ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ดินคือชีวิต และอียูรับมือโควิด

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าของกิจกรรม กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด เนื่องในโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานในจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 17 - 19 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย มีภารกิจเดินทางปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงถือโอกาสประชุมพบปะมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป เพื่อติดตามความคืบหน้า และความสำเร็จต่าง ๆ ที่สำคัญของทั้งสองโครงการ ณ สมาคมฝรั่งเศส จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ตัวแทนจากทั้งสองมูลนิธิยังได้นำเสนอถึงความท้าทายในการจัดกิจกรรมภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ทั้งสิ้น 3 ประเด็น ดังนี้

1. การรับมือและจัดกิจกรรมในสถานการณ์โควิด-19 ชุมชนมีความกลัวเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้มีการปิดชุมชนและไม่กล้ามาร่วมกิจกรรมนอกชุมชน ทำให้ทีมงานต้องทำงานผ่านทางออนไลน์ ต้องเรียนรู้การทำงานในสถานการณ์การรแพร่ะบาดของไวรัสไปพร้อมกับการปฏิบัติการ

2. การเก็บและนำส่งข้อมูลพื้นฐานของชุมชนมีความยากลำบากเพราะชุมชนไม่สามารถออกนอกพื้นที่มาส่งข้อมูล การประมวลข้อมูลต้องทำเองไม่สามารถใช้โปรแกรมช่วยเพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์และคนเก็บข้อมูลไม่มีความเข้าใจคำถาม

จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแบบฟอร์มในการเก็บข้อมูลเพื่อสามารถลงระบบประมวลผลได้ และในอนาคตให้ทำความเข้าใจเรื่องคำถามกับคนเก็บข้อมูลก่อน

3. มีการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปี 2564 จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามแผนงาน เพราะมีการเปลี่ยนทีมงานและผู้บริหารในท้องถิ่นทุกระดับ และเกิดความท้าทายในการทำให้แผนของชุมชนเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานราชการและท้องถิ่น จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะ เช่น การดึงท้องที่ท้องถิ่นมาร่วมกิจกรรมกับชุมชน, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือต้องพัฒนาเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะการจัดการไฟป่า, และยกระดับการใช้เครื่องมือสื่อสารของอาสาสมัคร เช่น การใช้ Walkie-Talkie เป็นต้น

หลังจบกิจกรรม ทางทีมได้สรุปวางแผนจัดถอดบทเรียนโครงการของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงการขยายเวลาและงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการได้ ทั้งนี้ คุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้ส่งอีเมลแจ้งว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ประทับใจกับผลงานที่ภาคีได้ทำในพื้นที่แนวหน้าร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของทุกคนที่ทำงานให้แก่กลุ่มเปราะบางชายขอบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ท้าทายเช่นนี้อีกด้วย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


เครือข่ายชาติพันธุ์พบประธานรัฐสภา แจงสาระสำคัญร่างกม.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อม 16,599 รายชื่อสนับสนุน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ณ ห้องประชุม CA 408 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ประสานงานกฎหมายที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และตัวแทนกลุ่มชาติพันธ์ เพื่อชี้แจงเจตนารมณ์เนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายและความคืบหน้าการเข้าชื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ...

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียดกล่าวว่า มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ร่วมเข้าชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจำนวน 16,599 รายชื่อ หลักการสำคัญของร่างคือการ "คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม" มุ่งให้ความคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ในการเลือกดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมตามความคิดความเชื่อของเผ่าพันธุ์ โดยไม่ถูกคุกคามหรือถูกเลือกปฏิบัติ จากที่เคยถูกมองด้วยอคติทางวัฒนธรรม "ส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์" เปลี่ยนมุมมองผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ล้าหลัง มาเป็นการมองด้วยทัศนะที่เห็นและเข้าใจถึงศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนเป็นพลังสร้างชาติ และ "สร้างความเสมอภาคบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม" มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติในเป้าหมายที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ (Sustainable Development Goal 10) ภายใต้หลักการของความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์

นายชวน หลีกภัย กล่าวภายรับหนังสือว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการในการเสนอกฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของร่าง พ.ร.บ. เพื่อรายงานต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอกฎหมายพิจารณาต่อไป

ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิชาว ชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. …

