โครงการ Access School จัดอบรม Active Learning แก่ครูรุ่นใหม่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

โครงการ ACCESS School จัดอบรม Active Learning แก่ครูรุ่นใหม่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใด คนรุ่นใหม่คือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โครงการ ACCESS School นำโดยสมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดกิจกรรมปฐมนิเทศและอบรมนวัตกรรมผ่านโปรแกรม Zoom แก่นักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ได้รับคัดเลือกร่วมโครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

กิจกรรมมุ่งแนะแนวทางการเตรียมตัวก่อนครูรุ่นใหม่ทั้ง 25 คน จะเข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกับโรงเรียนขนาดเล็กภายใต้โครงการ พี่ ๆ นักศึกษาได้เข้าอบรมวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) รวมถึงนวัตกรรมสร้างคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เรียกว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยได้รับการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผอ. ทักษิน เชื้อสูง และคุณครูอมรรัตน์ มาตรา จากโรงเรียนจินดาสินธวานนท์ จ.กาฬสินธุ์ และ ดร.ปราโมทย์ พลราชม รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และมีคณะครูจากเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กภาคอีสานร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบออนไซต์

ในงานนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายอุทัย แก้วกล้า ประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย, ผศ.ดร.อมร มะลาศรี คณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, และว่าที่ ร.ต.เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผู้ร่วมกล่าวเปิดและปิดกิจกรรมปฐมนิเทศ พร้อมมอบโอวาทและกำลังใจแก่พี่ ๆ นักศึกษาสำหรับเส้นทางฝึกประสบการณ์ในช่วง 5 เดือนข้างหน้านี้

นวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC เป็นนวัตกรรมที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับสิทธิในด้านการศึกษากับบริการสาธารณะที่ตอบสนองความแตกต่างหลากหลายและความเสมอภาค พวกเราตื่นเต้นไปกับพี่ ๆ นักศึกษาทุกคนที่จะได้เรียนรู้ฝึกฝนจากประสบการณ์จริงในห้องเรียนนวัตกรรม และร่วมเป็นหนึ่งพลังขับเคลื่อนโมเดลการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน ชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน


1 สัปดาห์ในชีวิตของครูโรงเรียนขนาดเล็ก (ยุคโควิด) เป็นอย่างไร?

เคยสงสัยมั้ย 1 สัปดาห์ของครูโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงโควิดเป็นอย่างไร?

ช่วงปลายเดือนเมษายนแบบนี้ ทุกโรงเรียนต่างกำลังเตรียมตัวสำหรับภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสนับสนุนให้เปิดทำการสอนที่โรงเรียน แต่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของสถานการณ์โรคระบาดในแต่ละพื้นที่

ครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน บอกเราว่าตอนนี้โรงเรียนพร้อมแล้วสำหรับเทอมใหม่ on-site หลังจากที่ภาคเรียนก่อนต้องเรียนแบบ on-hand เพราะการระบาดของโควิดในชุมชนยังไม่ลดลง

ตอนนั้น โรงเรียนทำทุกอย่างเพื่อปรับตัว เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในชุมชนยังดำเนินต่อไปได้

ตอนนั้น 1 สัปดาห์ในชีวิตของครูโรงเรียนขนาดเล็กเป็นอย่างไร? โควิดทำให้ความเป็นครูเปลี่ยนไปอย่างไร? มีอะไรเป็นบทเรียนสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคตที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา? เรามาฟังครูบัวเล่ากัน

ครูบัวรายวัน

อังคารที่ 1 มีนาคม 2565 – ไรเดอร์ on-hand

โรงเรียนขนาดเล็กต้องปรับตัวเป็นอย่างมากจากการประกาศปิดโรงเรียน ที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจัดการเรียนการสอนแบบ on-site สู่การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand เมื่อรัฐมีมาตรการให้แต่ละพื้นที่จัดการกับสถานการณ์ตามความเหมาะสม มอบหมายให้แต่ละชุมชนดูแลกันเอง ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานของเราต้องดูแลตนเอง จัดการค่าถ่ายเอกสาร ทำใบงานแจกกันเอง ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้ เนื่องจากครอบครัวของนักเรียนมีฐานะยากจน ไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์และผู้ปกครองต้องไปทำไร่ทำสวนกลับบ้านตอนมืดค่ำ

ในบางชุมชนที่เกิดการระบาดหนัก โรงเรียนขนาดเล็กใช้วิธีฝากใบงานไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนมารับ ลดความเสี่ยงในการสัมผัสระหว่างครูและนักเรียน

การทำใบงานที่ต้องใช้งบประมาณทางด้านกระดาษ หมึกพิมพ์ และค่ายานพาหนะไปบ้านนักเรียน ครูและโรงเรียนต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด แถมสิ่งที่พ่วงมาด้วยคือค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ถูกผลักภาระมาให้ครูมอบให้กับนักเรียน ห้องเรียนของครูบัวมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ครูบัวได้ทำการแจกใบงานด้วยตนเองตามบ้านของพี่นักเรียน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน วางแผนการเดินทางในหัว บางคนก็ดีใจเมื่อได้รับใบงาน ส่วนบางคนก็ทำหน้ามุ่ยเพราะอยากไปโรงเรียนมากกว่า

“เวลาแม่สอนไม่ใจดีแบบครูสอน”

บางคนร้องไห้ไปเรียนไป เพราะที่บ้านสอนแบบถือไม้เรียวไปด้วย ในสถานการณ์ปกติผู้ปกครองหลายท่านฝากลูกหลานไว้กับทางโรงเรียน ส่วนตัวเองก็เข้าสวน เข้าไร่ ทำงานกลับบ้านตอนค่ำ ๆ ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน เมื่อโรงเรียนปิดจึงเจออุปสรรคทั้งเรื่องการหารายได้จุนเจือครอบครัวและจัดการเรียนรู้ของลูกหลาน เพราะไม่สามารถฝากไว้ที่โรงเรียนได้

การหยุดการเรียน on-site สร้างผลกระทบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ครูบัวคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการเรียนการสอนของเด็กในระดับประถมศึกษา ก็คือการพบกันระหว่างครูและนักเรียน

พุธที่ 2 มีนาคม 2565 – ว่าด้วยเรื่อง “เป็ด”

ครูบัวเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการสะสางงานเก่า จากภาระงานการสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่เราสอนทุกวิชาและทำงานธุรการประจำชั้น วันนี้ใช้เวลาตรวจงานอย่างละเอียด กินเวลานานนับหลายชั่วโมง ลายมือกระยึกกระยือบนกระดาษใบงานทำเอาปวดตา แต่ก็ทำให้รู้ตัวว่าจริง ๆ ต้องตัดแว่นใหม่เสียแล้ว

การสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์คือภาระหน้าที่ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จัดการเรียนการสอนทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่มีแม้แต่คาบว่างสำหรับการตรวจงานในชั่วโมงที่เพิ่งทำการสอนเสร็จ พวกเราคือครูที่สอนได้ทุกวิชา แต่คงมีวิชาที่ตนเองไม่ถนัดและไม่สามารถสอนได้อย่างเต็มที่ รู้กว้างๆ แต่ไม่รู้ลึก ๆ บางครั้งมักถูกนักวิชาการหลายท่าน เรียกกันว่า “ครูเป็ด” คือ ลักษณะคล้ายกับความสามารถของเป็ด ที่อยู่บนบกก็ได้ อยู่ในน้ำก็ได้ บินก็ได้ แต่ก็ไม่เก่งอะไรสักอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว เราคือผู้ที่มีศักยภาพหลากหลาย (Multipotential) กล่าวคือ เป็นคนที่มีความชอบที่หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จึงขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนครูทุก ๆ ท่านในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่กำลังทำงานหลายด้าน แต่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เก่งอะไรด้านใดด้านหนึ่ง นำโอกาสนี้ให้เราสามารถได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความหลากหลาย สนุกกับงานที่เข้ามา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในตัวเอง เรียนรู้จากงานที่ถาโถมเข้ามาในโรงเรียนขนาดเล็ก จนทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2565 – WFH ที่ย่อมาจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน”

WFH ของครูบัวย่อมากจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน” ภารกิจวันนี้ ตรวจชิ้นงาน เก็บคะแนนนักเรียน กรอกข้อมูลลงของนักเรียนลงใน “ปพ.” หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเอกสารหลักฐานการศึกษาซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่สถานศึกษาต้องจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของการจัดการศึกษา บันทึกข้อมูลในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน และประเมินผลการเรียน แบบ ปพ. มีทั้งหมด 9 แบบด้วยกัน ได้แก่

    • ปพ.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript) เป็นเอกสารบันทึกผลการเรียนตามสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาและกิจกรรมต่าง ๆ
    • ปพ.2 หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา (ใบประกาศนียบัตร) เป็นเอกสารที่สถานศึกษาออกให้กับผู้สำเร็จการศึกษาและรับรองวุฒิการศึกษา
    • ปพ.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นแบบรายงานรายชื่อและข้อมูลภาคบังคับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    • ปพ.4 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นเอกสารรายงานพัฒนาการด้านคุณลักษณะของผู้เรียน เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
    • ปพ.5 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เป็นเอกสารสำหรับผู้สอนใช้บันทึกเวลาเรียน ข้อมูลการวัดและประเมินผลการเรียนต่างๆ (โรงเรียนครูบัวเขียนด้วยมือลายมือบรรจง)
    • ปพ.6 แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล
    • ปพ.7 ใบรับรองผลการศึกษา
    • ปพ.8 ระเบียนสะสม เป็นเอกสารบันทึกข้อมูลพัฒนาการและผลงานด้านต่างๆ
    • ปพ.9 สมุดบันทึกผลการเรียน เป็นสมุดบันทึกผลการเรียนรู้ เพื่อบันทึกรายวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนในแต่ละชั้นปีตามโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษา

นี่เป็นเพียงเอกสารงานส่วนหนึ่งที่ครูต้องทำในแต่ละปีการศึกษา จะเห็นได้ว่าภาระงานครู ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว งานเอกสารต่าง ๆ ก็มีมากมายเช่นกัน ไม่ว่าโรงเรียนจะมีบุคลากรเท่าไร่ ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน ปริมาณเอกสารนั้นมากเท่าเดิม นี่คงเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า “ทำไมครูไทยถึงอยากลาออก?”

ศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2565 – มีนาหน้าสอบ

เมื่อเข้าช่วงเทศกาลสอบปลายภาค งานเตรียมข้อสอบก็มาถึง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ชีวิตครูตัวน้อย ๆ จะวุ่นวายอีกครั้ง วันนี้ครูบัวอยากนำเสนอวิธีการเตรียมข้อสอบ เทคนิคคือทำตามมาตรฐานและตัวชี้วัด และมีข้อสอบ 2 ฉบับ เป็นข้อสอบแบบอัตนัย (subjective) ซึ่งเป็นข้อเขียนตอบ และแบบปรนัย (objective) หรือข้อสอบแบบเลือกตอบ เพราะบางทีพี่นักเรียนก็กากบาทแม่น มือแม่นดังเช่นจับวาง ครูจึงต้องออกข้อสอบเขียนตอบเพื่อแยกคนที่ดวงดี กับคนตั้งใจเรียนออกจากกัน ครูบัวสอนทุกวิชาก็ต้องออกข้อสอบทุกวิชา แต่บางรายวิชาสามารถสอบนอกตารางได้หรือเก็บคะแนนจากผลงานได้ ครูบัวจึงเน้นมีการสอบสำหรับวิชาหลัก

หลังสอบปลายภาคแล้ว งานสอบแก้ตัวก็ตามมาติดมาเป็นเช่นเงา ย่อมมีผู้เรียนที่สอบไม่ผ่าน คำถามคือครูจัดการแก้ปัญหาอย่างไร งานสอบแก้ตัว งานสอบซ่อม งานทำผลงานเพื่อแก้ไขคะแนนเพื่อไม่ให้ติดศูนย์ จึงต้องเป็นแผน B ที่เตรียมไว้ให้กับผู้เรียน นอกจากแผน A สอบ แผน B สอบซ่อม ครูบางท่าน อาจจะมี แผน C D E F G … ซึ่งเป็นไปตามหลักการและบริบทของแต่ละสถานศึกษา

งานนี้ต้องบอกเลยว่ายากกว่าที่เคย เพราะการที่พี่นักเรียนไม่ได้เรียนในห้อง ความรู้ที่ได้นั้นย่อมไม่เต็ม 100% เด็กบางคนก็ไม่สามารถทำใบงานส่งได้ อันมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ขาดผู้ปกครองที่คอยแนะนำ เนื้อหายากเกินไป ขาดทักษะในเนื้อหาวิชาหรือการสืบค้นข้อมูลความรู้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลแล้ว เด็กของเรามักมีความขาดแคลนทางด้านเทคโนโลยี ครัวเรือนส่วนมากยากจน ไม่มีอินเตอร์เน็ต มิหนำซ้ำอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถสอนการบ้านได้ และยังต้องให้หลานคอยดูแลงานต่าง ๆ ภายในบ้านอีกด้วย ครูจึงต้องเข้าใจพื้นฐานชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้เรียน และสามารถช่วยเหลือ-สนับสนุนได้อย่างเหมาะสม

เสาร์ที่ 5 มีนาคม 2565 – โรงเรียนของชุมชน

วันนี้ไม่เข้าไปทำงานที่โรงเรียนหนึ่งวัน ครูบัวตั้งใจว่าจะไปตามบ้านเพื่อขอเอกสารการสมัครเข้าเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งต้องใช้เอกสารดังต่อไปนี้

  • สำเนาสูติบัตรของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา 1 ฉบับ

กรณี ไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา

  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง 1 ฉบับ
  • สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) 1 ฉบับ

ซึ่งทางโรงเรียนได้แจ้งผ่านทางเพจประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ปกครองบางส่วนที่ไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าถึง หรือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ไม่รู้ข่าวสารจ่าง ๆ ครูจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในเชิงรุก คือการไปหานักเรียนถึงที่บ้าน เพื่อขอเอกสารประกอบต่าง ๆ บางกรณี หลังจากตามไปที่บ้านก็พบว่าสาเหตุที่ไม่มาติดตามส่งเอกสาร เพราะไม่มีร้านค้าหรือที่สำเนาเอกสาร ครูจึงแก้ปัญหาให้ด้วยการบริการถ่ายเอกสารฟรี

ความสัมพันธ์ของชุมชนและโรงเรียนจึงมีความเกื้อหนุนกัน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่เรามองในมุมของครอบครัว สำหรับชุมชน โรงเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่ราชการ แต่เราเป็นบ้านหลังเดียวกัน ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนมีความสำคัญต่อกันและกัน

อาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2565 – เวรรักษาการณ์

ถ้าทำงานทุกวันเราจะไม่รู้จักวันหยุด

วันอาทิตย์นี้ครูบัวเป็นเวรรักษาการณ์ที่โรงเรียน

ครูผู้หญิงจะได้อยู่เวรกลางวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. หน้าที่ของครูเวรคือตรวจตราความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ ทำงานในชั้นเรียนหรืองานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนมากจะเป็นคำสั่งครูเพียงหนึ่งคน การมาอยู่โรงเรียนเพียงคนเดียวสำหรับครูผู้หญิง เราไม่รู้ได้เลยว่าอันตรายจะย่างเข้ามาเมื่อไร ทั้งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ครูบัวได้ติดตามเพจต่าง ๆ ทางเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับครูและการศึกษา มีครูผู้หญิงท่านหนึ่งถูกกลุ่มคนร้ายล่วงละเมิดทางเพศขณะไปทำการอยู่เวร หรือบางกรณีถูกครูต่างเพศฉวยโอกาสคุกคาม ทุกครั้งที่ครูบัวมาอยู่เวรที่โรงเรียน จะชักชวนพี่นักเรียนมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยเป็นประจำ ซึ่งต้องขออนุญาตผู้ปกครองเด็กก่อน และเลี้ยงอาหารกลางวันด้วย ที่ผ่านมาผู้ปกครองให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด มาส่งบุตรหลานถึงบ้านพักครู เพราะครูสามารถช่วยดูได้ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ที่บ้านคนเดียว ถ้าให้มาอยู่กับครูจะปลอดภัยมากกว่า บางครั้งครูบัวก็ชวนเพื่อนมาอยู่เวรด้วย ช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียน รดน้ำต้นไม้ ทำงานต่าง ๆ ทำให้การมาอยู่เวรยามของเรารู้สึกปลอดภัย มีความหมาย และมีความสุขเพราะได้ใช้เวลาทำประโยชน์หลายอย่าง

การทำงานในเวลาราชการบางครั้งก็ไม่พอ ครูส่วนมากจึงต้องเสียสละเวลาในวันหยุดส่วนตัวมาทำงานที่โรงเรียน จะเห็นได้ว่าการเป็นครูมักไม่มีวันหยุดและเวลาว่าง ครูบัวถึงได้ไม่แปลกใจทำไมครูสาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายท่าน ถึงยังครองความเป็นโสดอยู่ได้นาน ดังเช่นเกลือที่รักษาความเค็ม

ก็คงเพราะความทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเด็กและชุมชน มากกว่าการใช้เวลาในการไขว่คว้าวิ่งตามหาความรักของตนเอง

จันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 – คำถามสำคัญ

วันแห่งการรอคอยผลงานการทำใบงานของพี่นักเรียน ผลจากการเรียนแบบ on-hand ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่ครูคาดคิดไว้กับความเป็นจริง ครูบัวเองก็พอที่จะรู้ผลอยู่ในใจบ้างแล้ว เพราะเรารู้และเข้าใจสภาพบริบทของครอบครัวแต่ละคน

จากการทำใบงาน ผลปรากฏว่า พี่นักเรียน 3 คนที่อาศัยอยู่กับผู้ปกครอง ทำเสร็จเรียบร้อยถูกต้อง พี่นักเรียน 1 คน ทำเกือบเสร็จ เขาอาศัยอยู่กับคุณย่าแต่มีพี่สาวที่สามารถช่วยเหลือได้บ้าง แต่พี่ก็มีใบงานที่ต้องทำด้วยเช่นกันและงานของพี่สาวเองก็ไม่เสร็จ ส่วนพี่นักเรียนอีก 1 คน ทำงานไม่เสร็จ เพราะคุณแม่ไปรับจ้างทำงานให้กับนายจ้าง ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องทบทวนเนื้อหาร่วมกันอีกครั้ง และคอยเก็บตกพี่นักเรียนที่ทำใบงานไม่ได้หรือไม่เสร็จ เราจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง ปล่อยให้เขาเรียนไม่ทันเพื่อนเนื่องจากปัจจัยที่เหนือการควบคุมของเขาไม่ได้

การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand ในโรงเรียนขนาดเล็กจึงเป็นความท้าทายของครูผู้สอน ภายใต้ขีดจำกัดหลาย ๆ อย่าง ผู้เรียนควรได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ภายใต้บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่ภาระงานหนัก มีใครบ้างที่จะไม่อยากสอนแบบสบาย ๆ อยากมีคาบว่าง อยากมีเวลาให้ครอบครัว อยากรวย ทำงานน้อย ๆ แต่ได้เงินเยอะ ๆ จากสภาพปัญหาต่าง ๆ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกยุบควบรวม เพื่อให้ส่วนกลางสามารถบริหารจัดการด้านทรัพยากรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ทำให้เด็กออกห่างจากชุมชนไปเรื่อย ๆ เด็กที่อาศัยอยู่กับคนชราจะถูกละเลย เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ใช้แรงงานก็มักจะถูกเพิกเฉย กลุ่มเด็กเปราะบางเหล่านี้กำลังจะถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตและความความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ ต้องตื่นจากความใฝ่ฝันของพวกเขามาสู้กับความเป็นจริงที่ไม่อยู่ข้างพวกเขาเลย

หากเราทำเพื่อกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เปราะบาง หากความรู้ความสามารถของคนคนหนึ่งมีมีประโยชน์ต่อใครบางคน จะสามารถช่วยให้หลาย ๆ ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ทุกครั้งที่เหนื่อยและท้อกับภาระหน้าที่อันหนักหน่วง เราคงต้องมองย้อนกลับไปตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามให้ได้คำตอบกับตนเองว่า “ทำไมถึงอยากมาเป็นครู?”


