จดหมายข่าว โครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3 / EU COVID-19 Response & Recovery Project Newsletter Issue 3

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปลายปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอมิครอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการการควบคุมการระบาด เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง และเวลาในการเปิดปิดสถานที่เสี่ยง แต่จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบให้กับทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรภาคีเครือข่ายต่างมีประสบการณ์ ทักษะและความชำนาญมากขึ้น จากการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ผ่านมา จึงได้มีการตั้งรับ ปรับแผน ในการทำงานภายใต้โครงการ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเป็นออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วม ให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงานไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ทุกภาคีสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนที่วางไว้มากกว่าช่วงต้นปี 2564 กิจกรรมหลักยังคงเน้นเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ

ในการดำเนินกิจกรรมในสองไตรมาสสุดท้ายของโครงการ (มกราคม-มิถุนายน 2565) แต่ละภาคีมีการสรุปผล รวบรวมประเด็น และข้อท้าท้ายจากการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติและการระบาดของโควิด-19 ในมิติที่หลากหลาย เช่น เวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติสู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติ, เวทีเสวนาออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สัมมนา "แรงงานข้ามชาติกับการเข้าถึงการเยียวยาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย" ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตอบสนอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3


เปราะบาง-ตกหล่น-เข้าไม่ถึง: ถอดบทเรียน "แรงงานข้ามชาติ" ช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด จัดงานสัมมนาเรื่อง “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ: บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19”

ในเวทีดังกล่าวมีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องการจัดบริการด้านสุขภาพ หลักประกันด้านสุขภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และทบทวนสถานการณ์ในด้านปัญหาการเข้าถึงการเยียวยาของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และข้อเสนอต่อการจัดการของรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวทางในการดำเนินการต่อไป

ปัญจวรี พัวพันธ์ศรี ผู้จัดการโครงการอียูรับมือโควิด กล่าวว่า โครงการอียูรับมือโควิดเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภาคประชาสังคม ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็ง มีความสามารถรับมือโควิดและภัยพิบัติในอนาคต โดยมีการสนับสนุนเชิงนโยบายทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะกลุ่มคนจนเมือง นักเรียน คนไร้รัฐ ชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติ การพัฒนากลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็งพอจะรับมือกับภัยต่างๆ ส่วนสำคัญคือเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่าการจัดบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์นี้ แม้ว่าในวิกฤติที่ผ่านมามีสถานการณ์มากมายที่เราเผชิญ แต่ในอนาคตก็ยังมีวิกฤติที่เราต้องเตรียมตัวในการรับมือ

"งานในวันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาพูดคุยกันเพื่อถอดบทเรียนในการช่วยเหลือประชากรข้ามชาติในช่วงโควิด เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยสร้างการพัฒนาในพื้นที่ ขณะที่ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดนี้มีการวิจัยในพื้นที่ว่าแรงงานข้ามชาติต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุข จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติ" ฟรานเชสก้ากล่าว

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

ยังไม่สายสำหรับการเยียวยา

ด้าน ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นำเสนอสถานการณ์การเข้าถึงเยียวยาของแรงงานข้ามชาติว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขณะที่โควิดระบาดรุนแรงมีการพูดถึงว่าแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดการระบาด ขณะที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ เช่น มีการค้างจ่าย การถูกลอยแพ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม การไม่สามารถทำเอกสารทำงานต่างๆ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่สนใจเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ กลัวว่ายื่นเรื่องไปอาจถูกเลิกจ้างและไม่สามารถ

ทำงานในไทยต่อได้ รวมถึงกรอบเวลาการยื่นเรื่องต่างๆ ใช้เวลาพอสมควร ต้องเดินทางไปกรอกคำร้องขณะที่เขาถูกกักตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

"มาตรการเยียวยาของรัฐช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมานั้นแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่ารัฐจะโปรโมทว่าเราไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง โครงการ ม.33 เรารักกันและโครงการอื่นๆ มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าเขาจะจ่ายเงินสมทบก็ตาม เราจึงทำแคมเปญเรียกร้องว่าโครงการนี้มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ โดยส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คำวินิจฉัยบอกว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญบอกว่าการเลือกปฏิบัติทางสัญชาติไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ มีการพูดถึงเฉพาะเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ นอกจากนี้เรื่องการเยียวยากรณีว่างงานแรงงานที่สถานประกอบการต้องปิด ซึ่งต้องกรอกข้อมูลทางออนไลน์เป็นภาษาไทยและนายจ้างต้องใส่ชื่อแรงงานในระบบ การเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติจึงไม่ง่ายเลย สิ่งเหลานี้สะท้อนว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น นโยบายของรัฐทำให้พวกเขาถูกจำกัดสิทธิ

"ข้อเสนอแนะของเราคือ แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะอยู่ในระบบประกันหรือไม่ แต่การเยียวยาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการแพร่ระบาดที่สร้างความทุกข์ทรมาน แต่การเยียวยาแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่เรายังต้องทำอยู่ ยังไม่สายที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสนใจและให้ความชัดเจนเรื่องการเยียวยา" ปภพกล่าว

ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

"มองคนให้เป็นคน" บทเรียนจากช่วงวิกฤติโควิด-19

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิดรัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ เราให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยเราจ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่งทางเราไม่สามารถทราบได้ ช่วงโควิดทำให้เราเห็นกฎหมายที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย สำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานรับมือตามสถานการณ์ที่เข้ามา โดยต้องหาทางช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ด้าน อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิดจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา เราจึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมายให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างปัญหาช่วงการระบาดระลอกสองที่สมุทรสาครว่า มีการล้อมรั้วปิดตลาดกุ้ง แต่ช่วงแรกไม่มีการจัดหาอาหารให้แรงงานข้ามชาติที่กักตัว เพราะงบประมาณข้าวกล่องมีเฉพาะสำหรับคนไทย เรื่องการเยียวยาโครงการเรารักกันหรือคนละครึ่งนั้น แรงงานข้ามชาติก็ใช้ไม่ได้ จึงไม่ตอบโจทย์

การเยียวยาทุกคน เรื่องการตรวจโควิดเชิงรุกที่สมุทรสาครนั้นคนไม่มีเอกสารก็ไม่สามารถตรวจได้ เรื่องการเยียวยาพื้นที่สีแดงก็ให้เฉพาะคนไทย เรื่องวัคซีนนั้นก็ให้เฉพาะผู้ประกันตน ทำให้มีแรงงานข้ามชาติตกหล่นจำนวนมาก

"การแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ระเบียบบางอย่างของรัฐราชการต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังแรงงาน แรงงานข้ามชาติต้องได้สิทธิเยียวยาเท่าแรงงานไทย รัฐต้องวางแผนทำงานร่วมกันในการรับมือการแก้ไขปัญหา ต้องทำงานเชิงรุก ร่วมกันคิดรูปแบบการรับมือวิกฤติแต่ละครั้ง และมาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย" สุธาสิณีกล่าว

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิดและมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กข้ามชาติ ความเสี่ยงที่เพิ่มยิ่งขึ้น

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย "เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ: สถานการณ์และทางออก" ว่าได้ทำการศึกษาช่วงโควิดโดยประเมินสถานการณ์และผลกระทบเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม

"ปัญหาที่เราต้องเฝ้าระวังคือ 1. การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น 2. การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3. เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1. กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิดต่อเด็กข้ามชาติ 2. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

"หากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน" รศ.ดร.เฉลิมพลกล่าว

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน การให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิดนั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิดยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น เราจึงต้องพัฒนาระบบบริการให้ทั่วถึง และขยายสิทธิประกันสุขภาพไปถึงผู้ติดตามแรงงานคือเด็กข้ามชาติ

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เรายึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยเราค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ด้าน ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตินี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

"เรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ เราต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญในวิกฤติ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน" ปริญญากล่าว

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างเริ่มคลายกังวล แต่หลังจากนั้นเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน โรงเรียนปิด เด็กหลายคนตึงเครียดเพราะออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ เด็กบางคนคลอดออกมาแล้วยังไม่เคยเจอหน้าพ่อเพราะพ่อกลับประเทศไปทำบัตรยังไม่ได้กลับมา

"ในการระบาดระลอกสามเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิดเอง ทำให้เด็กที่ติดเชื้อไม่สามารถไปตรวจได้จนมีการเสียชีวิต แรงงานที่ไม่มีบัตรลำบากมาก การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติ โควิดไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย ถ้าเรามองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม อยากให้เปิดให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิดที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวัน กว่าจะได้ใบเกิดยากมาก พอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก" มนัญชยากล่าว

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

โรคระบาดไม่เลือกสัญชาติ การรักษาต้องไม่เลือกปฏิบัติ

นพ.วลัญช์ชัย จึงสำราญพงศ์ กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่าทางหน่วยงานทำงานดูแลแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม และผู้มีปัญหาสถานะ ซึ่งหลายคนเข้าไม่ถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ จากช่วงที่ผ่านมาทำให้เราเห็นปัญหาหลายอย่าง ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเราจึงเห็นว่ายังมีกฎเกณฑ์ที่ต้องปรับเพื่อรับกับสถานการณ์ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนาน

ด้าน สพญ.เสาวพักตร์ ฮิ้นจ้อย กรมควบคุมโรค (สายด่วนแรงงานข้ามชาติและวัคซีน) กล่าวว่า การเปิดสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพราะพบว่าการสื่อสารเป็นประเด็นใหญ่ ก่อนนี้เรามีการสื่อสารเกี่ยวกับโควิดเฉพาะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขณะที่เรามีแรงงานจำนวนมากจากลาว เมียนมา และกัมพูชา เราจึงมีการอบรมอาสาสมัครสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพื่อให้ความรู้และสามารถประสานงานต่อได้ โดยเรามีคู่มือความรู้และให้อาสาสมัครยืมโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเรื่องการเข้าถึงวัคซีนของแรงงานข้ามชาติ นอกจากที่แรงงานจะสามารถเข้าถึงวัคซีนจากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขผ่านทางนายจ้างแล้ว เรายังมีความร่วมมือเรื่องหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่และประชาสัมพันธ์หลายภาษาเพื่อให้คนมาฉีดวัคซีน

พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข เขตทวีวัฒนา เล่าประสบการณ์จากการทำงานว่า การรับมือโควิดต้องมีความพร้อม ต้องทำงานเป็นทีม ที่เขตทวีวัฒนาเจอเคสแรกตั้งแต่ มี.ค. 2563 เจ้าหน้าที่ในเขตจึงมีประสบการณ์รับมือตั้งแต่ช่วงต้น จากนั้นจึงเริ่มมีการแพร่ระบาดจากสมุทรสาครเข้ามาในเขต ความยากของการควบคุมโรคคือการระบาดในตลาดนั้นไม่มีทะเบียนรายชื่อแรงงานแต่ละแผง แม้แต่เจ้าของแผงก็ไม่มีข้อมูลลูกจ้าง จึงต้องรวบรวมข้อมูลใหม่ทำให้ใช้เวลามากขึ้นในการสอบสวนโรค แรงงานข้ามชาติมีความยากลำบากในการทำทะเบียนผู้ติดเชื้อและการให้ความรู้ต้องเป็นภาษาที่เขาเข้าใจ จึงต้องใช้ล่ามช่วย

สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาด้านสุขภาพแรงงานข้ามชาติ สำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าการติดเชื้อของประชากรข้ามชาติในไทยสามสัญชาติคือเมียนมา กัมพูชา และลาว มีจุดสูงที่สุดคือเดือน ก.ค. 2564 รวมทั้งหมดประมาณสองแสนคน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสัญชาติเมียนมาสูงที่สุด หลายคนเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ ความยากลำบากคือเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่มีแนวทางการจัดการ บทเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตที่เราเผชิญจะไม่สูญเปล่าถ้าเรามีการทบทวนแล้วนำไปใช้เป็นแนวทางในระบบสุขภาพช่วงปกติ

ส่วน บุหงา ลิ้มสวาท พยาบาลอาสาและผู้ร่วมก่อตั้งไทยแคร์ กล่าวว่ากลุ่มไทยแคร์เป็นอาสาสมัครแพทย์และพยาบาลมีการวิดีโอคอลคุยกับคนไข้เพื่อดูอาการ โดยเริ่มจากการดูแลคนไทยที่ตกหล่นจากระบบสาธารณสุข ต่อมาจึงได้ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติหลายชาติ กุญแจสำคัญคือล่าม เพราะบางคนพูดไม่ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แรงงานข้ามชาติอยู่ด้วยความกลัวและสับสน เพราะเราไม่มีสื่อในภาษาของเขาปรากฏในโทรทัศน์ แม้โควิดจะซาลงแล้วแต่โอไมครอนก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะทำให้เกิดลองโควิดได้

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการสื่อสารเรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องยากแม้แต่ในภาษาเดียวกัน สำหรับแรงงานข้ามชาติจึงยิ่งเป็นเรื่องยาก เราจึงสร้างอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ชายขอบช่วยสื่อสารข้ามภาษาระหว่างหมอและผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจะไว้วางใจหากได้พูดคุยกับหมอ

ในช่วงท้าย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวสรุปว่า ในสถานการณ์โควิดแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้างไม่มีรายได้ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐแต่แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึง เพราะระบบไม่เอื้อ เด็กข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการศึกษา หลุดจากระบบ ประชากรข้ามชาติเข้าไม่ถึงการตรวจโควิดและการรักษา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเราไม่พร้อม ตั้งแต่เรื่องสาธารณูปโภคที่ดีพอสำหรับทุกคนเพื่อให้เราพ้นจากวิกฤติได้ แต่เราไม่ยอมแพ้ เรามี อสต. มีสถานประกอบการที่เข้ามาจัดการด้วยตัวเอง มีสายด่วนหลายภาษา มีกลุ่มไทยแคร์ช่วยดูแลก่อนถึงมือหมอ ที่สำคัญเราสร้างความร่วมมือ ทำความเข้าใจ ทำงานด้วยกันมากขึ้น ไว้วางใจกันมากขึ้น เราร่วมกันเรียนรู้ว่าเราไม่อยู่คนเดียว เราไม่สามารถปล่อยใครสักคนไว้ข้างหลังให้เดือดร้อนได้ เพราะจะส่งผลถึงทุกคนในสังคม

"เราควรสร้างระบบที่รองรับทุกคนในสังคมไทย เราควรพัฒนาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ เราควรพัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับภาวะวิกฤติในอนาคต เราจะร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ย้ำความร่วมมือในการวางแผนรับวิกฤติในอนาคต เพราะโควิดไม่เลือกสัญชาติ โรคระบาดไม่เลือกผู้ป่วย" อดิศรกล่าว


ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ดินคือชีวิต และอียูรับมือโควิด

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าของกิจกรรม กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด เนื่องในโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานในจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 17 - 19 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย มีภารกิจเดินทางปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงถือโอกาสประชุมพบปะมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป เพื่อติดตามความคืบหน้า และความสำเร็จต่าง ๆ ที่สำคัญของทั้งสองโครงการ ณ สมาคมฝรั่งเศส จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ตัวแทนจากทั้งสองมูลนิธิยังได้นำเสนอถึงความท้าทายในการจัดกิจกรรมภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ทั้งสิ้น 3 ประเด็น ดังนี้

1. การรับมือและจัดกิจกรรมในสถานการณ์โควิด-19 ชุมชนมีความกลัวเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้มีการปิดชุมชนและไม่กล้ามาร่วมกิจกรรมนอกชุมชน ทำให้ทีมงานต้องทำงานผ่านทางออนไลน์ ต้องเรียนรู้การทำงานในสถานการณ์การรแพร่ะบาดของไวรัสไปพร้อมกับการปฏิบัติการ

2. การเก็บและนำส่งข้อมูลพื้นฐานของชุมชนมีความยากลำบากเพราะชุมชนไม่สามารถออกนอกพื้นที่มาส่งข้อมูล การประมวลข้อมูลต้องทำเองไม่สามารถใช้โปรแกรมช่วยเพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์และคนเก็บข้อมูลไม่มีความเข้าใจคำถาม

จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแบบฟอร์มในการเก็บข้อมูลเพื่อสามารถลงระบบประมวลผลได้ และในอนาคตให้ทำความเข้าใจเรื่องคำถามกับคนเก็บข้อมูลก่อน

3. มีการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปี 2564 จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามแผนงาน เพราะมีการเปลี่ยนทีมงานและผู้บริหารในท้องถิ่นทุกระดับ และเกิดความท้าทายในการทำให้แผนของชุมชนเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานราชการและท้องถิ่น จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะ เช่น การดึงท้องที่ท้องถิ่นมาร่วมกิจกรรมกับชุมชน, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือต้องพัฒนาเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะการจัดการไฟป่า, และยกระดับการใช้เครื่องมือสื่อสารของอาสาสมัคร เช่น การใช้ Walkie-Talkie เป็นต้น

หลังจบกิจกรรม ทางทีมได้สรุปวางแผนจัดถอดบทเรียนโครงการของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงการขยายเวลาและงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการได้ ทั้งนี้ คุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้ส่งอีเมลแจ้งว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ประทับใจกับผลงานที่ภาคีได้ทำในพื้นที่แนวหน้าร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของทุกคนที่ทำงานให้แก่กลุ่มเปราะบางชายขอบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ท้าทายเช่นนี้อีกด้วย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


ภาคประชาสังคมจัดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบาย-แก้ไขกฎหมาย

ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2565 มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และภาคีในเครือข่ายอื่น ๆ จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติ และโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไข กฎหมายภัยพิบัติ ณ โรงแรมดอนเมืองแอร์พอร์ต (ไมด้า) โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอพื้นที่ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน สู่การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนของภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน และนำสิ่งที่ได้ไปนำเสนอต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ จนนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กระบวนการแก้ไข กฎหมาย และวางแผนขับเคลื่อนในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ร่วมกัน

ที่ผ่านมามูลนิธิชุมชนไทได้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคีในการขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จนมีข้อสรุปร่วมกันว่า การจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ อย่างน้อยต้องมีนโยบายและกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการ ซึ่งรัฐและราชการส่วนภูมิภาคมีบทบาทในการสนับสนุนให้การบริหารจัดการได้ทันท่วงที เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากบทเรียนการดำเนินงาน ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมไปถึงข้อเรียกร้องในการให้การสนับสนุนหนุนเสริมการทำงาน และแก้ไข จึงได้จัดให้มีเวทีเสวนานี้ขึ้น

วันที่ 21 เมษายน 2565 อรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย เป็นเกียรติกล่าวเปิดงาน และปาฐกถาเปิด “บทเรียน-ชุมชนสู่การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการภัยพิบัติ” โดย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ประธานมูลนิธิ-ชุมชนไท จากนั้นจึงมีการนำเสนอ “บทเรียนและความท้าทายการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน” ใน 10 พื้นที่ รวมไปถึงการเปิดเวทีเสวนา “ความร่วมมือการขับเคลื่อนชุมชนรับมือภัยพิบัติโดยนโยบายและกฎหมายภัยพิบัติ” โดย ประธานกรรมาธิการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม และผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท

ในวันที่ 22 เมษายน 2565 เวทีเสวนาได้เน้นการกระบวนการ “พัฒนาหลักสูตร พัฒนาคนจัดการภัยพิบัติ” และ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น สู่การจัดการภัยพิบัติชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” นำโดยผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รองคณบดีคณะ-วิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน เครือข่ายชาวเล และเครือข่ายการคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


โครงการอียูรับมือโควิด สสส. และภาคประชาสังคม ชวนใส่ใจปากท้องคนกรุงฯ เสนอ 10 ข้อ ร่วมออกแบบอนาคตเมืองต่อแคนดิเดตผู้ว่า กทม.

เครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรมในเมือง องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และ สสส. ชวนใส่ใจปากท้องคนกรุงฯ เสนอ 10 ข้อ ร่วมออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. หวังยกคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงอาหารที่ดี ปลอดภัย โภชนาการครบถ้วน

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) สวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และองค์กรพันธมิตร ได้แก่ แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โฮมเน็ต มูลนิธิชุมชนไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยการสนับสนุนของโครงการอียูรับมือโควิด สหภาพยุโรป (European Union) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะ “ปากท้องของคนกรุงฯ : ชวน (ว่าที่) ผู้ว่าออกแบบอนาคตเมืองด้วยพื้นที่อาหาร” โดยมีตัวแทนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครเข้าร่วม พร้อมตัวแทนองค์กรชุมชนจากกรุงเทพมหานครและตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านเกษตรกรรมและอาหาร และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมงาน

คุณฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมที่สหภาพยุโรปสนับสนุนในวันนี้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางอาหารของสหภาพยุโรป โดยระบุถึงข้อตกลงสีเขียว (European Green Deal) อันเป็นนโยบายที่วางเส้นทางให้สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศแรกที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 และยุทธศาสตร์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร (The Farm to Fork Strategy) เป็นหัวใจหลักของข้อตกลงสีเขียวที่จะช่วยสร้างระบบอาหารที่เท่าเทียม เสริมสร้างสุขภาพที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยุทธศาสตร์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหารจะผลักดันการพัฒนาระบบการผลิตอาหารและการบริโภคอาหารให้ยั่งยืน เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และยังทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางอีกด้วย

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แผนอาหารภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ให้ความสำคัญกับอาหารตลอดห่วงโซ่ คือตั้งแต่การผลิตและกระจายอาหาร การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย เพียงพอ และมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้อย่างยั่งยืน ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ในปี 2563 ข้อมูลจากงานวิจัยของ 7 มหาวิทยาลัยที่ได้ทุนจาก สกสว. พบว่าคนจนเมืองกว่า 90 % ได้รับผลกระทบด้านรายได้ และเกือบ 1 ใน 3 เงินไม่พอจะซื้ออาหาร คนส่วนหนึ่งอยู่ได้จากการช่วยเหลือของภาคเอกชนและคนทั่วไปที่ทำอาหารมาแบ่งปันผู้เดือดร้อน ปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนไทยมีสัดส่วนมากถึง 35% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สำหรับคนจนและผู้มีรายได้น้อยจะเป็นค่าอาหารมากกว่า 50% นอกจากนี้ ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากร ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป บริโภคอาหารในกลุ่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งหวาน มัน เค็ม ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง คือ กินมากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์ ตามลำดับดังนี้ 1. เครื่องดื่มชง 26.3% 2. กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ บรรจุขวดที่มีรสหวาน 18.9% 3. อาหารแปรรูปประเภทเนื้อสัตว์ 16.9% และ 4. อาหารไขมันสูง 16.1% ซึ่งส่งผลให้คนกินเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCD จึงเห็นว่า นโยบายด้านอาหาร ทั้งเรื่องการมีและการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย เพียงพอ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ควรเป็นหนึ่งในนโยบายที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญ จึงสนับสนุนให้มีนโยบายพื้นที่อาหารของเมืองให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางสังคมให้คนในเมืองสามารถอยู่ร่วมกันโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นางสาววรางคนางค์ นิ้มหัตถา จากโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ประมวลข้อเสนอเพื่อนำเสนอต่อผู้สมัครผู้ว่ากทม. ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหาร โรคระบาด ความไม่ปลอดภัยในอาหาร ปัญหาสิ่งแวดล้อม กทม. สามารถมีบทบาทริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดพื้นที่อาหารของเมืองใน 10 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. กทม. ควรมีวิสัยทัศน์และนโยบายในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง
2. การจัดหาที่ดินและทรัพยากรสำหรับการผลิตและตลาดอาหาร
3. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน
4. พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากการหมุนเวียนทรัพยากรของเมือง
5. สนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มคนชุมชนต่างๆ เพื่อทำสวนผักหรือตลาดท้องถิ่น
6. สร้างความเชื่อมโยงให้เด็ก นักเรียน ผู้ป่วยได้รับอาหารที่ดีและปลอดภัย
7. เพิ่มโอกาสผู้ค้ารายย่อยได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจอาหาร
8. สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคนเข้าถึงอาหารและจัดการตนเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน
9. สร้างกลไกเฝ้าระวัง ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีร้านอาหารและแหล่งจำหน่ายผักผลไม้และวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย
10. พัฒนาระบบสนับสนุน เช่น ผังเมืองที่ปกป้องพื้นที่อาหาร เป็นต้น

ด้านตัวแทนจากชุมชนเมืองได้เรียกร้องต่อกทม.และผู้กำหนดนโยบายว่า กรุงเทพมหานครและหัวเมืองต่างต้องมีหลักประกันว่าทุกคนในสังคมไทยต้องสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย ในระหว่างเกิดโควิดระบาด ชุมชนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าหากได้รับการสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ พึ่งพาตนเองโดยการปลูกผักในเมือง

ผู้ค้ารายย่อยสามารถค้าขายในตลาดสด ตลาดนัด หรืออาหารริมทาง รวมทั้งได้รับการช่วยเหลืออาหารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คนจนเมืองและชุมชนต่างๆจะสามารถอยู่รอดและเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ในที่สุด

สำหรับผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นางสาวรสนา โตสิตระกูล นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ และ น.ต.ศิธา ทิวารี ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวจากตัวแทนของชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคม อีกทั้งได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องปากท้องและเรื่องสวัสดิการพื้นฐานของคนเมืองที่จะเป็นแนวนโยบายเมื่อได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครแล้ว ทั้งนี้องค์กรภาคีที่เข้าร่วมงานได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อติดตามการทำงานของผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ รวมทั้งจะร่วมกันผลักดันการสร้างพื้นที่อาหารและความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนของเมืองให้เป็นนโยบายระดับชาติและเป็นนโยบายทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเตรียมการจะมีการเลือกตั้งในระดับชาติหลังจากนี้ต่อไป

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2564 - 30 มิถุนายน 2565 สหภาพยุโรป ร่วมมือกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด (EU COVID-19 Response and Recovery Project in Thailand – Nationwide) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนและชุมชนสามารถผลิตอาหารที่เพียงพอและปลอดภัย มีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นแหล่งรายได้เสริม รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้านอาหาร โดยมีองค์กรภาคีเครือข่ายในเครือข่ายของโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School) ได้แก่ สมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา เขตภาคกลาง, สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการคัดเลือกและจัดตั้งโรงเรียนนำร่องแหล่งผลิตอาหารในชุมชน ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 ภูมิภาค (ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง) จำนวน 30 แห่ง ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านหนองตอกแป้นวิทยา, รร.บ้านหนองกุง, รร.บ้านฮ่องทราย, รร.บ้านหนองบัวกุดอ้อ, รร.บ้านโนนเห็ดไค, รร.บ้านหนองบัวคู, รร.ธนบุรีโคกสีหนองเต่าวิทยายน, รร.บ้านหนองแสน, รร.จินดาสินธวานนท์ และรร. คำรงถาวรเจริญวิทย์

ภาคกลาง (9 โรงเรียน) ได้แก่ ร.ร.วัดอุบลวรรณา(นิ่มพิณมุขประชานุกูล), รร.แหลมบัววิทยา, รร.บ้านหนองขาม รร.วัดอมรวดี (อมรวิทยาคาร), รร.วันมหาราช (ผาณิตพิเชฐวงศ์ 1), รร.วัดโคกทอง (ปริปุณอินทรประชาวิทยา), รร.บ้านห้วยรางเกตุ, รร.บ้านห้วยด้วน และรร.วัดหัวโพ (หัวโพประศาสน์วิทยา)

ภาคเหนือ (11 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านน้ำมวบ, รร.บ้านป่าสัก, รร.ศรีบุญเรือง, รร.บ้านชมพู, รร.บ้านน้ำลัด, รร.บ้านฟ้า, รร.ชุมชนบ้านหลวง, รร.บ้านสบยาง, รร.ป่าแลวหลวงวิทยา, รร.บ้านหนองบัว และรร.บ้านนาทะนุง

กิจกรรมจะเน้นการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรภาคี ชุมชน และโรงเรียนนำร่องทั้ง 30 แห่ง เกี่ยวกับวิธีการผลิตอาหารในชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้จากการวางแผนร่วมกับโรงเรียน และอาสาสมัครชุมชน โดยจะกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตระหนักถึงความท้าทายของสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ตลอดจนวิธีการจัดหาอาหาร หลังจากการฝึกอบรมจะมีการสนับสนุนหน่วยผลิตอาหารที่มีโรงเรียนเป็นฐานการผลิตในรูปแบบเกษตรพอเพียง เช่น แปลงผักสวนครัวท้องถิ่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงให้การสนับสนุนอื่น ๆ ตามความต้องการของโรงเรียนและชุมชน ทั้งนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนจัดหาพื้นที่ในการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกชุมชน อาสาสมัครหมู่บ้าน และนักเรียนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชุมชนต่อไป ซึ่งการประเมินผลจะมีทั้งการติดตามรายงานความก้าวหน้า และการลงพื้นที่ติดตาม รวมถึงหนุนเสริมโรงเรียนเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดทักษะด้านความมั่นคงทางอาหารที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึงพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link (เครดิต: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


โครงการอียูรับมือโควิดหารือข้อเสนอเชิงนโยบายฟื้นฟูคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

คณะทำงานโครงการอียูรับมือโควิดร่วมหารือข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 คณะทำงานโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป จัดกิจกรรมประชุมคณะทำงานเพื่อหารือการทำงานเชิงนโยบาย ณ โรงแรม Vic 3 Bangkok นำโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรภาคี มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อนหญิง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา

จากการประชุมทำให้โครงการมีหัวข้อหลัก ๆ ขั้นต้นในการนำเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้

  1. จัดทำ พ.ร.บ. รับมือภัยพิบัติ ที่ครอบคลุมด้านสุขภาพ สิทธิ สังคม เศรษฐกิจ และการจัดการด้านวิกฤตและภัยพิบัติ
  2. ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับชุมชน ถูมิภาคและประเทศ
  3. สิทธิการเข้าถึงการรักษาเยียวยาและสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ
  4. สิทธิการเข้าถึงการรักษาเยียวยาและสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานนอกระบบ

ขณะนี้ คณะทำงานเห็นชอบในการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละประเด็นให้แก่องค์กรที่ทำงานในแต่ละด้านโดยตรง เพื่อตอบโจทย์และเกิดความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืนของกิจกรรมภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ที่ตั้งใจทำเพื่อช่วยรับมือและฟื้นฟูกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งจะเกิดเป็นเวทีนำเสนอต่อไปเร็ว ๆ นี้

Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

หมายเหตุ: การประชุมมีมาตราการรักษาระยะห่าง และมีการตรวจ ATK ทุกท่านก่อนเข้าร่วมประชุม รวมไปถึงจัดประชุมแบบออนไลน์ผ่าน Zoom สำหรับคณะทำงานที่ไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมในสถานที่ได้


จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือ โควิด ฉบับที่ 2 ประจำปี 2564

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่อง จึงมีการยกระดับมาตราการการควบคุมโดยรัฐบาลขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง การควบคุมการเดินทางระหว่างจังหวัด และการควบคุมการออกนอกเคหะสถาน สิ่งนี้ทำให้เกิดความท้าทายในการทํางานในพื้นที่ ซึ่งโครงการอียูรับมือโควิดรวมไปถึงภาคีจึงได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนรูปแบบบางกิจกรรมจากการจัดในพื้นที่เป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วมและรูปแบบกิจกรรมให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ได้สร้างการเรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ ๆ และความร่วมมือของภาคีเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีแรกของโครงการ เราได้จัดกิจกรรมไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 45% จากกิจกรรมทั้งหมด เช่น การแจกถุงยังชีพและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้แก่โรงเรียนและชุมชน รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพภายใต้การระบาดของโควิด-19 การส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหารการส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ ในการดำเนินกิจกรรม จนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 32,000 คน ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2