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ.…

มีการให้คำนิยาม “กลุ่มชาติพันธุ์” ไว้ในมาตรา 4 ว่า “กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่มหรือเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ที่ตั้งถิ่นฐานร่วมกันโดยมีวิถีปฏิบัติตามจารีตประเพณีสืบทอดจากบรรพบุรุษ ตลอดจนมีภาษาและแบบแผนทางวัฒนธรรมของตนมาจนถึงปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่มีความสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือหลายพื้นที่ และพึ่งพาผูกพันกับทรัพยากรในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขามิใช่กลุ่มครอบงำทางสังคมและมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ พัฒนา และสืบทอดวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ระบบภูมิปัญญา อันเป็นไปตามแบบแผนทางวัฒนธรรม สถาบันทางสังคมและระบบนิติธรรมของตน รวมทั้งเป็นกลุ่มที่รักษาสันติวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางปฏิบัติตามจารีตประเพณี” และให้นิยามคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” หมายความว่า “กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมาก่อนที่จะถูกยึดครองหรือถูกบังคับให้อพยพโยกย้าย โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจในสังคม หรือโดยนโยบายกฎหมายของรัฐ (2) มีวัฒนธรรมที่เด่นชัดและแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ โดยรวมถึงภาษา ศาสนา ความเชื่อ วิถีการผลิต รูปแบบโครงสร้างทางสังคมและสถาบันต่าง ๆ (3) เคยประสบกับความไม่เป็นธรรม การถูกกีดกัน การแบ่งแยก การทำให้เป็นชายขอบ หรือการเลือกปฏิบัติ โดยเงื่อนไขเหล่านี้อาจยังคงอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ก็ได้ (4) นิยามตัวเองและได้รับการยอมรับจากกลุ่มอื่น ๆ หรือหน่วยงานรัฐว่าเป็นกลุ่มคนเฉพาะ”

นอกจากนี้ยังให้คำนิยาม “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” , “ชุมชน” , “สิทธิชุมชน” และอื่น ๆ ไว้ในมาตรา 4 เช่นกัน และร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญแบ่งเป็น 5 หมวดดังนี้

หมวดหนึ่ง ว่าด้วยขอบเขตสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสิทธิทางวัฒนธรรมและการศึกษา มาตรา 6 ถึงมาตรา 8 , ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา 9 ถึงมาตรา 12 , ส่วนที่ 3 ว่าด้วยสิทธิในการกำหนดตนเอง มาตรา 13 และมาตรา 14 , ส่วนที่ 4 ว่าด้วยสิทธิในความเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มาตรา 15, ส่วนที่ 5 ว่าด้วยสิทธิการมีส่วนร่วม มาตรา 16 และส่วนที่ 6 ว่าด้วยสิทธิในการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ มาตรา 17

หมวดสอง ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบด้วยกลไกเชิงนโยบาย บัญญัติไว้ใน มาตรา 18 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ได้รับมอบหมายตามมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นรองประธาน และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

กลไกเชิงปฏิบัติการบัญญัติไว้ใน มาตรา 24 ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองระดับจังหวัด” มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มียุติธรรมจังหวัด เป็นรองประธานอนุกรรม และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดเป็นอนุกรรมการ มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในระดับจังหวัด และมาตรา 26 ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง มีหน้าที่ดำเนินการศึกษาประเด็นเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการระดับชาติ

หมวดสาม ว่าสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 29 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ให้มีการจัดตั้งสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเลือกกันเอง ให้มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกับสังคม ส่งเสริมการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิชุมชน และเสนอนโยบายเป้าหมายและมาตรการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่อคณะกรรมการ และหน้าที่อื่น ๆ ตามมาตรา 35 และให้มีการจัดตั้งคณะผู้อาวุโสให้เป็นที่ปรึกษา ตามมาตรา 40

หมวดสี่ ว่าด้วยข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติมาตรา 43 ให้มี “คณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการในการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์

หมวดห้า ว่าด้วยพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 46 ความว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และ กำหนดให้ประชาชนในชุมชนที่อยู่ภายในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตามมาตรา 48

หมวดหก ว่าสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 51 ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ และคณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง จัดทำร่างนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และแผนงานเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานตามที่คณะกรรมการกำหนด และอื่น ๆ ตามมาตรา 52

บทเฉพาะกาล ให้เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง และพื้นที่ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ “ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์” ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เครือข่ายกะเหรี่ยง และเครือข่ายชาวเล ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ซึ่งได้จัดตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองตามมาตรา 41 ไปพลางก่อน ตามมาตรา 66


ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเข้าชื่อเสนอกดหมายได้ที่นี่ จากนั้นส่งเอกสารที่ลงนามสนับสนุนแล้วมายัง

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 77/1 หมู่ 5
ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทร.053-810780 มือถือ 084-3784571

หรือส่งไฟล์สแกน หรือรูปภาพของเอกสารมาที่อีเมล suriyannt@hotmail.com

ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564

ดาวน์โหลด วิธีการส่งเอกสารเข้าเสนอชื่อกฎหมาย

ดาวน์โหลด ร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้เชิญชวน

รายชื่อองค์กรร่วมรณรงค์ร่างพระราชบัญญัติฯ ประกอบด้วย

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน, เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการสังคมและการเมือง (คปสม.), เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.), กลุ่มเพื่อนประชาชนบนพื้นที่สูง, สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์, สถาบันธรรมชาติพัฒนา, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก, เครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพา 5 จังหวัด, ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ภาคี#saveบางกลอย, สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, มูลนิธิชุมชนไท (มชท.), มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)


คืนสิทธิ์ที่ดิน คืนถิ่นหาปลา ร่วมพัฒนา เขตคุ้มครองวัฒนธรรม

คืนสิทธิ์ที่ดิน คืนถิ่นหาปลา ร่วมพัฒนา เขตคุ้มครองวัฒนธรรม

ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวน 56 กลุ่ม ประชากรกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ชาวเล 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามันในจังหวัดภาคใต้ เป็นต้น

กลุ่มชาติพันธุ์ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้มีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและภูมิปัญญาในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยต่อกัน ระหว่างคนกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิถีและปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ต่างกับสังคมใหญ่

การพัฒนาประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในทุกๆ ด้าน เช่น ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ถูกเบียดขับโดยวัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมกับการพัฒนายุคใหม่ ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองถูกลิดรอนสิทธิ มีสถานะไม่มั่นคง เป็นกลุ่มชายขอบเปราะบางทางสังคม

 

Photo: ActionAid

 

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกับสิทธิตามกฎหมายไทยและปฏิญญาสากล

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 70 ได้ระบุถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย”
  2. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ข้อ 4.3.5 ระบุว่า “สนับสนุนการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความตระหนักในสิทธิมนุษยชน สร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของกลุ่มชน สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของคนในท้องถิ่น สร้างความเข้าใจและจุดร่วมบนความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์
  3. ประเทศไทยได้รับรองปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 โดยสาระสำคัญระบุว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิในที่ดิน เขตแดน และทรัพยากร ซึ่งพวกเขาครอบครองและเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือเคยได้รับมาก่อน รัฐจักต้องทำให้การยอมรับและคุ้มครองในทางกฎหมาย” รวมทั้งได้รับรองเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน (Sustainable Development Goals) ในฐานะวาระการพัฒนาแห่งสหประชาชาติภายหลังปี ค.ศ.2015 ซึ่งหัวใจของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้คือจะเน้นการพัฒนาที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive development principles)

 

Photo: ActionAid

 

ชนเผ่าชาติพันธุ์ชาวเล หนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ชาวเลในประเทศไทยมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมดประมาณ 14,000 คน อาศัยอยู่ตามเกาะและชายทะเลฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล รวมทั้งหมด 43 ชุมชน โดยมีหลักฐานว่าชาวเลเหล่านี้อยู่อาศัยในดินแดนประเทศไทยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 300 ปี สืบทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณี และวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน

นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทำให้นักธุรกิจกว้านซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ที่ดินบางแห่งมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ และทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของชาวเล นอกจากนี้การประกาศเขตอนุรักษ์ทั้งบนบกและทางทะเล ทำให้พื้นที่ทำกินของชาวเลลดน้อยลง ปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน และปะทุรุนแรงขึ้นภายหลังเหตุการณ์สึนามิในปี พ.ศ.2547 ชาวเลและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงได้รวมตัวกันนำปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขาผลักดันให้รัฐบาลแก้ไข
 

จากปัญหาสู่มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2553

หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ ชาวเลได้ร่วมกับผู้ประสบภัยเป็น “เครือข่ายชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิ” พัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่าย และจัดทำข้อเสนอของตนเองไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและทำให้สาธารณะได้รับรู้ ซึ่งจากการประมวลพบว่า ชาวเลมีปัญหาหลายด้าน ได้แก่

  • ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • ปัญหาสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมของชาวเล
  • ปัญหาพื้นที่ทำกินในทะเล
  • ปัญหาเรื่องการศึกษา
  • ปัญหาขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม
  • ปัญหาด้านสุขภาวะ
  • ชาวเลบางคน ยังไม่มีบัตรประชาชน
  • ปัญหาอคติด้านชาติพันธุ์
  • ปัญหาเด็กและเยาวชน

โดยได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2553 ภายใต้แนวคิดการจัดตั้ง “เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญหาดังกล่าวไปวางแผนและขับเคลื่อนแผนงานพร้อมกับสนับสนุนให้มีการจัดงาน “วันนัดพบชาวเล”

 

Photo: ActionAid

 

เข้าสู่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 การแก้ปัญหาดังกล่าวของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลยังคงอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรได้แก่

  • ชาวเลไม่ต่ำกว่า 25 ชุมชน ยังไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • จำนวน 7 ชุมชน มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับเอกชน
  • ชาวเลกว่า 200 ครอบครัว ถูกฟ้องขับไล่ สู้คดีในชั้นศาล
  • ที่ดินสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรม ถูกเอกชนอ้างสิทธิ์ไม่สามารถเข้าไปฝังศพได้ 15 แห่ง ฯลฯ
  • ชาวเลจำนวน 441 คน ไม่มีบัตรประชาชน
  • ชาวเลจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น การศึกษา สาธารณสุข
  • ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อม ถูกเบียดขับ โดยวัฒนธรรมใหม่
  • ความมีอคติทางชาติพันธุ์ยังคงอยู่

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวให้ เป็นจริง เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล นักพัฒนา นักวิชาการ นักกฎหมาย ตลอดจนองค์กรสนับสนุนต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อน “เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวเล” ไปสู่ระดับนโยบาย โดยยกร่างเป็น “พระราชบัญญัติเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” ทั้งนี้ ด้วยตระหนักว่า รัฐต้องมีนโยบายที่สมดุลระหว่างการพัฒนากับการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นธรรมยั่งยืน

 

“คืนสิทธิที่ดิน คืนถิ่นหาปลา
ก้าวสู่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม”


ร่วมฝ่าวิกฤติ ที่ดิน ไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”

ร่วมฝ่าวิกฤติที่ดินไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”

เนื่องในวาระครบรอบ 44 ปี แห่งการจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ร่วมกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สหภาพยุโรป และองค์กรภาคประชาสังคม จัดมหกรรม “ที่ดินคือชีวิต ฝ่าวิกฤติที่ดินไทย” เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย สร้างพื้นที่รูปธรรมการพัฒนาโดยชุมชน การเสนอมาตรการในเชิงนโยบาย และกฎหมายต่อรัฐบาล เพื่อสร้างหลักประกันให้กับคนทุกคนในสังคมไทย ได้เข้าถึงการมีหลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี และนำสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

พบกันวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนที่: http://bit.ly/2Opfrix 

ภายในงาน พบกับ:

  • การนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัญหาที่ดินในประเทศไทยในปัจจุบัน
  • ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย
  • การประมวลการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
  • การนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาที่ดิน
  • ผ่านรูปแบบ การปาฐกถา เวทีเสวนา นิทรรศการ “ที่ดินคือชีวิต” ร่วมเดินชมผลผลิตจากพื้นที่ “โฉนดชุมชน”
  • การแสดงดนตรี จากวงคาราวาน โฮป แฟมิลี่ และการแสดงของศิลปินชุมชนต่างๆ
  • ห้องเสวนา “วิชาที่ดินไทย” ใน 6 ประเด็นย่อย
    • ที่ดินสาธารณะประโยชน์
    • ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)
    • ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดินอุทยานชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
    • ปัญหาการไร้ที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์
    • ที่ดิน ที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง
    • การสูญเสียที่ดินจากการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • เวทีเสวนานโยบายที่ดิน ได้แก่
    • เวทีวิชาการ นโยบายโฉนดชุมชน
    • เวทีวิชาการ นโยบายธนาคารที่ดิน
    • เวทีวิชาการ “นโยบายสาธารณะด้านที่ดินและผลกระทบในเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)”

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับงาน ที่เพจ Facebook ที่ดินคือชีวิต

ร่วมฝ่าวิกฤติ ที่ดิน ไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”