ครูบัวคือครูแกนนำโครงการ ACCESS School ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดน่าน ผ่านการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมและชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้


โครงการอียูรับมือโควิด สสส. และภาคประชาสังคม ชวนใส่ใจปากท้องคนกรุงฯ เสนอ 10 ข้อ ร่วมออกแบบอนาคตเมืองต่อแคนดิเดตผู้ว่า กทม.

เครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรมในเมือง องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และ สสส. ชวนใส่ใจปากท้องคนกรุงฯ เสนอ 10 ข้อ ร่วมออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. หวังยกคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย โภชนาการครบถ้วน

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) สวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และองค์กรพันธมิตร ได้แก่ แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โฮมเน็ต มูลนิธิชุมชนไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยการสนับสนุนของโครงการอียูรับมือโควิด สหภาพยุโรป (European Union) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะ “ปากท้องของคนกรุงฯ : ชวน (ว่าที่) ผู้ว่าออกแบบอนาคตเมืองด้วยพื้นที่อาหาร” โดยมีตัวแทนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครเข้าร่วม พร้อมตัวแทนองค์กรชุมชนจากกรุงเทพมหานครและตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านเกษตรกรรมและอาหาร และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมงาน

คุณฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมที่สหภาพยุโรปสนับสนุนในวันนี้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางอาหารของสหภาพยุโรป โดยระบุถึงข้อตกลงสีเขียว (European Green Deal) อันเป็นนโยบายที่วางเส้นทางให้สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศแรกที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 และยุทธศาสตร์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (The Farm to Fork Strategy) เป็นหัวใจหลักของข้อตกลงสีเขียวที่จะช่วยสร้างระบบอาหารที่เท่าเทียม เสริมสร้างสุขภาพที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยุทธศาสตร์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหารจะผลักดันการพัฒนาระบบการผลิตอาหารและการบริโภคอาหารให้ยั่งยืน เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และยังทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางอีกด้วย

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แผนอาหารภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ให้ความสำคัญกับอาหารตลอดห่วงโซ่ คือตั้งแต่การผลิตและกระจายอาหาร การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย เพียงพอ และมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้อย่างยั่งยืน ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ในปี 2563 ข้อมูลจากงานวิจัยของ 7 มหาวิทยาลัยที่ได้ทุนจาก สกสว. พบว่าคนจนเมืองกว่า 90 % ได้รับผลกระทบด้านรายได้ และเกือบ 1 ใน 3 เงินไม่พอจะซื้ออาหาร คนส่วนหนึ่งอยู่ได้จากการช่วยเหลือของภาคเอกชนและคนทั่วไปที่ทำอาหารมาแบ่งปันผู้เดือดร้อน ปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนไทยมีสัดส่วนมากถึง 35% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สำหรับคนจนและผู้มีรายได้น้อยจะเป็นค่าอาหารมากกว่า 50% นอกจากนี้ ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากร ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป บริโภคอาหารในกลุ่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งหวาน มัน เค็ม ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง คือ กินมากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์ ตามลำดับดังนี้ 1. เครื่องดื่มชง 26.3% 2. กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ บรรจุขวดที่มีรสหวาน 18.9% 3. อาหารแปรรูปประเภทเนื้อสัตว์ 16.9% และ 4. อาหารไขมันสูง 16.1% ซึ่งส่งผลให้คนกินเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCD จึงเห็นว่า นโยบายด้านอาหาร ทั้งเรื่องการมีและการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย เพียงพอ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ควรเป็นหนึ่งในนโยบายที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญ จึงสนับสนุนให้มีนโยบายพื้นที่อาหารของเมืองให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางสังคมให้คนในเมืองสามารถอยู่ร่วมกันโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นางสาววรางคนางค์ นิ้มหัตถา จากโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ประมวลข้อเสนอเพื่อนำเสนอต่อผู้สมัครผู้ว่ากทม. ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหาร โรคระบาด ความไม่ปลอดภัยในอาหาร ปัญหาสิ่งแวดล้อม กทม. สามารถมีบทบาทริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดพื้นที่อาหารของเมืองใน 10 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. กทม. ควรมีวิสัยทัศน์และนโยบายในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง
2. การจัดหาที่ดินและทรัพยากรสำหรับการผลิตและตลาดอาหาร
3. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน
4. พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากการหมุนเวียนทรัพยากรของเมือง
5. สนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มคนชุมชนต่างๆ เพื่อทำสวนผักหรือตลาดท้องถิ่น
6. สร้างความเชื่อมโยงให้เด็ก นักเรียน ผู้ป่วยได้รับอาหารที่ดีและปลอดภัย
7. เพิ่มโอกาสผู้ค้ารายย่อยได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจอาหาร
8. สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคนเข้าถึงอาหารและจัดการตนเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน
9. สร้างกลไกเฝ้าระวัง ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีร้านอาหารและแหล่งจำหน่ายผักผลไม้และวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย
10. พัฒนาระบบสนับสนุน เช่น ผังเมืองที่ปกป้องพื้นที่อาหาร เป็นต้น

ด้านตัวแทนจากชุมชนเมืองได้เรียกร้องต่อกทม.และผู้กำหนดนโยบายว่า กรุงเทพมหานครและหัวเมืองต่างต้องมีหลักประกันว่าทุกคนในสังคมไทยต้องสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย ในระหว่างเกิดโควิดระบาด ชุมชนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าหากได้รับการสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ พึ่งพาตนเองโดยการปลูกผักในเมือง

ผู้ค้ารายย่อยสามารถค้าขายในตลาดสด ตลาดนัด หรืออาหารริมทาง รวมทั้งได้รับการช่วยเหลืออาหารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คนจนเมืองและชุมชนต่างๆจะสามารถอยู่รอดและเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ในที่สุด

สำหรับผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นางสาวรสนา โตสิตระกูล นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ และ น.ต.ศิธา ทิวารี ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวจากตัวแทนของชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคม อีกทั้งได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องปากท้องและเรื่องสวัสดิการพื้นฐานของคนเมืองที่จะเป็นแนวนโยบายเมื่อได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครแล้ว ทั้งนี้องค์กรภาคีที่เข้าร่วมงานได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อติดตามการทำงานของผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ รวมทั้งจะร่วมกันผลักดันการสร้างพื้นที่อาหารและความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนของเมืองให้เป็นนโยบายระดับชาติและเป็นนโยบายทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเตรียมการจะมีการเลือกตั้งในระดับชาติหลังจากนี้ต่อไป

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2564 - 30 มิถุนายน 2565 สหภาพยุโรป ร่วมมือกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด (EU COVID-19 Response and Recovery Project in Thailand – Nationwide) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนและชุมชนสามารถผลิตอาหารที่เพียงพอและปลอดภัย มีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นแหล่งรายได้เสริม รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้านอาหาร โดยมีองค์กรภาคีเครือข่ายในเครือข่ายของโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School) ได้แก่ สมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา เขตภาคกลาง, สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการคัดเลือกและจัดตั้งโรงเรียนนำร่องแหล่งผลิตอาหารในชุมชน ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 ภูมิภาค (ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง) จำนวน 30 แห่ง ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านหนองตอกแป้นวิทยา, รร.บ้านหนองกุง, รร.บ้านฮ่องทราย, รร.บ้านหนองบัวกุดอ้อ, รร.บ้านโนนเห็ดไค, รร.บ้านหนองบัวคู, รร.ธนบุรีโคกสีหนองเต่าวิทยายน, รร.บ้านหนองแสน, รร.จินดาสินธวานนท์ และรร. คำรงถาวรเจริญวิทย์

ภาคกลาง (9 โรงเรียน) ได้แก่ ร.ร.วัดอุบลวรรณา(นิ่มพิณมุขประชานุกูล), รร.แหลมบัววิทยา, รร.บ้านหนองขาม รร.วัดอมรวดี (อมรวิทยาคาร), รร.วันมหาราช (ผาณิตพิเชฐวงศ์ 1), รร.วัดโคกทอง (ปริปุณอินทรประชาวิทยา), รร.บ้านห้วยรางเกตุ, รร.บ้านห้วยด้วน และรร.วัดหัวโพ (หัวโพประศาสน์วิทยา)

ภาคเหนือ (11 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านน้ำมวบ, รร.บ้านป่าสัก, รร.ศรีบุญเรือง, รร.บ้านชมพู, รร.บ้านน้ำลัด, รร.บ้านฟ้า, รร.ชุมชนบ้านหลวง, รร.บ้านสบยาง, รร.ป่าแลวหลวงวิทยา, รร.บ้านหนองบัว และรร.บ้านนาทะนุง

กิจกรรมจะเน้นการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรภาคี ชุมชน และโรงเรียนนำร่องทั้ง 30 แห่ง เกี่ยวกับวิธีการผลิตอาหารในชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้จากการวางแผนร่วมกับโรงเรียน และอาสาสมัครชุมชน โดยจะกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตระหนักถึงความท้าทายของสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ตลอดจนวิธีการจัดหาอาหาร หลังจากการฝึกอบรมจะมีการสนับสนุนหน่วยผลิตอาหารที่มีโรงเรียนเป็นฐานการผลิตในรูปแบบเกษตรพอเพียง เช่น แปลงผักสวนครัวท้องถิ่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงให้การสนับสนุนอื่น ๆ ตามความต้องการของโรงเรียนและชุมชน ทั้งนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนจัดหาพื้นที่ในการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกชุมชน อาสาสมัครหมู่บ้าน และนักเรียนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชุมชนต่อไป ซึ่งการประเมินผลจะมีทั้งการติดตามรายงานความก้าวหน้า และการลงพื้นที่ติดตาม รวมถึงหนุนเสริมโรงเรียนเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดทักษะด้านความมั่นคงทางอาหารที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึงพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link (เครดิต: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


วันสตรีสากล 2022/2565

แอ็คชั่นเอด-เวสเทิร์น ดิจิตอล ฉลองวันสตรีสากลในกิจกรรม Women's Rights and the Future of Working Women

เนื่องในวันสตรีสากลและเดือนแห่งประวัติศาสตร์สตรี เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (WD) หนึ่งในผู้นำด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองบทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมการบรรยายหัวข้อ “Women's Rights and the Future of Working Women” (สิทธิสตรีและอนาคตของผู้หญิงทำงาน) โดยมีคุณซินดี้ สิรินยา บิชอพ เป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษ

กิจกรรมครั้งนี้เป็นการร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล หลังวันสตรีสากลปี 2564 ที่เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง (Safe Cities for Women) จัดเวิร์คช็อปออนไลน์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วันสตรีสากลและปัญหาการคุกคามทางเพศ สำหรับพนักงานเวสเทิร์น ดิจิตอล ทั้งหญิงและชายกว่า 200 คน

ในปี 2565 นี้ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล มุ่งเน้นไปที่บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเสริมพลังของผู้หญิงในสถานการณ์โควิด-19 จึงได้นำเสนองานของ We.WIN (Women’s Impact Network) เครือข่ายในองค์กรที่จัดพื้นที่ให้พนักงานหญิงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำกิจกรรมพัฒนาศักยาภาพร่วมกัน พร้อมไฮไลท์ของงานอย่างการบรรยายหัวข้อ “Women's Rights and the Future of Working Women” โดยคุณซินดี้ สิรินยา บิชอพ นักแสดง นางแบบ พิธีกร และทูตสันถวไมตรีของ UN Women ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผู้ริเริ่มการรณรงค์ยุติการคุกคามทางเพศ #DontTellMeHowToDress

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนับ 450 คน รับฟังและพูดคุยกับวิทยากรในหัวต่าง ๆ อาทิ ภาพรวมปัจจุบันของสิทธิสตรีในประเทศไทย บทบาทของผู้หญิงในตลาดแรงงาน ในฐานะผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจ และบทบาทในสังคม รวมถึงคำแนะนำและข้อคิดดี ๆ ที่ผู้หญิงทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในโลกของการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โรคระบาด ที่หลายคนอาจรู้สึกหมดพลังหรือพบกับความยากลำบากอื่น ๆ

