียวกับนวัตกรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างจิตศึกษาและ PBL) ที่มุ่งสร้าง “Literacy” การรู้หนังสือ หรือความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ จับใจความและตีความได้ “Literacy เป็นครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการทำให้ผู้เรียนเป็นนักเรียนรู้” วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ กล่าว “ทำให้สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนทำให้เอาไปใช้ในชีวิตได้ดี” เหมาะกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพ: YouTube ครูโค้ชโดยลําปลายมาศพัฒนา

เป้าหมายการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านวรรณกรรมจึงสรุปได้ ดังนี้

    • สร้างความสามารถในการสื่อสาร - ภาษาเริ่มต้นที่เสียง ความหมาย สัญลักษณ์ และตัวอักษร สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อความรู้สึก ความคิด ความต้องการ ความรู้ต่าง ๆ ออกไปสู้ผู้รับสาร
    • สร้างความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ - การศึกษาควรนำเด็กไปสู่สมรรถนะ (ซึ่งหมายถึงการนำความรู้มาใช้ได้ผลดี มาใช้ในชีวิตจริง) สิ่งที่จำทำให้เขาเข้าใจสิ่งต่าง ๆ หรือเข้าถึงสมรรถนะ คือภาษา
    • สร้าง “เครื่องมือการอยู่ร่วมกัน” - เพราะเราใช้ภาษาในการถ่ายทอดอารยธรรม คุณค่า และค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมหนึ่ง ๆ

ครูในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ จะเลือกวรรณกรรมที่เหมาะสมกับระดับชั้นนั้น ๆ และดำเนินตาม 5 ขั้นของการสอน ได้แก่ 1. คาดเดาเรื่อง 2. อ่านจับใจความ 3. ตีความ 4. เชื่อมโยงหลักภาษา และ 5. การสื่อสารและสารสำคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ

นวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนการเรียนการสอนภาษาไทย จากสิ่งที่เป็นอยู่สู่สิ่งใหม่

    • จากการเน้นความรู้หลักภาษา อ่านออกเขียนได้ ➡️ การสร้างสมรรถนะการสื่อสาร (จับใจความ ตีความ) การคิดขั้นสูง
    • จากที่เด็กกลัวการเรียนภาษไทย ครูใช้อำนาจ เน้นถูกผิด สอนหลักการและหลักภาษา เน้นอ่าน-เขียน ➡️ เด็กสนุก ท้าท้าย มีส่วนร่วม ค้นพบหลักการ หลักภาษา และความหมาย ครูกลายเป็นนักเล่า นักอ่าน นักสนทนา
    • จากโครงสร้างและระบบการเรียนแบบแยกส่วน ใช้แบบเรียน ภาษาตายตัว ➡️ จัดสภาพแวดล้อม คัดสรรวรรณกรรม จัดกระบวนการอย่างองค์รวม
    • จากโลกทัศน์เดิมที่ต้องใช้ภาษาให้ถูกต้อง ครูเอกภาษาเท่านั้นสอนภาษาไทยได้ดี ผู้เรียนต้องท่องตัวอักษรได้ก่อนเรียนรู้คำ เสียง ความหมาย ➡️ โลกทัศน์ที่มีภาษาเพื่อการเรียนรู้ การสื่อสารสู้ความเข้าใจต่อชีวิต สังคม โลก และการดำรงอยู่ร่วมกัน

📚 ชมตัวอย่างการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม โดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ระดับประถมต้น และระดับประถมปลาย


ภาคประชาสังคมจัดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบาย-แก้ไขกฎหมาย

ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2565 มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และภาคีในเครือข่ายอื่น ๆ จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติ และโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไข กฎหมายภัยพิบัติ ณ โรงแรมดอนเมืองแอร์พอร์ต (ไมด้า) โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอพื้นที่ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน สู่การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนของภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน และนำสิ่งที่ได้ไปนำเสนอต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ จนนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กระบวนการแก้ไข กฎหมาย และวางแผนขับเคลื่อนในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ร่วมกัน

ที่ผ่านมามูลนิธิชุมชนไทได้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคีในการขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จนมีข้อสรุปร่วมกันว่า การจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ อย่างน้อยต้องมีนโยบายและกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการ ซึ่งรัฐและราชการส่วนภูมิภาคมีบทบาทในการสนับสนุนให้การบริหารจัดการได้ทันท่วงที เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากบทเรียนการดำเนินงาน ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมไปถึงข้อเรียกร้องในการให้การสนับสนุนหนุนเสริมการทำงาน และแก้ไข จึงได้จัดให้มีเวทีเสวนานี้ขึ้น

วันที่ 21 เมษายน 2565 อรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย เป็นเกียรติกล่าวเปิดงาน และปาฐกถาเปิด “บทเรียน-ชุมชนสู่การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการภัยพิบัติ” โดย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ประธานมูลนิธิ-ชุมชนไท จากนั้นจึงมีการนำเสนอ “บทเรียนและความท้าทายการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน” ใน 10 พื้นที่ รวมไปถึงการเปิดเวทีเสวนา “ความร่วมมือการขับเคลื่อนชุมชนรับมือภัยพิบัติโดยนโยบายและกฎหมายภัยพิบัติ” โดย ประธานกรรมาธิการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม และผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท

ในวันที่ 22 เมษายน 2565 เวทีเสวนาได้เน้นการกระบวนการ “พัฒนาหลักสูตร พัฒนาคนจัดการภัยพิบัติ” และ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น สู่การจัดการภัยพิบัติชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” นำโดยผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รองคณบดีคณะ-วิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน เครือข่ายชาวเล และเครือข่ายการคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด