โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

ปัญหาการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มักจะสร้างความขวัญเสียให้กับผู้อำนวยการ ครู และผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 40 คน อย่างไรก็ดี โรงเรียนเหล่านี้กระจายตัวตามพื้นที่ของประเทศไทยและมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในหมู่บ้านเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึง และอยู่ในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ

จากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานภาพรวมของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย โดยการวิเคราะห์จากข้อมูลสารสนเทศของจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โดยร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561-2563 มีจำนวนที่มากขึ้น ในปี 2563 มีร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กถึง 50 จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จำนวนโรงเรียนในประเทศไทยมีน้อยลงเนื่องจากการยุบเลิกสถานศึกษาตามนโยบายของภาครัฐ แต่สิ่งที่สะท้อนผลคือ จำนวนของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2562 จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 133 โรงเรียน และในปี 2563 มีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 123 โรงเรียน สาเหตุอาจมาจากจำนวนประชากรวัยเรียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากรายงานสถิติรายปีประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2560-2562 พบว่า ประชากรแรกเกิดมีอัตราลดในทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการแข่งขันทางศึกษาที่สูงขึ้น ผู้ปกครองที่ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น จึงเลือกที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรมากกว่า เช่น โรงเรียนประจำอำเภอ โรงเรียนประจำจังหวัด ทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนขนาดกลางลดลงจนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีนักเรียนจนถูกควบรวมและยุบเลิกสถานศึกษาในที่สุด

โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยทั้งหมดในปี 2563 มีจำนวน 14,976 โรงเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีจำนวนโรงเรียนถึง 7,214 โรงเรียน แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนโรงเรียนในแต่ละภาคแล้วจะเห็นได้ว่า ร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กที่สูงที่สุดคือ ภาคเหนือคือ ร้อยละ 56.6 สาเหตุมาจากโรงเรียนขนาดเล็กในภาคเหนือจะอยู่ในพื้นที่สูง ห่างไกล เดินทางลำบาก และอยู่ในพื้นที่มีความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม หลากหลายทางชาติพันธุ์ และความเชื่อ ทำให้ไม่สามารถควบรวมได้

นอกจากจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นแล้ว จำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2563 มีจำนวนนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ถึง 968,992 คน โดยจำแนกเป็นเพศชาย 511,702 และเพศหญิง 457,290 คน โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาประถมศึกษา คือมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยภาคที่มีจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ 467,313 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด จากการดำเนินงานนโยบายยุบควบรวมสถานศึกษาจากแนวปฏิบัติในปี 2562-2563 นั้นจะมีโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์การพิจารณาดำเนินการ (จำนวนเด็กที่น้อยกว่า 40 คน) จำนวน 3,162 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียน 75,447 คน (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2563) ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนของภาครัฐ ยังไม่รวมถึงผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชนของพวกเขา

จำนวนของของโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นนั้นสอดคล้องข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ ที่มีการรวบรวมไว้โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติผ่านการรวบรวมโครงสร้างประชากรตามอายุไว้นั้น บ่งบอกได้ว่า อัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ในปี 2563 ประเทศไทยมีอัตราการเกิดเพียง 587,368 คน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีอัตราการเกิด 618,193 คน (ลดลง 30,825 คน) จำนวนนักเรียนที่จะเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (5-14 ปี) นั้นมี 7,650,332 ซึ่งลดลดจากปี 2562 เป็นจำนวน 111,108 ซึ่งมีอยู่ 7,761,440 คน จะเห็นได้ว่า จำนวนเด็กซึ่งเป็น Input ที่สำคัญของโรงเรียนลดลงเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ววิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองคงจะเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก คุณภาพของการจัดการเรียนรู้ซึ่งมีกลไกที่สำคัญคือครู เมื่อจำนวนครูน้อย ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพของบุตรหลาน การตัดสินใจย้ายบุตรหลานไปยังโรงเรียนอื่นจึงเกิดขึ้นในยุคที่เส้นทางการคมนาคม ไม่ได้ลำบากอย่างแต่ก่อน จึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นมาก ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กยากต่อการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ปกครองและรักษาจำนวนนักเรียนในเกินจากเกณฑ์ที่ สพฐ. กำหนด ตัวอย่างของวิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กจำนวนมากสมัครเรียน จนต้องมีการสอบการแข่งขันคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับ ป.1 ทั้งที่มีโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็กกระจายตัวไม่ไกลจากโรงเรียนขนาดใหญ่นั้น เป็นหลักฐานยืนยันว่า คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

คุณภาพการจัดการศึกษาที่สวนทางกับการบริหารจัดการ

เมื่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญสำหรับโรงเรียนแล้ว หากแต่เมื่อจำนวนครูที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคุณภาพการศึกษา และยังส่งผลต่อ "ความคุ้มค่า" ของงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การมีนวัตกรรมการทางการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถรักษาคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมที่จะเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ของโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนมีส่วนในการตัดสินใจเลือกใช้ หรือ ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนและครูพัฒนาขึ้นเอง เพราะจะเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการในการแก้ปัญหาและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า "เป็นนวัตกรรมที่ระเบิดจากภายใน" การบริหารงานของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานอาจจะมีนวัตกรรมตามนโยบายลงไปให้โรงเรียนใช้ ซึ่งครูก็จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานตามนโยบาย แต่ผลลัพธ์อาจไม่นำไปสู่ความยั่งยืน เป็นเพียงการทำไปตามกระบวนการ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง แต่หากนวัตกรรมทางการศึกษามาจากการเลือกของโรงเรียนเอง หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า นวัตกรรมนั้นมีความเหมาะสมกับโรงเรียนของตนเอง ผู้อำนวยการและครูจะสามารถใช้นวัตกรรมนั้นได้อย่างยั่งยืนและมีความพร้อมที่จะบูรณาการให้มีคุณภาพอย่างที่ต้นสังกัดต้องการ

โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครูผู้สอน การใช้นวัตกรรมที่มุ่งเน้นการบูรณาการนำไปสู่การพัฒนาสมรรถะของผู้เรียนนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลที่สำคัญนั่นคือจำนวนครูซึ่งไม่ครบชั้น และไม่ครบกลุ่มสาระวิชา จึงเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบ Free Content ที่ไม่มุ่งเน้นต่อรายวิชาใด ๆ แต่มุ่งเน้นการพัฒนาสรรถนะหลักของผู้เรียน ตามนโยบายของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กำลังจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ การสอนแบบบูรณาการโดยใช้นวัตกรรมจึงมีความเป็นไปได้ในโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบ้านฮากฮาน สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา น่าน เขต 1 โรงเรียนขนาดเล็กที่มุ่งเน้นการสอนโดยใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี กลไกที่สำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก คือ ผู้อำนวยการ จากงานวิจัยข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา พบว่า “ความเข้มแข็งทางวิชาการของผู้อำนวยการมีผลต่อการยอมรับและการใช้นวัตกรรมของครู ซึ่งมักส่งผลต่อระยะเวลาในการยอมรับนวัตกรรมของครู นอกจากนั้นแล้ว “ความสามารถในการหาผู้สนับสนุนหรือเครือข่ายหนุนเสริมโรงเรียนของผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครูในโรงเรียน”

อีกปัจจัยที่ดูจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กคือ คณะกรรมการสถานศึกษา หลายโรงเรียนยังคงมีคณะกรรมการสถานศึกษาที่ไม่เข้าใจในบทบาทของตนเองว่าตามบทบาทของตนเองจะต้องทำอย่างไร คืออยู่ในโครงสร้างของโรงเรียนตามหน้าที่ แต่ไม่ได้มีบทบาทหรือมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเท่าไรนัก ทั้งที่กลไกคณะกรรมการสถานศึกษาควรเป็นจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ที่ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา นักวิจัยได้พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่ใช้นวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายการจัดการเรียนรู้ในยุค Next Normal ได้เป็นอย่างดี ในอนาคตที่เราอาจจะต้องอยู่กับโรคระบาด ที่เป็นโรคระบาดในท้องถิ่นไปแล้ว การที่เด็ก ๆ อยู่ในท้องถิ่นของตัวเอง อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วยจำนวนคนไม่เยอะ ควบคุมจำนวนเด็กที่อยู่ในโรงเรียนได้ ควบคุมปัจจัยการแพร่กระจายของโรคได้ จะเห็นได้ว่า นโยบายการจัดการเรียนการสอนในช่วงการระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 โรงเรียนขนาดเล็กแทบจะไม่เกิดผลกระทบเลย แต่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และไม่สามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่จะต้องเข้ามาในโรงเรียนได้ ที่สำคัญ ถ้าปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้หรือเป็นหน่วยการเรียนรู้ของชุมชนแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กก็จะสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ Next Normal ได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นวิกฤติที่ต้องยุบ-ควบรวม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในด้านของเศรษฐศาสตร์หรือความคุ้มค่าของงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น เราอาจจะต้องหันกลับมามองถึงจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ตอบโจทย์คุณภาพทางการศึกษาที่ชุมชนต้องการ พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายรวมไปถึงการปรับตัวของการจัดการศึกษาให้เข้ากับยุค New และ Next Normal โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาที่สอดคล้องกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อความยั่งยืนในการจัดการศึกษาของชุมชนนั้น คำว่า “วิกฤติของโรงเรียนขนาดเล็ก” คงจะเปลี่ยนเป็น “โอกาสของโรงเรียนขนาดเล็ก” ที่จะพัฒนาการจัดการศึกษาของชุมชนและประเทศไทยอย่างยั่งยืนก็เป็นได้

โดย ดร.การญ์พิชชา กชกานน
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาและคณิตศาสตร์
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
หัวหน้าโครงการวิจัย ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา


เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (โครงการ ACCESS School)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ดินคือชีวิต และอียูรับมือโควิด

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าของกิจกรรม กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด เนื่องในโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานในจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 17 - 19 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย มีภารกิจเดินทางปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงถือโอกาสประชุมพบปะมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป เพื่อติดตามความคืบหน้า และความสำเร็จต่าง ๆ ที่สำคัญของทั้งสองโครงการ ณ สมาคมฝรั่งเศส จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ตัวแทนจากทั้งสองมูลนิธิยังได้นำเสนอถึงความท้าทายในการจัดกิจกรรมภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ทั้งสิ้น 3 ประเด็น ดังนี้

1. การรับมือและจัดกิจกรรมในสถานการณ์โควิด-19 ชุมชนมีความกลัวเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้มีการปิดชุมชนและไม่กล้ามาร่วมกิจกรรมนอกชุมชน ทำให้ทีมงานต้องทำงานผ่านทางออนไลน์ ต้องเรียนรู้การทำงานในสถานการณ์การรแพร่ะบาดของไวรัสไปพร้อมกับการปฏิบัติการ

2. การเก็บและนำส่งข้อมูลพื้นฐานของชุมชนมีความยากลำบากเพราะชุมชนไม่สามารถออกนอกพื้นที่มาส่งข้อมูล การประมวลข้อมูลต้องทำเองไม่สามารถใช้โปรแกรมช่วยเพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์และคนเก็บข้อมูลไม่มีความเข้าใจคำถาม

จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแบบฟอร์มในการเก็บข้อมูลเพื่อสามารถลงระบบประมวลผลได้ และในอนาคตให้ทำความเข้าใจเรื่องคำถามกับคนเก็บข้อมูลก่อน

3. มีการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปี 2564 จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามแผนงาน เพราะมีการเปลี่ยนทีมงานและผู้บริหารในท้องถิ่นทุกระดับ และเกิดความท้าทายในการทำให้แผนของชุมชนเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานราชการและท้องถิ่น จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะ เช่น การดึงท้องที่ท้องถิ่นมาร่วมกิจกรรมกับชุมชน, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือต้องพัฒนาเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะการจัดการไฟป่า, และยกระดับการใช้เครื่องมือสื่อสารของอาสาสมัคร เช่น การใช้ Walkie-Talkie เป็นต้น

หลังจบกิจกรรม ทางทีมได้สรุปวางแผนจัดถอดบทเรียนโครงการของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงการขยายเวลาและงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการได้ ทั้งนี้ คุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้ส่งอีเมลแจ้งว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ประทับใจกับผลงานที่ภาคีได้ทำในพื้นที่แนวหน้าร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของทุกคนที่ทำงานให้แก่กลุ่มเปราะบางชายขอบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ท้าทายเช่นนี้อีกด้วย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


ภาคประชาสังคมจัดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบาย-แก้ไขกฎหมาย

ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2565 มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และภาคีในเครือข่ายอื่น ๆ จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติ และโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไข กฎหมายภัยพิบัติ ณ โรงแรมดอนเมืองแอร์พอร์ต (ไมด้า) โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอพื้นที่ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน สู่การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนของภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน และนำสิ่งที่ได้ไปนำเสนอต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ จนนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กระบวนการแก้ไข กฎหมาย และวางแผนขับเคลื่อนในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ร่วมกัน

ที่ผ่านมามูลนิธิชุมชนไทได้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคีในการขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จนมีข้อสรุปร่วมกันว่า การจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ อย่างน้อยต้องมีนโยบายและกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการ ซึ่งรัฐและราชการส่วนภูมิภาคมีบทบาทในการสนับสนุนให้การบริหารจัดการได้ทันท่วงที เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากบทเรียนการดำเนินงาน ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมไปถึงข้อเรียกร้องในการให้การสนับสนุนหนุนเสริมการทำงาน และแก้ไข จึงได้จัดให้มีเวทีเสวนานี้ขึ้น

วันที่ 21 เมษายน 2565 อรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย เป็นเกียรติกล่าวเปิดงาน และปาฐกถาเปิด “บทเรียน-ชุมชนสู่การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการภัยพิบัติ” โดย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ประธานมูลนิธิ-ชุมชนไท จากนั้นจึงมีการนำเสนอ “บทเรียนและความท้าทายการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน” ใน 10 พื้นที่ รวมไปถึงการเปิดเวทีเสวนา “ความร่วมมือการขับเคลื่อนชุมชนรับมือภัยพิบัติโดยนโยบายและกฎหมายภัยพิบัติ” โดย ประธานกรรมาธิการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม และผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท

ในวันที่ 22 เมษายน 2565 เวทีเสวนาได้เน้นการกระบวนการ “พัฒนาหลักสูตร พัฒนาคนจัดการภัยพิบัติ” และ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น สู่การจัดการภัยพิบัติชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” นำโดยผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รองคณบดีคณะ-วิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน เครือข่ายชาวเล และเครือข่ายการคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2564 - 30 มิถุนายน 2565 สหภาพยุโรป ร่วมมือกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด (EU COVID-19 Response and Recovery Project in Thailand – Nationwide) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนและชุมชนสามารถผลิตอาหารที่เพียงพอและปลอดภัย มีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นแหล่งรายได้เสริม รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้านอาหาร โดยมีองค์กรภาคีเครือข่ายในเครือข่ายของโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School) ได้แก่ สมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา เขตภาคกลาง, สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการคัดเลือกและจัดตั้งโรงเรียนนำร่องแหล่งผลิตอาหารในชุมชน ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 ภูมิภาค (ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง) จำนวน 30 แห่ง ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านหนองตอกแป้นวิทยา, รร.บ้านหนองกุง, รร.บ้านฮ่องทราย, รร.บ้านหนองบัวกุดอ้อ, รร.บ้านโนนเห็ดไค, รร.บ้านหนองบัวคู, รร.ธนบุรีโคกสีหนองเต่าวิทยายน, รร.บ้านหนองแสน, รร.จินดาสินธวานนท์ และรร. คำรงถาวรเจริญวิทย์

ภาคกลาง (9 โรงเรียน) ได้แก่ ร.ร.วัดอุบลวรรณา(นิ่มพิณมุขประชานุกูล), รร.แหลมบัววิทยา, รร.บ้านหนองขาม รร.วัดอมรวดี (อมรวิทยาคาร), รร.วันมหาราช (ผาณิตพิเชฐวงศ์ 1), รร.วัดโคกทอง (ปริปุณอินทรประชาวิทยา), รร.บ้านห้วยรางเกตุ, รร.บ้านห้วยด้วน และรร.วัดหัวโพ (หัวโพประศาสน์วิทยา)

ภาคเหนือ (11 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านน้ำมวบ, รร.บ้านป่าสัก, รร.ศรีบุญเรือง, รร.บ้านชมพู, รร.บ้านน้ำลัด, รร.บ้านฟ้า, รร.ชุมชนบ้านหลวง, รร.บ้านสบยาง, รร.ป่าแลวหลวงวิทยา, รร.บ้านหนองบัว และรร.บ้านนาทะนุง