ในประเด็นการเสริมพลังของผู้หญิง และผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นในสังคม คุณซินดี้กล่าวว่า ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ชายด้วย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในลักษณะของการกระทำที่ “ช่วยให้ผู้หญิงมีพลัง” อย่างชัดเจน แต่เป็นสิ่งที่พบและทำได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อทำงานร่วมกัน ควรปฏิบัติต่อเพศชายและหญิงโดยให้เกียรติกันอย่างเท่าเทียม ไม่พูดตัดเพื่อนร่วมงานหญิงในที่ประชุม เป็นต้น ในด้านชีวิตครอบครัว ผู้ชายก็ควรเลี้ยงลูกและทำงานบ้านในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน ไม่ควรให้เป็นหน้าที่ของภรรยาเพียงผู้เดียว คุณซินดี้ทิ้งท้ายว่า ความเท่าเทียมทางเพศเป็นสิ่งที่เราต้องสนใจ เพราะการขับเคลื่อนประเด็นนี้ไม่ได้เพียงส่งผลดีต่อผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง แต่ส่งไปถึงคนรอบข้างทุกเพศและทุกคนในสังคม


โครงการอียูรับมือโควิดหารือข้อเสนอเชิงนโยบายฟื้นฟูคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

คณะทำงานโครงการอียูรับมือโควิดร่วมหารือข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 คณะทำงานโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป จัดกิจกรรมประชุมคณะทำงานเพื่อหารือการทำงานเชิงนโยบาย ณ โรงแรม Vic 3 Bangkok นำโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรภาคี มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อนหญิง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา

จากการประชุมทำให้โครงการมีหัวข้อหลัก ๆ ขั้นต้นในการนำเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้

  1. จัดทำ พ.ร.บ. รับมือภัยพิบัติ ที่ครอบคลุมด้านสุขภาพ สิทธิ สังคม เศรษฐกิจ และการจัดการด้านวิกฤตและภัยพิบัติ
  2. ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับชุมชน ถูมิภาคและประเทศ
  3. สิทธิการเข้าถึงการรักษาเยียวยาและสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ
  4. สิทธิการเข้าถึงการรักษาเยียวยาและสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานนอกระบบ

ขณะนี้ คณะทำงานเห็นชอบในการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละประเด็นให้แก่องค์กรที่ทำงานในแต่ละด้านโดยตรง เพื่อตอบโจทย์และเกิดความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืนของกิจกรรมภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ที่ตั้งใจทำเพื่อช่วยรับมือและฟื้นฟูกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งจะเกิดเป็นเวทีนำเสนอต่อไปเร็ว ๆ นี้

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

หมายเหตุ: การประชุมมีมาตราการรักษาระยะห่าง และมีการตรวจ ATK ทุกท่านก่อนเข้าร่วมประชุม รวมไปถึงจัดประชุมแบบออนไลน์ผ่าน Zoom สำหรับคณะทำงานที่ไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมในสถานที่ได้


โรงเรียนขนาดเล็กที่เอาชนะการยุบควบรวม บอกอะไรเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน

จากโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าข่ายถูกยุบ-ควบรวม โรงเรียนบ้านฮากฮาน อ.เวียงสา จ.น่าน ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ให้แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่านโยบายร้อนปี ’59-60 ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 1 หมื่นโรง

“ความแข็งแกร่ง” นี้หมายถึงอะไร บอกอะไรเราได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเป็นตัวอย่างของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่และนโยบายได้อย่างไรบ้าง?

จากการถอดบทเรียนผ่านประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านฮากฮาน Access School โครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป พบว่า กว่าโรงเรียนบ้านฮากฮานจะมีวันนี้ที่โรงเรียนและชุมชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรอดพ้นจากการยุบควบรวมได้ เริ่มจากความพยายามของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ปรียานุช วงษ์แก้ว หรือ “ผอ.หญิง” อย่างที่เป็นที่รู้จักในโรงเรียนและชุมชน ผอ.หญิง เข้ามาบริหารตั้งแต่ ปี 2559 ก่อนหน้านี้ ภาพของชาวบ้านที่มีต่อโรงเรียนนั้นไม่ได้สู้ดีนัก และช่วงแรกของการเข้ามาบริหารโรงเรียน ผอ. ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเท่าไร แต่ด้วยความพยายามของ ผอ. ในการสร้างความร่วมมืออย่างจริงใจกับชุมชน จนปัจจุบัน ผ่านไปร่วม 5 เกือบ 6 ปี ชุมชนกับโรงเรียนนั้นแยกกันแทบไม่ออก ผอ. กล่าวว่า หัวใจคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่าโรงเรียนมีอยู่เพื่อพัฒนาชุมชนและลูกหลานของชุมชนอย่างแท้จริง

โรงเรียนร่วมใจ

ผอ.หญิง แบ่งปันเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งว่า ปกติเวลาที่ชาวบ้านมีประชุมหรือหารือกัน จะมาใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ประชุม ซึ่งทาง ผอ. มองว่าโรงเรียนไม่ได้มีพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการจัดประชุมของชาวบ้านมากนัก ต้องนั่งบ้าง ยืนบ้างเวลามานัดพบที่โรงอาหารของโรงเรียน จึงเกิดความคิดอยากสร้างอาคารเอนกประสงค์ขึ้นมาเพื่อการประชุมและการใช้งานอื่น ๆ ขึ้น แต่ด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จึงไม่มีงบประมาณสำหรับการต่อเติมโรงเรียน ทางผอ. จึงพยายามติดต่อภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือนี้ จนไปได้วัสดุก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างอาคารมาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทว่าบริษัทสามารถให้ได้เพียงค่าวัสดุมูลค่า 250,000 บาทเท่านั้น ไม่มีค่าแรงงานก่อสร้างให้ ลำพังโรงเรียนก็ไม่สามารถหาเงินมาจ้างคนมาสร้างแน่นอน ผอ.จึงนำเรื่องมาปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนว่ามีโอกาสนี้เข้ามา จะรับไว้กันดีหรือไม่ ทางคณะกรรมการเลือกที่จะรับ ผู้ใหญ่บ้านฮากฮานซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย ก็ได้นำเรื่องไปหารือกับชุมชนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ ชุมชนก็ตอบตกลง จากนั้นเอง สมาชิกชุมชนก็หมุนเวียนกันมาช่วยสร้างอาคารเอนกประสงค์จนเสร็จสิ้น “เราตั้งชื่อว่าอาคารประชาร่วมใจ นี่คือจุดเริ่มต้นที่โรงเรียนสามารถรวมใจของชาวบ้านได้ ชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ว่านี่คือโรงเรียนที่เขาทุกคนเป็นเจ้าของ” ผอ.หญิงกล่าว “ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ที่บ้านฮากฮานเรามุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ปัจจัยพื้นฐานครบก่อน เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ที่ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ” และในที่สุด เมื่อความหวังดีและน้ำพักน้ำแรงของทุกคนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเป็นมรดกที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงไม่แปลกที่ชุมชนเริ่มเชื่อมั่นและศรัทธาในโรงเรียนของพวกเขา รวมถึงในตัวผู้นำโรงเรียนเองด้วย

ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน ผอ.หญิงเล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทมาก เป็นผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า บวกกับเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย จึงทำให้ทำงานร่วมกันใกล้ชิด “ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ในฐานะตัวกลางที่จะประสานกับชุมชน เมื่อโรงเรียนขอความช่วยเหลือไป ท่านก็สามารถช่วยรวมพลังชุมชนมาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ เป็นเหมือนแรงร่วมใจที่เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศ ชุมชนก็จะรีบมาทันที”

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือตอนที่ชาวบ้านร่วมลงขันจ้างครู 2 คนให้แก่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ซึ่งมีครูไม่ครบชั้น แม้ว่าชาวบ้านจะมีอาชีพเกษตรกรที่อาจจะมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ด้วยความเชื่อมั่นและคุณค่ามีให้ต่อการศึกษา พวกเขากลับบอกว่า “ในเมื่อผู้อำนวยการและครูทำเพื่อชุมชนขนาดนี้ ทำไมพวกเขาจะทำให้ไม่ได้” เงินที่ได้จากการลงขันต่อปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานมีทุนช่วยเหลือในการจ้างครูโดยไม่ต้องทอดผ้าป่าเลย

ผู้ปกครองช่วยกันเตรียมแปลงผักของโรงเรียน / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ในฐานะผู้อำนวยการ ผอ.หญิงเชื่อมาตลอดว่า โรงเรียนที่ดีไม่ได้วัดกันที่โล่หรือป้ายรางวัล แต่ดูที่คุณภาพของผู้เรียน ซึ่งเป็นผลจากการที่ครูจัดการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพ มีความต้องการของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบและรูปแบบการบริหารโดยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีการบริหารจัดการที่ดี เมื่อวันที่โรงเรียนบ้านฮากฮานเริ่มเข้าที่เข้าทางด้านกายภาพ ก็เหลือเพียงทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ได้ตามที่ผู้อำนวยการเคยฝันไว้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อเดิม ๆ ต่อโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทนั้นหมดอายุเสียแล้ว

ในปี 2560 ผอ.หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กน่าน เขต 1 ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ได้ทำความรู้จักและอบรมเรื่องเครื่องมือสอนคิดที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย “พอเราเรียนรู้แล้วเราก็ปิ๊งเลย อยากนำกลับมาใช้ ก็เลยปรับใช้เครื่องมือสอนคิดมาเรื่อย ครูกลายเป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เหมือนโค้ชคอยให้คำปรึกษาและกระตุ้นผู้เรียน นักเรียนเองจากที่นิ่ง ๆ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวว่าจะผิด ก็ค่อย ๆ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น บางคนสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างสร้างสรรค์ และกระตือรือร้นอยากจะเข้าห้องเพื่อเรียนรู้”

“ตัวเราเองก็เปลี่ยน” ผอ.หญิงเสริม “ในฐานะผู้บริหารจากเดิมที่เน้นการเรียนการสอนเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม เราใช้ความเป็นกัลยาณมิตรและเพิ่มการพูดคุยและรับฟังกันมากขึ้น สุดท้ายผู้ปกครองเองก็เข้ามาร่วมออกแบบการเรียนรู้ และพัฒนาโรงเรียนร่วมกับครู ชุมชนมีความภาคภูมิใจกับความคิดสร้างสรรค์ของบุตรหลานตนเอง และมีความเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกันในแง่วิชาการด้วย”

เมื่อพูดถึงชุมชนที่ตั้งอยู่บนขุนเขาภาคเหนือ เราคงมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมไปไม่ได้ แต่นั่นไม่มีผลต่อความเป็นหนึ่งของชุมชนแต่อย่างใด เพราะความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง โรงเรียนเองยังได้นำบริบทพื้นฐานทางชุมชนที่มีความหลากหลายมาบูรณาการกับการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของเพื่อนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของผู้อื่น ให้เกียรติและมีความเห็นอกเห็นใจในตัวผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญในผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ผอ.ปรียานุช วงษ์แก้ว ในงานอบรมการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด. ภาพ: ActionAid

มากกว่าโรงเรียน

งานวิจัยในหลายประเทศที่ศึกษาโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางของชุมชน พบว่า โรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือชุมชนหนึ่ง ๆ มักทำหน้าที่และมีคุณค่านอกเหนือไปจากการเป็นสถานศึกษา และรองรับความต้องการของชุมชนได้กว้างขวางมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันพลเมืองอื่น ๆ เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โบสถ์ ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัย ฯลฯ โรงเรียนเป็นทรัพยากรสำคัญของหมู่บ้าน เป็นสถานที่นัดพบที่เอื้อให้ผู้อาศัยในชุมชน โรงเรียน กิจการ และชุมชนในพื้นที่มีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สายสัมพันธ์ และคอนเนคชั่นใหม่ ๆ โรงเรียนอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และโอกาสทางสังคม วัฒนธรรม และการพักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ โรงเรียนเป็นสถานที่ที่คนจากรุ่นสู่รุ่นมารวมตัวกัน เป็นสถานที่ที่ “หล่อหลอมตัวตนของชุมชน”

สำหรับชุมชนที่โอบล้อมโรงเรียน โรงเรียนบ้านฮากฮานเป็นอะไรบ้าง? ที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานศึกษาใกล้บ้านและ "บ้านหลังที่สอง” ของลูกหลานในชุมชน แต่ยังเป็นทั้ง (1) ห้องเรียนของชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพแก่ชาวบ้าน เช่น การทำขนม เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพ (2) ห้องสมุดชุมชนที่สามารถมาหาข่าวสารและความรู้ (3) พื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ของ กสทช. (4) พื้นที่จัดประชุม ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และการประชุมการหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เมื่อ อบต. หรือ ธกส. เข้ามาพูดคุยเรื่องการทำเกษตร (5) ศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น สำหรับชาวบ้านกลุ่มโครงการปลูกโกโก้ของอำเภอเวียงสา (6) พื้นที่ปลูกพืชผักสำหรับชาวบ้าน (7) พื้นที่ออกกำลังกายของชุมชนในตอนเย็น ซึ่งโรงเรียนจะเปิดไฟและมีน้ำดืมไว้ให้ (8) สถานที่จัดงานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณูปการต่อชุมชน

