เครือข่ายชาติพันธุ์พบประธานรัฐสภา แจงสาระสำคัญร่างกม.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อม 16,599 รายชื่อสนับสนุน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ณ ห้องประชุม CA 408 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ประสานงานกฎหมายที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และตัวแทนกลุ่มชาติพันธ์ เพื่อชี้แจงเจตนารมณ์เนื้อหาสาระสำคัญของกฎหมายและความคืบหน้าการเข้าชื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ...

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียดกล่าวว่า มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ร่วมเข้าชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจำนวน 16,599 รายชื่อ หลักการสำคัญของร่างคือการ "คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม" มุ่งให้ความคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ในการเลือกดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมตามความคิดความเชื่อของเผ่าพันธุ์ โดยไม่ถูกคุกคามหรือถูกเลือกปฏิบัติ จากที่เคยถูกมองด้วยอคติทางวัฒนธรรม "ส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์" เปลี่ยนมุมมองผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ล้าหลัง มาเป็นการมองด้วยทัศนะที่เห็นและเข้าใจถึงศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนเป็นพลังสร้างชาติ และ "สร้างความเสมอภาคบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม" มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติในเป้าหมายที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ (Sustainable Development Goal 10) ภายใต้หลักการของความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์

นายชวน หลีกภัย กล่าวภายรับหนังสือว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการในการเสนอกฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของร่าง พ.ร.บ. เพื่อรายงานต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอกฎหมายพิจารณาต่อไป

ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย
ภาพ: รัฐสภาไทย

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิชาว ชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนลงชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

โครงการที่ดินคือชีวิต เชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. …

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ.…

มีการให้คำนิยาม “กลุ่มชาติพันธุ์” ไว้ในมาตรา 4 ว่า “กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่มหรือเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ที่ตั้งถิ่นฐานร่วมกันโดยมีวิถีปฏิบัติตามจารีตประเพณีสืบทอดจากบรรพบุรุษ ตลอดจนมีภาษาและแบบแผนทางวัฒนธรรมของตนมาจนถึงปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่มีความสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือหลายพื้นที่ และพึ่งพาผูกพันกับทรัพยากรในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขามิใช่กลุ่มครอบงำทางสังคมและมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ พัฒนา และสืบทอดวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ระบบภูมิปัญญา อันเป็นไปตามแบบแผนทางวัฒนธรรม สถาบันทางสังคมและระบบนิติธรรมของตน รวมทั้งเป็นกลุ่มที่รักษาสันติวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางปฏิบัติตามจารีตประเพณี” และให้นิยามคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” หมายความว่า “กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมาก่อนที่จะถูกยึดครองหรือถูกบังคับให้อพยพโยกย้าย โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจในสังคม หรือโดยนโยบายกฎหมายของรัฐ (2) มีวัฒนธรรมที่เด่นชัดและแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ โดยรวมถึงภาษา ศาสนา ความเชื่อ วิถีการผลิต รูปแบบโครงสร้างทางสังคมและสถาบันต่าง ๆ (3) เคยประสบกับความไม่เป็นธรรม การถูกกีดกัน การแบ่งแยก การทำให้เป็นชายขอบ หรือการเลือกปฏิบัติ โดยเงื่อนไขเหล่านี้อาจยังคงอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ก็ได้ (4) นิยามตัวเองและได้รับการยอมรับจากกลุ่มอื่น ๆ หรือหน่วยงานรัฐว่าเป็นกลุ่มคนเฉพาะ”

นอกจากนี้ยังให้คำนิยาม “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” , “ชุมชน” , “สิทธิชุมชน” และอื่น ๆ ไว้ในมาตรา 4 เช่นกัน และร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญแบ่งเป็น 5 หมวดดังนี้

หมวดหนึ่ง ว่าด้วยขอบเขตสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสิทธิทางวัฒนธรรมและการศึกษา มาตรา 6 ถึงมาตรา 8 , ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา 9 ถึงมาตรา 12 , ส่วนที่ 3 ว่าด้วยสิทธิในการกำหนดตนเอง มาตรา 13 และมาตรา 14 , ส่วนที่ 4 ว่าด้วยสิทธิในความเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มาตรา 15, ส่วนที่ 5 ว่าด้วยสิทธิการมีส่วนร่วม มาตรา 16 และส่วนที่ 6 ว่าด้วยสิทธิในการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ มาตรา 17

หมวดสอง ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบด้วยกลไกเชิงนโยบาย บัญญัติไว้ใน มาตรา 18 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ได้รับมอบหมายตามมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นรองประธาน และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่กำหนดนโยบายในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

กลไกเชิงปฏิบัติการบัญญัติไว้ใน มาตรา 24 ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองระดับจังหวัด” มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มียุติธรรมจังหวัด เป็นรองประธานอนุกรรม และประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดเป็นอนุกรรมการ มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในระดับจังหวัด และมาตรา 26 ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง มีหน้าที่ดำเนินการศึกษาประเด็นเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการระดับชาติ

หมวดสาม ว่าสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 29 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และมีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ให้มีการจัดตั้งสภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเลือกกันเอง ให้มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกับสังคม ส่งเสริมการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิชุมชน และเสนอนโยบายเป้าหมายและมาตรการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่อคณะกรรมการ และหน้าที่อื่น ๆ ตามมาตรา 35 และให้มีการจัดตั้งคณะผู้อาวุโสให้เป็นที่ปรึกษา ตามมาตรา 40

หมวดสี่ ว่าด้วยข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติมาตรา 43 ให้มี “คณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงเชิงวิชาการในการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์

หมวดห้า ว่าด้วยพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 46 ความว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และ กำหนดให้ประชาชนในชุมชนที่อยู่ภายในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตามมาตรา 48

หมวดหก ว่าสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 51 ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติ และคณะกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง จัดทำร่างนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และแผนงานเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานตามที่คณะกรรมการกำหนด และอื่น ๆ ตามมาตรา 52

บทเฉพาะกาล ให้เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง และพื้นที่ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ “ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์” ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เครือข่ายกะเหรี่ยง และเครือข่ายชาวเล ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ซึ่งได้จัดตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองตามมาตรา 41 ไปพลางก่อน ตามมาตรา 66


ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเข้าชื่อเสนอกดหมายได้ที่นี่ จากนั้นส่งเอกสารที่ลงนามสนับสนุนแล้วมายัง

นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 77/1 หมู่ 5
ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทร.053-810780 มือถือ 084-3784571

หรือส่งไฟล์สแกน หรือรูปภาพของเอกสารมาที่อีเมล suriyannt@hotmail.com

ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564

ดาวน์โหลด วิธีการส่งเอกสารเข้าเสนอชื่อกฎหมาย

ดาวน์โหลด ร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้เชิญชวน

รายชื่อองค์กรร่วมรณรงค์ร่างพระราชบัญญัติฯ ประกอบด้วย

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน, เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการสังคมและการเมือง (คปสม.), เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.), กลุ่มเพื่อนประชาชนบนพื้นที่สูง, สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์, สถาบันธรรมชาติพัฒนา, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก, เครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพา 5 จังหวัด, ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ภาคี#saveบางกลอย, สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, มูลนิธิชุมชนไท (มชท.), มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)


คืนสิทธิ์ที่ดิน คืนถิ่นหาปลา ร่วมพัฒนา เขตคุ้มครองวัฒนธรรม

คืนสิทธิ์ที่ดิน คืนถิ่นหาปลา ร่วมพัฒนา เขตคุ้มครองวัฒนธรรม

ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวน 56 กลุ่ม ประชากรกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ชาวเล 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามันในจังหวัดภาคใต้ เป็นต้น

กลุ่มชาติพันธุ์ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้มีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและภูมิปัญญาในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยต่อกัน ระหว่างคนกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิถีและปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ต่างกับสังคมใหญ่

การพัฒนาประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในทุกๆ ด้าน เช่น ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ถูกเบียดขับโดยวัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมกับการพัฒนายุคใหม่ ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองถูกลิดรอนสิทธิ มีสถานะไม่มั่นคง เป็นกลุ่มชายขอบเปราะบางทางสังคม

 

Photo: ActionAid

 

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกับสิทธิตามกฎหมายไทยและปฏิญญาสากล

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 70 ได้ระบุถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย”
  2. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ข้อ 4.3.5 ระบุว่า “สนับสนุนการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความตระหนักในสิทธิมนุษยชน สร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของกลุ่มชน สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของคนในท้องถิ่น สร้างความเข้าใจและจุดร่วมบนความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์
  3. ประเทศไทยได้รับรองปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 โดยสาระสำคัญระบุว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิในที่ดิน เขตแดน และทรัพยากร ซึ่งพวกเขาครอบครองและเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือเคยได้รับมาก่อน รัฐจักต้องทำให้การยอมรับและคุ้มครองในทางกฎหมาย” รวมทั้งได้รับรองเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน (Sustainable Development Goals) ในฐานะวาระการพัฒนาแห่งสหประชาชาติภายหลังปี ค.ศ.2015 ซึ่งหัวใจของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้คือจะเน้นการพัฒนาที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive development principles)

 

Photo: ActionAid

 

ชนเผ่าชาติพันธุ์ชาวเล หนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ชาวเลในประเทศไทยมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมดประมาณ 14,000 คน อาศัยอยู่ตามเกาะและชายทะเลฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล รวมทั้งหมด 43 ชุมชน โดยมีหลักฐานว่าชาวเลเหล่านี้อยู่อาศัยในดินแดนประเทศไทยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 300 ปี สืบทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณี และวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน

นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทำให้นักธุรกิจกว้านซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ที่ดินบางแห่งมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ และทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของชาวเล นอกจากนี้การประกาศเขตอนุรักษ์ทั้งบนบกและทางทะเล ทำให้พื้นที่ทำกินของชาวเลลดน้อยลง ปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน และปะทุรุนแรงขึ้นภายหลังเหตุการณ์สึนามิในปี พ.ศ.2547 ชาวเลและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงได้รวมตัวกันนำปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขาผลักดันให้รัฐบาลแก้ไข
 

จากปัญหาสู่มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2553

หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ ชาวเลได้ร่วมกับผู้ประสบภัยเป็น “เครือข่ายชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิ” พัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่าย และจัดทำข้อเสนอของตนเองไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและทำให้สาธารณะได้รับรู้ ซึ่งจากการประมวลพบว่า ชาวเลมีปัญหาหลายด้าน ได้แก่

  • ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • ปัญหาสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมของชาวเล
  • ปัญหาพื้นที่ทำกินในทะเล
  • ปัญหาเรื่องการศึกษา
  • ปัญหาขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม
  • ปัญหาด้านสุขภาวะ
  • ชาวเลบางคน ยังไม่มีบัตรประชาชน
  • ปัญหาอคติด้านชาติพันธุ์
  • ปัญหาเด็กและเยาวชน

โดยได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2553 ภายใต้แนวคิดการจัดตั้ง “เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญหาดังกล่าวไปวางแผนและขับเคลื่อนแผนงานพร้อมกับสนับสนุนให้มีการจัดงาน “วันนัดพบชาวเล”

 

Photo: ActionAid

 

เข้าสู่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 การแก้ปัญหาดังกล่าวของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลยังคงอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรได้แก่

  • ชาวเลไม่ต่ำกว่า 25 ชุมชน ยังไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • จำนวน 7 ชุมชน มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับเอกชน
  • ชาวเลกว่า 200 ครอบครัว ถูกฟ้องขับไล่ สู้คดีในชั้นศาล
  • ที่ดินสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรม ถูกเอกชนอ้างสิทธิ์ไม่สามารถเข้าไปฝังศพได้ 15 แห่ง ฯลฯ
  • ชาวเลจำนวน 441 คน ไม่มีบัตรประชาชน
  • ชาวเลจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น การศึกษา สาธารณสุข
  • ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อม ถูกเบียดขับ โดยวัฒนธรรมใหม่
  • ความมีอคติทางชาติพันธุ์ยังคงอยู่

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวให้ เป็นจริง เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล นักพัฒนา นักวิชาการ นักกฎหมาย ตลอดจนองค์กรสนับสนุนต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อน “เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวเล” ไปสู่ระดับนโยบาย โดยยกร่างเป็น “พระราชบัญญัติเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” ทั้งนี้ ด้วยตระหนักว่า รัฐต้องมีนโยบายที่สมดุลระหว่างการพัฒนากับการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นธรรมยั่งยืน

 

“คืนสิทธิที่ดิน คืนถิ่นหาปลา
ก้าวสู่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม”


ร่วมฝ่าวิกฤติ ที่ดิน ไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”

ร่วมฝ่าวิกฤติที่ดินไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”

เนื่องในวาระครบรอบ 44 ปี แห่งการจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ร่วมกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สหภาพยุโรป และองค์กรภาคประชาสังคม จัดมหกรรม “ที่ดินคือชีวิต ฝ่าวิกฤติที่ดินไทย” เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย สร้างพื้นที่รูปธรรมการพัฒนาโดยชุมชน การเสนอมาตรการในเชิงนโยบาย และกฎหมายต่อรัฐบาล เพื่อสร้างหลักประกันให้กับคนทุกคนในสังคมไทย ได้เข้าถึงการมีหลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี และนำสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

พบกันวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนที่: http://bit.ly/2Opfrix 

ภายในงาน พบกับ:

  • การนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัญหาที่ดินในประเทศไทยในปัจจุบัน
  • ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย
  • การประมวลการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
  • การนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาที่ดิน
  • ผ่านรูปแบบ การปาฐกถา เวทีเสวนา นิทรรศการ “ที่ดินคือชีวิต” ร่วมเดินชมผลผลิตจากพื้นที่ “โฉนดชุมชน”
  • การแสดงดนตรี จากวงคาราวาน โฮป แฟมิลี่ และการแสดงของศิลปินชุมชนต่างๆ
  • ห้องเสวนา “วิชาที่ดินไทย” ใน 6 ประเด็นย่อย
    • ที่ดินสาธารณะประโยชน์
    • ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)
    • ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดินอุทยานชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
    • ปัญหาการไร้ที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์
    • ที่ดิน ที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง
    • การสูญเสียที่ดินจากการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
  • เวทีเสวนานโยบายที่ดิน ได้แก่
    • เวทีวิชาการ นโยบายโฉนดชุมชน
    • เวทีวิชาการ นโยบายธนาคารที่ดิน
    • เวทีวิชาการ “นโยบายสาธารณะด้านที่ดินและผลกระทบในเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)”

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับงาน ที่เพจ Facebook ที่ดินคือชีวิต

ร่วมฝ่าวิกฤติ ที่ดิน ไทย ที่มหกรรม “ที่ดินคือชีวิต”