กิจกรรมจะเน้นการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรภาคี ชุมชน และโรงเรียนนำร่องทั้ง 30 แห่ง เกี่ยวกับวิธีการผลิตอาหารในชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้จากการวางแผนร่วมกับโรงเรียน และอาสาสมัครชุมชน โดยจะกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตระหนักถึงความท้าทายของสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ตลอดจนวิธีการจัดหาอาหาร หลังจากการฝึกอบรมจะมีการสนับสนุนหน่วยผลิตอาหารที่มีโรงเรียนเป็นฐานการผลิตในรูปแบบเกษตรพอเพียง เช่น แปลงผักสวนครัวท้องถิ่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงให้การสนับสนุนอื่น ๆ ตามความต้องการของโรงเรียนและชุมชน ทั้งนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนจัดหาพื้นที่ในการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกชุมชน อาสาสมัครหมู่บ้าน และนักเรียนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชุมชนต่อไป ซึ่งการประเมินผลจะมีทั้งการติดตามรายงานความก้าวหน้า และการลงพื้นที่ติดตาม รวมถึงหนุนเสริมโรงเรียนเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดทักษะด้านความมั่นคงทางอาหารที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึงพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link (เครดิต: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 55 ของประเทศไทย ได้แถลง นโยบาย 12 ข้อในการจัดการศึกษา ต่อคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชน ในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในนามขององค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ขอแสดงความยินดีกับท่านตรีนุช ที่ได้เข้ามารับหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับท่านรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบาย 12 ข้อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป

ทั้งนี้จากนโยบาย 12 ข้อที่ท่านได้แถลงต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและเพิ่มเติม โดยภาพรวม นโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อเป็นแนวนโยบายที่จะเป็นธงนำไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศไทยได้ และเข้าใจว่าคงจะบรรจุอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2565-2569 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะเพิ่มเติมให้นโยบายการจัดการศึกษามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2561-2565 และสามารถสะท้อนตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2565-2569 ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

เป้าหมายการจัดการศึกษา

ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนในสังคม มีทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะและความสุข

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นโยบายชัดเจนในการนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นธงนำให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามเป้าหมายการจัดการศึกษาชาติ จึงขอเสนอวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ข้อและให้จัดกลุ่มนโยบายทั้ง 12 ข้อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม:

จุดประสงค์ที่ 1 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จุดประสงค์ที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลักการสำคัญของนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละข้อ จะขอเพิ่มเติมขยายความ 5 นโยบาย ได้แก่ ข้อที่ 1 (การปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เท่าทันศตวรรษที่ 21) ข้อที่ 2 (การพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัลของครู) ข้อที่ 3 (การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์ม) ข้อที่ 4 (การกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษา) และ ข้อที่ 10 (การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการศึกษา) ตามลำดับ ดังนี้

 

นโยบายข้อที่ 1 – การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีความรู้ มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

โดยหัวใจ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ควรจะขยายความให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษาไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ยังติดอยู่กับระบบการใช้รายวิชาเป็นฐาน (Subject-based learning) ที่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ไม่เน้นการฝึกฝนสมรรถนะ ดังนั้น นโยบายข้อนี้ควรปลดล็อกหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอุปสรรคปัญหา ไปสู่การเรียนรู้ที่ทันสมัยและรู้จริง (Mastery learning) ซึ่งหมายถึง กระบวนการเรียนเพื่อรอบรู้จนเชี่ยวชาญ ด้วยการดำเนินการให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนแต่ละคนตามความชอบ ถนัด สนใจ หรือแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการเหมือนกัน บนฐานชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง ด้วยการแสวงหาวิธีการ สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนรอบรู้ คือ ”รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กัน (ป้องกัน) รู้แก้ รู้ทำ” ประยุกต์ใช้จนเชี่ยวชาญในแต่ละระดับได้ หากผู้เรียนได้รับเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การที่จะให้ผู้เรียนหรือพลเมืองไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น ต้องระบุว่า ให้มีความรู้และฝึกประยุกต์ใช้ความรู้แบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based Learning) นั่นคือ การใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตที่สามารถใช้การได้จริงและได้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องขยายความคำว่า “บริบทสังคมไทย” ซึ่งเป็นบริบทที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนฐานพหุวัฒนธรรม ปัญญาและหลากหลายชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนถึง 56 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6.09 ล้านคนหรือร้อยละ 9.68 ของประชากรในประเทศไทย (รายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พ.ศ. 2555) ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทั้งในที่สูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มน้ำตะวันตก พื้นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ผูกพันและพึ่งพาวิถีธรรมชาติได้สะสมเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายระบบการศึกษาไทยไม่ได้จัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะของผู้เรียน ที่ยึดโยงกับบริบทที่หลากหลายของสังคมไทยที่ จึงส่งผลให้ผู้เรียนยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งห่างไกลชุมชน ไม่รู้จักรากเหง้าตนเอง ไม่รู้จักพหุภูมิปัญญาของสังคมไทย หรือธรรมชาติในมิติทางนิเวศและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

 

นโยบายข้อที่ 2 – การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนา
ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย
และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

นโยบายข้อนี้ควรคำนึงถึงการตอบโจทย์หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่แผนการศึกษาชาติและนโยบายได้ปลดล็อกใหม่ ดังนั้นควรเพิ่มสมรรถนะให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาที่ใช้สมรรถนะเป็นฐานการเรียนรู้ (Competency-Based Learning) และพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานพหุปัญญาชุมชน วัฒนธรรม ธรรมชาติตามบริบทของสังคมไทย

 

นโยบายข้อที่ 3 – การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP)
และการส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ
พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย
และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษามาใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา

เนื่องจากปัจจุบัน ฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของชาติที่กล่าวไว้ในนโยบายข้อนี้ ยังไม่เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกันได้ในทุกระบบ ทุกประเภทการศึกษา เช่น ระบบฐานข้อมูลของการศึกษาทางเลือก หรือกลุ่มการศึกษาของเด็กนอกระบบและตามอัธยาศัยของสถาบันสังคม (ตามมาตรา 12) ยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบและยังไม่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาแห่งชาติ (DMC) ได้ รวมถึงยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการจุดมุ่งหมายการศึกษาชาติ ดังนั้น จึงขอให้เพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบ Big Data ด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อสนับสนุนการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือผู้เรียนให้เข้าถึงการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยทุกประเภทและสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลส่วนราชการอื่นๆได้ตามเงื่อนไขของระบบกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่กำหนด

เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ขับเคลื่อนไปบนโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ระบบฐานข้อมูลการศึกษาชาติควรเท่าทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และสร้างสรรค์การศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาชาติ ขอให้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

    1. ปรับปรุงฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ หรือ Data management Center (DMC) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาประเภทนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของสถาบันสังคมตามมาตรา12 (การศึกษาโดยครอบครัวและการศึกษาในศูนย์การเรียนของบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา) ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเฉพาะ กศน.จึงทำให้ฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนนอกระบบกว่า 10,000 คนและสถานศึกษานอกระบบกว่า 1,500 แห่งไม่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ
    2. ฐานข้อมูลสถานศึกษาขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ด้วยตนเอง หรือมีคุณภาพและมาตรฐานที่หลากหลายตามบริบทสังคมไทย
    3. ฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและพัฒนาเด็กเยาวชนของประเทศไทยที่หนุนเสริมและสนับสนุนพัฒนาการศึกษาไทย
    4. ฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา ครูอาสา ครูชุมชนที่ร่วมสนับสนุนการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่างๆ
    5. ฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนทุกเพศวัยและสถานศึกษาทุกระดับ เช่น แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกษตรกรรม หัตถกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี กีฬา ฯลฯ
    6. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย นโยบาย กฎหมาย และแผนการศึกษาชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ควรเปิดระบบหรือกลไกที่ให้ประชาชน ผู้เกี่ยวข้อง หรือภาคประชาสังคมที่สนใจสามารถเข้าถึงและเข้าใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้โดยสะดวกมากขึ้น

 

นโยบายข้อที่ 4 – การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษา
ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อกำหนดให้มีระบบบริหารและการจัดการ
รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว
การบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน มีระบบการบริหารงานบุคคลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

ข้อนี้เป็นแนวนโยบายที่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เขียนขอเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

ให้มีการศึกษาทบทวน กฎหมายการศึกษาเพื่อปลดล็อก ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายรวมถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจเป็นอุปสรรค ปัญหา และรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาไว้ที่ส่วนกลางมานาน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 4 (4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่การจัดการศึกษาเป็นของรัฐโดยกระทรวงศึกษาส่วนกลาง หน้าที่ของบุคคล/ประชาชนมีเพียงต้องเข้ารับการศึกษาอบรมโดยขาดการมีส่วนร่วม สนับสนุน พัฒนาการศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรมีศึกษาเรื่องกฎหมายการศึกษาหรืองานวิจัยอย่างจริงจัง

นอกจากการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายการศึกษาแล้ว การบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐานจะให้สำเร็จได้ต้องเพิ่มเติม กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน เขต 1 ได้ร่วมดำเนินงานในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่และระดับประเทศร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนและยื่นข้อเสนอต่อนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงแรกเริ่ม จวบจนกระทั่งในปี 2559 ได้มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการทำงานร่วมกัน ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงรูปธรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด หรือ Thinking Tools ซึ่งได้รับนวัตกรรมมาจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มาทำงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน สมาคมฯ นำนวัตกรรมเครื่องมือสอนคิดมาขยายผลอย่างเป็นระบบ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเครือข่ายในการออกแบบการสอน อบรมครู ลงมือทำ ติดตามผล รวมถึงสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ที่เล็งเห็นความสำคัญ จนรับแนวทางการสอนคิดเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายระดับ

ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่หยุดการพัฒนาและมุ่งหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยกำลังและความตั้งใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพของโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ วันนี้ สมาคมฯ และสพป. น่าน เขต 1 ได้วางรากฐานความร่วมมือกับ สพป. น่าน เขต 2 ในการขยายผลการเปลี่ยนแปลงไปยังโรงเรียนอีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

 

นโยบายข้อที่ 10 – การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้สามารถสะท้อนออกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจน ขอเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน และการใช้นอกจากผ่านระบบดิจิทัลแล้วควรผ่านระบบการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานสมรรถนะจริงในปัจจุบันด้วย

ผู้เขียนขอชื่นชมนโยบายข้อที่ 11 นโยบายข้อที่ 12 ที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ในนโยบายข้อที่ 12 การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ควรรวมถึงผู้เรียนที่อยู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่ประสงค์จะเรียนตามที่ตนเองสนใจ ถนัดและมีความต้องการที่จำเป็นพิเศษอื่น ๆ ด้วย

 

โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับ นโยบาย ของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

 


 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


การตลาดออนไลน์สำคัญกับ ชาวเล อย่างไรในยุคโควิด?

การตลาดออนไลน์สำคัญกับชาวเลอย่างไรในยุคโควิด?

หลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอด คำถามนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เราหรือคนในชุมชนเมือง แต่รวมไปถึงชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะเช่นกัน

จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของโครงการอียูรับมือโควิด ในกิจกรรมการอบรมการตลาดออนไลน์ จากชุมชนชาวเล ทั้ง 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ ภูเก็ต และสตูล ในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่า ชาวบ้านตามเกาะต่าง ๆ ทั้งที่มีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาชีพประมง หรืออื่น ๆ ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่บนชายฝั่งและชุมชนเมือง บางคนอาจได้รับผลกระทบที่มากกว่า เพราะไม่มีทั้งเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายได้ที่แน่นอนในแต่ละวัน บางคนต้องหาเช้ากินค่ำ รับจ้างรายวัน เพื่อประทังชีวิตของตนและครอบครัว บางคนต้องตกงาน เพราะนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ การทำประมงในบางพื้นที่ก็มีปัญหาเรื่องการซื้อขาย และส่งออกที่อย่างยากลำบากมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมไปถึงความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตนเองและครอบครัวให้ห่างไกลจากโควิด-19 อย่างจำกัดอีกด้วย

เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชาวเลเหล่านี้ สหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุน เพื่อจัดกิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้แก่ชาวเลในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้พวกเขาได้มีทางเลือกชีวิต และสร้างโอกาสของตนเองในภาวะโควิด-19 การเสริมสร้างองค์ความรู้นี้ จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งหารายได้ใหม่ในยุค New Normal ช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าการอบรมเป็นเพียงระยะสั้น ๆ แต่ช่วยให้เยาวชนและชาวเลที่ร่วมกิจกรรมหลายคนได้เปลี่ยนมุมมอง จากฐานะคนที่เคยซื้อของออนไลน์อย่างเดียว ให้เห็นลู่ทางของการเป็นเจ้าของกิจการออนไลน์ได้ในอนาคต บางคนเริ่มมีแผนในการขายของออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่ตนเองชอบหรือสิ่งที่มีอยู่ เช่น ขายปลา ขายเสื้อผ้า หรืออาหารแปรรูปในชุมชนของตนเอง ผ่านทาง Facebook ที่พวกเขาใช้อยู่เป็นประจำ

ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร การตลาดออนไลน์กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เสริม ในยุคโควิด-19 ซึ่งถ้าเรารู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอจะสามารถทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจุบันและอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป วันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายน 2564 ณ อ.ละงู จ.สตูล / ภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


โครงการอียูรับมือ โควิด เสริมทักษะชาวเลด้านการตลาดออนไลน์ สร้างรายได้สู้พิษโรคระบาด

โครงการอียูรับมือโควิด เสริมทักษะชาวเลด้านการตลาดออนไลน์ สร้างรายได้สู้พิษโรคระบาด

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายน 2564 สหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุน เพื่อจัดกิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ผ่านดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้แก่ชาวเลและกลุ่มไร้สัญชาติ ครั้งที่ 5 ณ ห้องประชุมภูผาแดโฮมเสตย์ อำเภอละงู จังหวัดสตูล โดยมีกลุ่มเยาวชน และชาวบ้านจากชุมชนหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล จำนวนทั้งสิ้น 22 คน เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมูลนิธิชุมชนไทที่ได้ร่วมงานกับชาวเล ชุมชนยากจนในเมืองและกลุ่มไร้สัญชาติ มาเป็นเวลานาน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิชุมชนไทได้สนับสนุนชุมชนเหล่านี้ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา ตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมชนได้เผชิญกับปัญหาการเข้าถึงตลาด การอบรมจะช่วยให้ชุมชนโดยรวมสามารถเข้าถึงตลาด และเพิ่มโอกาสในการได้รับรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้

ปิติพงษ์ หาญทะเล หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวขอบคุณโครงการอียูรับมือโควิด ที่เข้ามาช่วยให้เขามีความรู้มากขึ้น ในอนาคต เขาอยากจะต่อยอด ขายเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายในเกาะหลีเป๊ะ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว

การอบรมการตลาดออนไลน์จัดขึ้นแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในจังหวัดภาคตะวันตกและภาคใต้ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และสตูล มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้การตลาดออนไลน์ขั้นพื้นฐานจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงไอเดียและเครื่องมือในการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย การเขียนข้อความโฆษณา และการสร้างเรื่องราวเพื่อพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ของตน เพื่อการต่อยอดในธุรกิจออนไลน์ต่อไป

นุชจรี หาญทะเล อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า เธอดีใจที่ได้เข้าอบรมในครั้งนี้ เพราะปกติแล้ว เด็ก ๆ ที่หลีเป๊ะไม่ได้มีความรู้ หรือได้รับโอกาสเหมือนเด็กในเมือง เธอจะนำสิ่งที่ได้เรียนมานี้ไปแบ่งปันเพื่อน ๆ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และรายได้เพิ่มจากการขายของออนไลน์

นอกเหนือไปจากกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างความยั่งยืนในการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอนาคต โครงการอียูรับมือโควิดยังมีแผนติดตามให้ความรู้ และการจัดอบรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรื่องการสร้างแบรนด์และโลโก้สินค้า ให้แก่ชุมชนชาวเลในช่วงกลางปีนี้อีกด้วย

รูปภาพข่าว: Link (เครดิตภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้ โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

สหภาพยุโรป ทุ่ม 1.5 ล้านบาท จัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย เพื่อสู้โควิด ให้ 120 โรงเรียนเล็ก

เมื่อวันที่ 22-31 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป มอบเงินทุนสนับสนุน 1.5 ล้านบาท ให้โครงการอียูรับมือโควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย เพื่อจัดส่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้แก่ 120 โรงเรียนขนาดเล็ก ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้สามารถเข้าถึงนักเรียนกว่า 12,000 คน เนื่องจากสหภาพยุโรปให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย รวมไปถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองอย่างเพียงพอในโรงเรียนและชุมชน

ในกิจกรรมดังกล่าว โครงการอียูรับมือโควิดได้มอบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสุขอนามัย ให้กับโรงเรียนในเครือข่ายของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งของที่มอบประกอบไปด้วย หน้ากากผ้า และ แอลกอฮอล์เจลสำหรับนักเรียน จำนวน 12,000 ชุด รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว เครื่องวัดอุณภูมิอินฟราเรด แก่ทุกโรงเรียน โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน พร้อมทั้งสมาชิกในชุมชน รับมอบสิ่งของ พร้อมทั้งได้รับการแนะนำและสาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างถูกวิธี

สินีนาฏ ทองบ้านทุ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแลวหลวง จังหวัดน่าน กล่าวว่า ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทางโรงเรียนมีการตรวจคัดกรองนักเรียน ครู ผู้ปกครองก่อนเข้าโรงเรียน โดยสวมหน้ากากอนามัย ตรวจวัดไข้ และสนับสนุนให้ล้างมือเป็นประจำ กระนั้น สิ่งของที่ได้รับสนับสนุนจากส่วนกลางยังไม่เพียงพอ ทำให้ครูในโรงเรียนต้องมีการระดมทุน สิ่งของที่ได้รับจากทางโครงการอียูรับมือโควิดในครั้งนึ้งมีประโยชน์มาก อยากขอบคุณโครงการและสหภาพยุโรป และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากโครงการต่อไป

ทั้งนี้ทางโครงการยังให้ความสำคัญในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียนและชุมชน จึงผลิตสื่อให้ความรู้และความเข้าใจ ในการดูแลสุขภาพพื้นฐานเพื่อสู้โควิดในโรงเรียนและชุมชน มอบให้แก่ทุกโรงเรียนอีกด้วย เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้มีความพร้อมและมาตรฐานในเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานในการเปิดการเรียนการสอน

อรวรรณ แดงประดับ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาถ้ำ จังหวัดราชบุรี ได้กล่าวขอบคุณโครงการที่มอบสิ่งของให้กับโรงเรียน พร้อมสื่อต่าง ๆ ในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมเสนอแนะให้ทางโครงการช่วยกระจายความรู้ต่าง ๆ ไปยังชุมชนและผู้ปกครองของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ในการสร้างความยั่งยื่นเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติอื่น ๆ ในอนาคต ทางโครงการยังมีแผนในการสร้างโรงเรียนนำร่องด้านความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือภัยพิบัติในชุมชน ในปีการศึกษาหน้า ให้กับโรงเรียนเหล่านี้อีกด้วย

รูปภาพข่าว: Link (เครดิตภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)


เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

อียูรับมือโควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

สหภาพยุโรป สนับสนุนโครงการอียูรับมือโควิด จัดเวิร์คช็อปทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 4 ภาค

เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2564 สหภาพยุโรป ในประเทศไทย ได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมมือกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงค์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด เพื่อเตรียมความพร้อมการทำฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มผู้หญิง ในหัวข้อเรื่อง “ชวนมาสนุกกับอาชีพที่ผู้หญิงอยากทำ” รวมไปถึงมิติอื่น ๆ เช่นความรุนแรงในครอบครัว ภัยทางเพศ ผลกระทบกับการประกอบอาชีพ เนื่องจากทางสหภาพยุโรปได้เล็งเห็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะกับในกลุ่มเปราะบาง เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ทั้งในชุมชนเมืองและต่างจังหวัด ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และครอบครัว

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีแกนนำผู้หญิงจาก 2 ชุมชน ในเขตบางกอกน้อย และเขตตลิ่งชัน เข้าร่วมจำนวน 20 ท่าน เป็นตัวแทนจากภาคกลาง ในการมีส่วนร่วมหารือ แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยน วิเคราะห์ฐานข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจ พร้อมกับแจกถุงยังชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทั้ง 2 ชุมชนนอกจากจะแสดงความคิดเห็นแล้ว ยังร่วมกันสรุปรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้อง จนนำไปสู่การจัดทำแผนทั้งเชิงปฏิบัติ และเชิงนโยบาย เสนอต่อภาครัฐ สำหรับผู้หญิงและชุมชนของตน ในการรับมือโควิด-19 ในปัจจุบันและอนาคต

นางมุกดา ไทยหอม ประธานชุมชนเขตตลิ่งชัน เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ ทำให้รู้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมทั้งได้ความรู้เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลสำรวจอย่างถูกต้อง เพื่อต่อยอดและจำแนกได้ว่า ใครควรจะได้รับความช่วยเหลือก่อนหลัง และช่วยเหลืออย่างไรถึงจะเหมาะสม เช่น มีหลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องสวัสดิการภาครัฐต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เธอสามารถช่วยคนเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง นางมุกดายังเสริมต่อว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นประโยชน์มาก เพราะเชื่อว่า ข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถนำไปอ้างอิง ทำแผนรับมือโควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคตได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง

ทางด้านประธานชุมชนเขตบางกอกน้อย นางสาวน้อมละมูล พันธุ์พิจิต กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแกนนำทุกคนในชุมชนของเธอมีเวทีได้แสดงออก ทำให้เห็นปัญหาหลากหลาย จากหลายชุมชนภายใต้เขตบางกอกน้อย สิ่งนี้ทำให้เธอเห็นแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้น ทำให้สามารถวางแผน และสะท้อนถึงความต้องการที่เราอยากได้จริง ๆ เช่น การอบรมด้านอาชีพ แหล่งทุน การอบรมเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ที่จะทำให้ชุมชนต่อยอดได้ด้วยขาของตนเอง

ภายหลังจากการทำกิจกรรม ผลที่ได้รับทั้งหมด ทุกชมชนจะนำไปต่อยอด โดยมีโครงการอียูรับมือโควิด ช่วยติดตามช่วยเหลือ และประเมินผลเพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กิจกรรมเวิร์คช็อป นี้จะถูกจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค (เหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และ ใต้) ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน 2564 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการสำเร็จแล้วในเขตภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนในเขตภาคตะวันออกฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และ ภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา จะเริ่มจัดขึ้นภายในเดือนเมษายน 2564 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ทั้งแกนนำผู้หญิงเหล่านี้ทั้ง 4 ภาคสามารถเป็นตัวแทนต้นแบบ และขยายผลความรู้ดังกล่าว ไปวางแผนพัฒนาในพื้นที่ของตนและชุมชนใกล้เคียงให้สามารถหาวิธีในการรับมือกับโควิด-19 ได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
อียูรับมือ โควิด เตรียมทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556


งานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษา (แอคเซส สคูล)

เชิญสื่อมวลชนร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School)

วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 นี้ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และสมาคมไทบ้าน ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (แอคเซส สคูล) เพื่อเปิดตัวแผนงานพัฒนาโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนนวัตกรรมเพื่อเด็กและชุมชนเป้าหมาย 400 โรงเรียน 8 จังหวัด 3 ภูมิภาค และเครือข่ายครูแกนนำ "ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน" พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคม ครู โรงเรียน ชุมชน กระทรวงศึกษาธิการ และสหภาพยุโรป (EU) ในการรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนขนาดเล็กและนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเด็ก ชุมชน และปฏิรูปการศึกษาไทย ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมคอนราด กรุงเทพ ถนนวิทยุ เวลา 9.00- 13.00 น.

สืบเนื่องจาก ประเด็นด้านสิทธิการศึกษา (Rights to Education) ของโรงเรียนขนาดเล็ก (โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน) จากจำนวน 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกว่าสองในสามมีความเสี่ยงในบริบทด้านคุณภาพการศึกษาที่ท้าทายจะปิดตัวหรือถูกควบรวมกับโรงเรียนอื่น ๆ อันนำมาซึ่งผลกระทบที่เป็นความเหลื่อมล้าต่อเด็กและชุมชนในมิติสิทธิขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และสมาคมไทบ้าน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายครู และผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อประเมิน ส่งเสริม และพัฒนาโครงการที่เป็นนวัตกรรมด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดรับกับความต้องการของเด็ก โรงเรียนและชุมชนบนสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกและประเทศมาโดยตลอด

ดังนั้น เพื่อตอบสนองกับสถานการณ์ดังกล่าว เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาจึงได้ร่วมกันดำเนิน “โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” ขึ้น โดยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อต่อยอดจากภารกิจเดิมที่เคยได้ทำมาและขยายผลของแนวทางการพัฒนาดังกล่าวในระดับชาติ ผ่านการพัฒนาขีดความสามารถของภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและสร้างกลไกร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครอง พัฒนา และปรับปรุงคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งภายใต้การดำเนินโครงการนี้ "โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก" จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแผนแม่บทในการสร้างกลไกการทำงาน ของภาคประชาสังคมและโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน บนฐานของการมีส่วนร่วมให้ดียิ่งขึ้น โดยจะนำร่อง ในพื้นที่ 8 จังหวัด 3 ภูมิภาค เป้าหมาย 400 โรงเรียน ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อคุณภาพและสิทธิทางการศึกษาของเด็กนักเรียนในชุมชนยากจน และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาสังคมต่าง ๆ ในทุกระดับตลอดจนถึงการเสริมสร้าง "ครูแกนนำ" ให้เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างโรงเรียน และโรงเรียนสร้างชุมชนไปพร้อมกันอีกด้วย

ในโอกาสนี้เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ได้แก่ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สมาคมไทบ้าน ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา, เครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1/โรงเรียนชุมชนภาคเหนือ (น่าน) และเครือข่ายครูและผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กภาคอีสาน, สมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ และสมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ "โครงการแอคเซส สคูล" (ACCESS School) ซึ่งจะเปิดตัวอย่างโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมกลไกองค์กรภาคประชาสังคมที่จะ ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับกลไกภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการ กระทวงมหาดไทยทั้งในระดับชาติและจังหวัด ในการ หนุนเสริมครู โรงเรียน และชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 นี้ เวลา 9.00-13.00 น. ณ ห้องบอลรูม 3 ชั้น 4 โรงแรมคอนราด กรุงเทพ

โดยสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานจะได้พบกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้:

  • การกล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่อง "นโยบายของสหภาพยุโรป (EU) ในการสนับสนุนการศึกษาในประเทศสมาชิก และประเทศต่างๆทั่วโลก" โดย ฯพณฯ เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย
  • การกล่าวแนะนำความเป็นมา เป้าหมายและแผนงานโครงการฯ โดย คุณเทาฮิด อิบเน ฟาริด
    ผู้อำนวยการมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
  • รับชมวีดีทัศน์โครงการ "แอคเซส สคูล" ขับเคลื่อนโมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน
  • การบรรยายพิเศษ เรื่อง นโยบายและความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการในการหนุนเสริมภาคประชาสังคมและชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษาตามนโยบายการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal เป้าหมายที่ 4)
    โดย ฯพณฯ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • พิธีมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่ชนะเลิศการประกวดออกแบบโลโก้โครงการฯ
  • รับของที่ระลึกจากโครงการฯ ชมนิทรรศการแสดงข้อมูล เอกสาร แผนงาน เป้าหมาย และพื้นที่ปฏิบัติงาน
  • พูดคุยแลกเปลี่ยนครูแกนนำ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กนักเรียน ที่ปรึกษาโครงการจากองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาครัฐที่พร้อมจะตอบทุกคำถามเพื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและยืนยันการเข้าร่วมได้ที่
โทร. 061-2722499, 095-6974565 (ธนารัตน์ บัวบาน)
081-8363588 (อุไรวรรณ กสิวัฒนา)
081-8844062 (เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย)
094-2645149 (พัชกร พัทธวิภาส)
E-mail: taecaoffice2020@gmail.com

ดาวน์โหลดกำหนดการ

ดาวน์โหลดแผนที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพ

ดาวน์โหลดวิธีการเดินทางไปยังโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