เมื่อเป็นพื้นที่ของชุมชน โรงเรียนย่อมคุ้นหน้าคร่าตาสมาชิกชุมชนเป็นอย่างดี แต่หากพูดถึงตัวละครที่มีปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนมากที่สุด และมีบทบาทในการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้อยู่รอดโดยไม่ถูกยุบควบรวมโดยตรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มต่อไปนี้ (1) ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นทั้งผู้นำชุมชนและประธานกรรมสถานศึกษา มีบทบาทมากในการเชื่อมชุมชนกับโรงเรียน (2) คณะกรรมการสถานศึกษา ทั้งหมด 9 ท่าน ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน (เลขานุการ) ครู องค์กรทางศาสนา ตัวแทนผู้ปกครอง ศิษย์เก่า สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ผู้ทรงคุณวุฒิแพทย์ประจำตำบล ผู้แทนชุมชนหรือผู้ใหญ่ที่ชุมชนเคารพนับถือ เช่น อดีตผู้ใหญ่บ้าน (3) ผู้ปกครองในชุมชน ซึ่งติดต่อกันโดยตรงได้ผ่านนักเรียน (4) สมาชิกชุมชนคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้ปกครองนักเรียน (5) ผู้อำนวยการและคณะครู ที่กระตือรืนร้นในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ไปประชุมชุมชนของผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน (6) องค์กรเอกชน นิติบุคคลธรรมดา รวมตัวกันมาช่วยผู้อำนวยการ ช่วยสร้างอาคาร ห้องน้ำ นำขนมมาแจกเด็ก ๆ

บรรยากาศการประชุมผู้ปกครองที่จัดขึ้นใน "ศาลารวมใจ" / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ผอ.หญิงเสริมว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก็มีบทบาท แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น “เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราก็อยู่ได้ เพราะตัวละครกลุ่มอื่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่โอบอ้อมกันและเข้มแข็งมาก”

หากตอนนั้นโรงเรียนและชุมชนไม่สู้ ไม่เกื้อกูลกันในเรื่องทรัพยากร พิสูจน์คุณภาพทางวิชาการ และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง โรงเรียนบ้านฮากฮานอาจจะได้รับผลจากนโยบายยุบ-ควบรวม และหากโรงเรียนหายไป ย่อมทำให้ชุดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนได้รับผลกระทบ เพราะนอกจากเด็ก ๆ ของชุมชนจะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน และผู้ปกครองต้องรับมือกับ “ราคา” ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น (ตั้งแต่ราคาเม็ดเงิดของค่าเดินทาง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปจนถึงความรู้สึก ความกังวลใจต่าง ๆ ที่มาจากการส่งลูกหลานไปเรียนที่ไกล) เมื่อชุมชนเสียโรงเรียน ชุมชนก็จะเสียพื้นที่สาธารณะไปด้วย พื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการพัฒนาและความอยู่รอดของชุมชนในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม


จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือ โควิด ฉบับที่ 2 ประจำปี 2564

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่อง จึงมีการยกระดับมาตราการการควบคุมโดยรัฐบาลขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง การควบคุมการเดินทางระหว่างจังหวัด และการควบคุมการออกนอกเคหะสถาน สิ่งนี้ทำให้เกิดความท้าทายในการทํางานในพื้นที่ ซึ่งโครงการอียูรับมือโควิดรวมไปถึงภาคีจึงได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนรูปแบบบางกิจกรรมจากการจัดในพื้นที่เป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วมและรูปแบบกิจกรรมให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ได้สร้างการเรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ ๆ และความร่วมมือของภาคีเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีแรกของโครงการ เราได้จัดกิจกรรมไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 45% จากกิจกรรมทั้งหมด เช่น การแจกถุงยังชีพและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้แก่โรงเรียนและชุมชน รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพภายใต้การระบาดของโควิด-19 การส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหารการส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ ในการดำเนินกิจกรรม จนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 32,000 คน ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2


รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

📢 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข 📢

ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา ปี 3 คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ทั้ง 25 คน ที่จะมาร่วมพัฒนาศักยภาพครูรุ่นใหม่ และยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กไปด้วยกัน

โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือความร่วมมือของคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และโครงการ Access School เฟ้นหา "ครูรุ่นใหม่" ที่มีศักยภาพสูง ร่วมฝึกสอนจริงด้วยการใช้นวัตกรรมในโรงเรียนขนาดเล็กต้นแบบ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

นักศึกษาที่ผ่านการฝึกสอนภายใต้โครงการนี้ นอกจากจะได้ฝึกสอนในวิชาเอกของตน จะยังได้รับ

✨ การอบรมพิเศษเกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ (Active Learning)
✨ การดูแลอย่างใกล้ชิดจากครูพี่เลี้ยงที่ใช้นวัตกรรมจริง
✨ ประกาศนียบัตรที่ได้การรับรองในระดับสากล และอื่น ๆ อีกมากมาย

สอบถามข้อมูลโครงการนักศึกษาฝึกสอน ติดต่อ: https://www.facebook.com/access.school.project


เครือข่ายชาติพันธุ์พบประธานรัฐสภา แจงสาระสำคัญร่างกม.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อม 16,599 รายชื่อสนับสนุน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ณ ห้องประชุม CA 408 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ประสานงานกฎหมายที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และตัวแทนกลุ่มชาติพันธ์ เพื่อชี้แจงเจตนารมณ์เนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายและความคืบหน้าการเข้าชื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ...

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียดกล่าวว่า มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ร่วมเข้าชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจำนวน 16,599 รายชื่อ หลักการสำคัญของร่างคือการ "คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม" มุ่งให้ความคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ในการเลือกดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมตามความคิดความเชื่อของเผ่าพันธุ์ โดยไม่ถูกคุกคามหรือถูกเลือกปฏิบัติ จากที่เคยถูกมองด้วยอคติทางวัฒนธรรม "ส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์" เปลี่ยนมุมมองผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ล้าหลัง มาเป็นการมองด้วยทัศนะที่เห็นและเข้าใจถึงศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนเป็นพลังสร้างชาติ และ "สร้างความเสมอภาคบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม" มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติในเป้าหมายที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ (Sustainable Development Goal 10) ภายใต้หลักการของความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์

นายชวน หลีกภัย กล่าวภายรับหนังสือว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการในการเสนอกฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของร่าง พ.ร.บ. เพื่อรายงานต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอกฎหมายพิจารณาต่อไป

ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย