ห้องเรียน-โรงเรียน-ชุมชน: การจัดการเรียนการสอนของ โรงเรียนขนาดเล็ก ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ห้องเรียน-โรงเรียน-ชุมชน: การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

“ถึงโรงเรียนวัดโคกทองของหนูจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ที่นี่มีการเรียนไม่เหมือนโรงเรียนไหน คุณครูจะสอนจิตศึกษา ทำให้พวกหนูมีความกล้าแสดงออก สนุกกับการเรียน เข้าใจง่ายขึ้น เวลาเรียนในห้องจะไม่มีการจด จะเป็นการแนะนำและเสนอความรู้ให้ได้คิดต่อ โต้เถียง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน” เด็กหญิงวริษา จันทร์อ่ำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าถึงโรงเรียนวัดโคกทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่ตนเรียนมาตั้งแต่เด็กจนถึง ป.6

เธอเคยเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองตอนอนุบาล 1 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนช่องพาน ก่อนย้ายกลับมาตอน ป.3 การย้ายกลับมาครั้งนี้เธอรู้สึกว่าโรงเรียนนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งการเรียนการสอนของคุณครูที่เป็นกันเอง เข้าใจง่าย และสนุก เหมือนได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่ในห้องเรียนอยู่ตลอด รวมถึงสภาพแวดล้อม เพื่อนที่ช่วยเหลือกัน คุณครูที่ใจดี ผู้ปกครองที่เอ็นดูเด็ก ๆ จนไปถึงลุง ๆ ป้า ๆ ที่อยู่ในชุมชน

“ข้อดีที่หนูได้จากการเรียนในโรงเรียนวัดโคกทองคือ นักเรียนทุกคนมีความสุข เวลานึกถึงการไปโรงเรียนแล้วจะเจอแต่ความสนุก รอยยิ้ม นักเรียนมีความกล้าแสดงออก คุณครูสอนทั่วถึง ทำให้รู้ว่าการเรียนสนุกได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนไปเพื่อสอบอย่างเดียว แถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน หนูไม่ต้องนั่งรถไกลไปเรียนในตัวเมือง สำหรับหนูรู้สึกดีมากและยังทำให้หนูสอบเข้าในระดับมัธยมได้” เด็กหญิงวริษาเสริม

โรงเรียนขนาดเล็กที่อบอุ่น รายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งเพื่อน ๆ ครู ผู้ปกครองและคนในชุมชนแบบนี้ เกิดขึ้นเหมือนกันกับ คุณศุภากร ขัติยะ ผู้ปกครองจากโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงลูก 2 คนพร้อมกับทำงานไปด้วย

คุณพ่อศุภากรเล่าว่า ลูกชายนั้นย้ายโรงเรียนบ่อยทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน เพราะลูกมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับเด็กคนอื่น เจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เข้ากับลูก เวลาลูกมีปัญหาครูจะโทรมาหาคุณพ่อตลอด จนเมื่อเวลามีสายเข้ามาจากโรงเรียน คุณพ่อก็ผวาเอามาก ๆ

“ตอนแรกคิดว่าจะทำโฮมสคูล จึงไปปรึกษากับศึกษานิเทศก์จังหวัด แต่เขาบอกว่าเราอาจจะไม่เหมาะ เพราะเราทำงานประจำและเลี้ยงลูกคนเดียวด้วย ซึ่งการทำโฮมสคูลนั้นต้องจัดตารางการเรียนการสอน รายวิชาและเสริมทักษะต่าง ๆ มีรายละเอียดเยอะ ศึกษานิเทศก์จึงแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วันแรกในโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือของลูก คุณพ่อศุภากรเป็นห่วงลูกอย่างมาก แต่กลับกัน หลังจากลูกกลับมาจากโรงเรียนก็พูดกับคุณพ่อว่า “ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง”

“วันแรกที่ลูกไปเรียนที่โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ลูกกลับมาพูดว่า ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง ลูกเล่าว่าคุณครูต้อนรับดีมาก ไม่ดุเขา เพื่อน ๆ ทุกคนรู้จักชื่อ อย่างเขาเอาจักรยานไปจอด เพื่อนก็เรียกให้ “มาจอดตรงนี้สิ” ลูกมาเล่าให้ฟังว่า ลูกเติมข้าว 4 จานแล้ว คุณครูยังไม่ดุลูกเลย วันแรกลูกได้รับประสบการณ์ที่ดี ลูกก็เริ่มเปิดใจปรับตัว ในขณะเดียวกันสังคมรอบข้าง ทุกคนในโรงเรียนก็โอบกอดเขา ลูกมาเรียนด้วยความสุข พ่อที่มีความเครียดก็เบาบางลง”

แม้สายตาภายนอกจะมองโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งต้องพบกับความเสี่ยงของนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่สำหรับคุณพ่อ ที่นี่เป็นเหมือนแสงสว่างและที่พึ่งหลังสุดท้ายของตน โรงเรียนมีผู้บริหารที่เป็นคนในชุมชน คอยเกื้อกูล ดูแลกัน เราผู้ปกครองก็ไว้วางใจ รู้สึกดีใจที่พาลูกเข้ามาในโรงเรียนนี้

“มุมของคนเป็นพ่อและผู้ปกครอง รู้ว่าทุกคนอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง เพื่อที่ลูกเราจะได้เรียนเก่ง ๆ แต่ลืมถามเขาว่า เขามีความสุขกับการเรียนไหม ในมุมมองของคุณพ่อเอง ไม่ว่าโรงเรียนจะเล็กหรือใหญ่ เรามองแค่ว่าลูกเราเรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่า สำหรับคุณพ่อโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือเป็นโรงเรียนที่ลูกเรียนมาแล้วมีความสุข คุณพ่อก็มีความสุขแล้ว”

คุณครูสุภัทรา สุทธิ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.ภูเพียง จ.น่าน เล่าถึงการจัดการศึกษาร่วมกันกับชุมชนของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือว่า “ความท้าทายของโรงเรียนคือ เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดผู้อำนวยการ และอยู่ใกล้เมือง มีทั้งเรียนทั้งหมด 35 คน ถ้าเทียบกับโรงเรียนใหญ่ก็เท่ากับหนึ่งชั้นเรียน มักมีคนพูดเสมอว่า เดี๋ยวละอ่อนก็หนีไปเรียนโรงเรียนในเมืองกันหมด แต่มักลืมคิดถึงเด็ก 35 คนเหล่านี้ว่า พวกเขามีข้อจำกัด ขาดโอกาสและยากจน บางคนอยู่กับคุณตาคุณยายที่ต้องทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาและไม่ได้ดูแลเด็กอย่างทั่วถึง ยิ่งเมื่อเราไม่มี ผอ. ก็เหมือนเราไม่มีผู้ปกครอง แต่เดิม ผอ.จะเป็นหัวเรือให้เราไปทำโน้นนี่ มอบภาระงานให้เรา แต่ตอนนี้ไม่มี ผอ. ในฐานะที่ครูเองเป็นเหมือนพี่สาวก็คุยกับน้อง ๆ ที่โรงเรียนว่า เรามาคุยกันเถอะว่าเราจะกำหนดทิศทางของครอบครัวเราต่อไปยังไง”

เรื่องสำคัญของการคุยกันคือเด็ก ๆ ครูสุภัทราเล่าว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยถามเด็กเลยว่า พวกเขาต้องการอะไร เราได้แต่ขีดเส้นกำหนดให้พวกเขาเป็นในแบบที่เราคิดว่าดี หลังจากคุยกันวันนั้นเราก็เก็บความคิดเห็นมาออกแบบแนวการจัดการเรียนรู้ วิถีการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ เป้าหมายการเรียนรู้ของเราคือ “เรียนสุข สนุกสอน”

“เด็ก ๆ ที่นี่เขาจะอยู่เรียนรู้ตลอดทั้งวันกับเรา ครูเองเป็นครูแกนนำด้านนวัตกรรมที่ได้รู้จักเครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) และจิตศึกษา ซึ่งได้นำมาผนวกใช้ตามบริบทของโรงเรียนเรา เราก็ประสบความสำเร็จ เด็ก ๆ ก็มีความสุข”

วิถีการเรียนรู้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือในวันหนึ่ง ๆ มีดังนี้
07.00 - 07.50 น. ปรนนิบัติสถานที่
07.55 - 08.10 น. กิจกรรมหน้าเสาธง
08.10 - 08.30 น. กิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน
08.30 - 11.30 น. เรียนรู้วิชาตามกลุ่มสาระ
พักกลางวัน
12.30 - 12.40 น. แปรงฟัน
12.40 - 13.00 น. Body Scan
13.00 - 13.30 น. กิจกรรมบันได 10 ขั้นสู่การเป็นนักอ่าน นักเขียน
13.30 - 15.30 น. เรียนรู้ตามกลุ่มสาระ
15.30 น. จัดกายจัดใจก่อนกลับบ้าน

“หลังจากนั้นเราก็มีคำถามกันว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนได้รับรู้วิถีและแนวทางที่เราใช้อยู่ เราเริ่มจากงานกิจกรรมของชุมชน เพราะชุมชนมีงานเยอะ ทั้งงานกฐิน ผ้าป่า งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เราพากันไปที่ชุมชน ไปร่วมงานชุมชน ไปช่วยงานใกล้ชิดกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในชุมชน เขาก็เริ่มถามเราด้วยความเป็นห่วงว่า โรงเรียนไม่มี ผอ. แถมมีนักเรียนไม่เยอะ จะถูกยุบเมื่อไหร่ เราก็บอกไม่ยุบเด็ดขาด เพราะเรามีนวัตกรรมแบบนี้ ตอนนี้เราสอนเด็กแบบนี้ เล่าให้เขาฟัง ขยายโอกาสไปถึงเด็กพิการที่มาเรียนกับเราได้ เพราะเรามีพี่เลี้ยงเด็กพิการเพิ่มขึ้น” ครูสุภัทราเล่า

ชุมชนเริ่มเข้ามาช่วยเหลือทั้งเรื่องงบประมาณ และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ “วันนี้เราไม่มีผู้ใหญ่ดูแล แต่เรามีลุงป้าน้าอาในชุมชนที่จะเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งให้กับเรา เราทำงานไม่ได้โดดเดี่ยว ชุมชนร่วมเดินและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ไปพร้อมกันกับเราด้วย”

ครูสุภัทราทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ โรงเรียนขนาดเล็กเดินไปต่อได้คือ การพูดคุย ที่ทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนในพื้นที่ของเราเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเห็นว่า หลายโรงเรียนพยายามอย่างมากในการปรับตัว คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมองและข้อเสนอที่อยากเห็นเพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่ออนาคตของเด็กนักเรียนในชุมชนที่มีความเหลื่อมล้ำได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

“แอ็คชั่นเอดทำงานประเด็นเรื่องการศึกษามากว่า 20 ปี จนพบคำตอบของการศึกษาที่ว่า การศึกษาที่ใกล้ตัวเราที่สุด อยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่ชุมชน และคนที่อยู่ใกล้การศึกษามากที่สุดคือ เด็ก คุณครู ผู้ปกครอง ชุมชน”

จึงเป็นที่มาของโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน (ACCESS School) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยทำงานกับเครือข่ายโรงเรียนทั้งในภาคกลาง เหนือ และอีสานโดยใช้เครื่องมือสอนคิด ตามแนวทาง Thinking School หรือ โรงเรียนสอนคิด ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยโรงเรียน King’s School เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนซ์ รวมถึงนวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ที่ได้รับต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ นำเครื่องมือเหล่านี้ทำงานกับโรงเรียนและครู ปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นการสอนแบบ Active Learning ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์และมีระบบเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว จากการเรียนแบบไม่มีตำตอบตายตัว ใช้จิตวิทยาเชิงบวก จะเสริมสร้างนิสัยช่างคิด กล้าแสดงออก และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

“ผลลัพธ์สูงสุดอยู่ที่เด็ก การเรียนที่ไม่ต้องจัดลำดับความเก่งของเด็กด้วยคะแนนและตัวเลขบางอย่าง จากการทำงาน เราได้ข้อสรุปซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและนำพาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีศักยภาพ เกื้อกูล เด็กมีทักษะชีวิต มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการมีความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กที่มีทักษะชีวิตดีจะนำพาชุมชน สังคม ประเทศไทยให้พัฒนาขึ้นได้”

การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กท่ามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ต้องเจอกับความท้าทายหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเมื่อพูดกันเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียน คือ ความเป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชุมชนมี คุณสมเดช อ่างศิลา ที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินกระปรอก กล่าวว่า “โรงเรียนขนาดเล็กนั้นผูกติดและยึดโยงอยู่กับชุมชน จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่ชื่อโดด ๆ ในปัจจุบันมีน้อย ทั้งชื่อโรงเรียนวัด โรงเรียนบ้าน โรงเรียนชุมชน โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง ชื่อเหล่านั้นหมายความว่า ชุมชนเป็นผู้สร้างโรงเรียนขึ้นมา ไม่ว่าเริ่มจากบ้านหรือวัดก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ต้องยุบ ไม่ต้องควบรวมเขา ถ้าโรงเรียนไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้ ชุมชนเขาจะยุบเอง”


จากโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ภาพรวม การศึกษา ของประเทศไทย

จาก "โรงเรียนขนาดเล็ก" สู่ภาพรวม "การศึกษาของประเทศ" ถอดบทเรียนโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน

ผลประเมิน PISA ล่าสุด เด็กไทยวิกฤติ คะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี แน่นอนเรื่องนี้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกนัยยะคือผลประเมินนี้กำลังบอกว่า การศึกษาไทยในแบบเดิมอาจไม่ได้ตอบโจทย์ความก้าวหน้าของโลกในทุกวันนี้ รวมถึงสิ่งที่เด็กต้องเจอในปัจจุบัน

ซึ่งเป็นที่มาของการจัดเวทีสาธารณะเรื่องเล่า - ประสบการณ์ - ความท้าทายและนวัตกรรมการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กร่วมกับชุมชนในเวทีการแบ่งปันการเรียนรู้ผ่านงานเสวนาระดับชาติ วันที่ 8 ธันวาคม 2566 ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดยโครงการ ACCESS School ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป (European Union) และการดำเนินงานของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน

โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเห็นว่า หลายโรงเรียนพยายามอย่างมากในการปรับตัว คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมอง ฟังข้อเสนอในเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่อยากเห็นคุณภาพการศึกษา เห็นอนาคตของเด็กนักเรียนในชุมชน ในพื้นที่เหลื่อมล้ำมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ก้าวหน้าดีกว่าที่เป็น

“โครงการ ACCES School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ซึ่งแอ็คชั่นเอดทำงานประเด็นเรื่องการศึกษามามากกว่า 20 ปี จนพบคำตอบของการศึกษาที่ว่า การศึกษาที่ใกล้ตัวเราที่สุดอยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่ชุมชน คนที่อยู่ใกล้การศึกษามากที่สุดคือ เด็ก คุณครู ผู้ปกครอง ชุมชน”

จากการทำงานกับโรงเรียนเครือข่ายทั้งภาคกลาง เหนือ อีสาน โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ อาทิ โรงเรียนสอนคิด (Thinking School) ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยโรงเรียน King’s School โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนซ์ รวมถึงนวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ที่ได้รับต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ นำเครื่องมือเหล่านี้ทำงานกับโรงเรียนและครู ปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นการสอนแบบ Active Learning ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์และมีระบบเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว จากการเรียนแบบไม่มีตำตอบตายตัวที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก จะเสริมสร้างนิสัยช่างคิด กล้าแสดงออก และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

“ผลลัพธ์สูงสุดอยู่ที่เด็ก การเรียนที่ไม่ต้องจัดลำดับความเก่งของเด็กด้วยคะแนนและตัวเลขบางอย่าง จากการทำงานเราได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและนำพาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีศักยภาพ เกื้อกูล เด็กมีทักษะชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งการมีความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กที่มีทักษะชีวิตดีจะนำพาชุมชน สังคม ประเทศไทยให้พัฒนาขึ้นได้”

เพราะฉะนั้นจากข้อมูล แอ็คชั่นเอดร่วมกับภาคีเครือข่าย คือ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม ร่วมกันดำเนินโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชนนี้ขึ้น

“เรามีเป้าหมายในการขยายผลการใช้นวัตกรรมเหล่านี้สู่ทั้งหมด 400 โรงเรียน ใน 8 จังหวัด นอกจากนั้นยังขยายความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่แค่เฉพาะทางโครงการกับโรงเรียนและชุมชนเพียงเท่านั้น เราแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ท้องถิ่น หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ประมง เกษตร ฯลฯ ให้มาร่วมกันช่วยกันในการพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน”

เมื่อโรงเรียนไม่โดดเดี่ยว เด็ก ๆ ก็ไม่โดดเดี่ยวเช่นกัน เด็กหญิงวริษา จันทร์อ่ำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าถึงโรงเรียนเดิมที่ได้เรียนตั้งแต่เด็ก จนถึง ป.6 ความประทับใจและสิ่งที่ได้เผชิญในโรงเรียนวัดโคกทอง โรงเรียนขนาดเล็กจากความทรงจำในวันที่เข้าสู่วัยมัธยม

“ในตอนที่หนูเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดโคกทอง เคยเรียนที่นี่ตอน อนุบาล 1 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนช่องพาน ย้ายกลับมาตอน ป.3 ก็รู้สึกว่าโรงเรียนเปลี่ยนไปมาก แม้ว่าโรงเรียนจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีการสอนที่ไม่เหมือนโรงเรียนอื่น มีการสอนจิตศึกษา ทำให้เด็กมีความกล้าแสดงออก สนุกกับการเรียน เรียนง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น ไม่มีการจด มีแต่การแนะนำเสนอความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน ข้อดีที่หนูเห็นคือ นักเรียนสนุก เรียนเข้าใจ ครูสอนทั่วถึง แถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่ต้องไปเรียนในตัวเมือง สำหรับหนูรู้สึกดีมาก เรามีความรู้ มีความสามารถในการแสดงออก”

โรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้แข่งกับใคร เด็กหญิงวริษาเล่า ครูแค่ต้องการให้เด็กเข้าใจที่ครูสอน ต้องการให้เด็กมีความรู้ แม้ผู้ปกครองบางท่านอาจกังวลถึงวิธีการเรียน ที่ไม่มีการบ้านให้เด็กมาทบทวนหลังเลิกเรียน แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์จากตัวเด็กก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การสอบ

โรงเรียนขนาดเล็ก เป็นปัญหาจริงหรือ? ผอ.แหม่ม นางสาวชนิตา พิลาไชย ประธานเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) ชวนตั้งคำถามและเล่าว่า เดิมทีปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้นจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนตกต่ำในปี ’53-57 ไม่ว่าผล NT ผล O-NET มีเด็กออกจากโรงเรียนเข้าไปเรียนโรงเรียนในตัวเมืองสูง เมื่อผลสัมฤทธิ์ต่ำ โรงเรียนขนาดเล็กจึงถูกปรามาสว่าเด็กไม่มีคุณภาพ

“จากเหตุการณ์นี้ เราพบว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ออกแบบนวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีคุณภาพ นั่นก็คือการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย PBL การสร้างให้เด็กมีภาวะจิตจดจ่อผ่านจิตศึกษา และเครื่องมือที่จะสามารถทำให้คุณครูจัดการเรียนรู้ร่วมกันและออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันได้คือ PLC ได้ลงมือพาครูไปอบรม และลงมือทำ จนปี ’60 ได้พบกับเพื่อนโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สร้างคุณภาพการศึกษาในห้องเรียนและทำงานร่วมกันจนถึงปัจจุบัน”

โจทย์ใหญ่ “ยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” จนถึงวันนี้ เราสามารถแสดงผลลัพธ์ให้ได้เห็นแล้ว ทั้งร่วมมือกันพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ มีครูโค้ชอยู่ทุกจังหวัด มีเครือข่าย และภาคประชาสังคม ให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นที่พึ่งของชุมชน ภาครัฐและเอกชนเสริมหนุนซึ่งกันและกัน

“เราแก้ไขปัญหาการศึกษาได้อย่างแท้จริง เกิดผลลัพธ์สูงสุดคือ เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้” ผอ.แหม่มกล่าว

ปัจจุบัน โครงการ ACCESS School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน มีโรงเรียนขนาดเล็กและกลางในเครือข่ายจำนวนมากกว่า 400 โรงเรียน มีชุมชนกว่า 1,400 ชุมชนและเด็กที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานแล้วกว่า 60,000 คน เวทีนี้จึงเป็นเหมือนการทบทวนบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในการทำงานร่วมกับกับครู โรงเรียนขนาดเล็ก ชุมชน วัด ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และหน่วยงานท้องถิ่น และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอซึ่งกันและกัน


เครือข่ายโรงเรียนร้อยเอ็ด ภาคประชาสังคม สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เปิดเวทีความร่วมมือหลากภาคส่วน สร้างแนวทางพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก

วันที่ 4 กันยายน 2566 มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สมาคมไทบ้าน และสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School) ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จัดเวทีเสวนาพหุภาคีระดับจังหวัดร้อยเอ็ด ณ หอประชุมทุ่งกุลา สำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ต.ดอกไม้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ผสานความร่วมมือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการศึกษาหารือแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัด

นายสุชาติ พุทธลา ผู้อำนวยการ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา โดยมีนายสัมพันธ์ ภูหินกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านหญ้า และประธานเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมร้อยเอ็ด เป็นผู้กล่าวรายการต่อประธานในพิธี นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เวทีเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เป็นพื้นที่ปรึกษาหารือด้านการศึกษาเพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สู่การพัฒนายุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ดแบบมีส่วนร่วม (2) เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ดผ่านการมีส่วนร่วมหลายภาคส่วน ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก คณะกรรมการสถานศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ (3) เพื่อรับสมัครโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดร้อยเอ็ดที่สนใจเข้าร่วมเครือข่าย

นายสุชาติ พุทธลา ผู้อำนวยการ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 กล่าวว่า เวทีเสวนาในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ดี ควรนำเป็นแบบอย่างอีกกิจกรรมหนึ่ง เพราะเป็นการสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาให้เกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีร่วมค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเป็นการเชื่อมร้อยองค์กรภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาบนฐานต้นทุนที่แตกต่าง จึงขอเป็นกำลังใจให้กับเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมชุมชน จังหวัดร้อยเอ็ด ในการดำเนินกิจกรรมที่ดีอย่างนี้ต่อไป

โครงการแอ็คเซส สคูล ดำเนินงานในพื้นที่ 8 จังหวัดใน 3 ภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นครอบคลุมจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด มีสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม องค์กรภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนและขยายผลเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดของตน สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมยังไม่มีกลไกเครือข่ายประชาสังคมด้านการศึกษาที่ชัดเจน จึงมีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างสมาคมไทบ้านและเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบนวัตกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมาได้เข้าพบนายสุชาติ พุทธลา ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 เพื่อปรึกษาหารือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสพป.นี้ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัด 336 แห่ง ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย และในจำนวนดังกล่าว เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 200 แห่ง

ด้วยเป้าหมายโครงการแอ็คเซส สคูล สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 จึงเกิดการสร้างความร่วมมือในการจัดเวทีเสวนา เพื่อค้นหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการสร้างความร่วมมือให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในระดับจังหวัด รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้แนวทางการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวจะสนับสนุนวัตถุประสงค์ของโครงการ เอื้ออำนวยให้สถานศึกษา ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมหารือประเด็นพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก และมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนากับหน่วยงานภาครัฐให้เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ในจังหวัด

ช่วงเวทีเสวนา “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด” เป็นพื้นที่ผสานความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษาหลายภาคส่วน รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่น เพื่อปรับใช้กับบริบทของจังหวัดร้อยเอ็ด การเสวนาดำเนินโดย ดร.ธีรดา นามให นายกสมาคมไทบ้าน และมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายสุชาติ พุทธลา ผอ.สพป.ร้อยเอ็ดเขต 2, นายสัมพันธ์ ภูหินกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านหญ้าและประธานเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด, นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด, นายบุญเรือง ปินะสา ผู้อํานวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคู จ.มหาสารคาม, ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, นายบวร ประสาร นายกเทศมนตรีตำบลดอกไม้, นายเกียรติศักดิ์ อาจหาญ ผู้แทนสำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด, ว่าที่ร้อยตรีเถลิงเกียรติ ทองขัน ผู้แทนสำนักงานประมงอำเภอสุวรรณภูมิ, นางสาวณัฐกานต์ กลิ่นเขียว ผู้แทนสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด และนางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าวว่า นอกจากโครงการแอ็คเซส สคูลจะเป็นโครงการแรกที่สหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อทำงานโดยตรงกับโรงเรียนขนาดเล็ก สิ่งที่ผู้เข้าร่วมทุกท่านกำลังร่วมมือกันทำอยู่นั้นเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการทำเพื่อพัฒนาคน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ และเป็นการปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นานาประเทศทั่วโลกยอมรับร่วมกันว่าจะไม่ทิ้งใครไหนไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เสริมว่า ทรัพยากรของประเทศเรานั้นไม่ได้มีจำกัด เพียงแต่การจัดสรรทรัพยากรยังไม่ทั่วถึง และยังไม่มีการบูรณาการและทำงานร่วมกัน วันนี้ท่านนายกเทศมนตรีพูดชัดเจนมากว่าทางเทศบาลต้องดูแลทุกคนให้ดี เด็กถือเป็นทรัพยากรมนุษย์และกลไกในการพัฒนาพื้นที่ เทศบาลจึงให้ความสำคัญในการดูแลเด็ก ทั้งด้านโภชนาการ สุขอนามัย และการศึกษา ด้านผู้แทนจากหน่วยงานท้องถิ่นอื่น ๆ ก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความพร้อมทั้งงบประมาณและความรู้ทักษะชีวิตที่จะถ่ายทอดให้เยาวชน สิ่งเหล่านี้สำคัญมากและเป็นเหตุผลที่โครงการจัดให้มีเวทีที่โรงเรียนขนาดเล็ก ภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ มาเจอกัน ให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำงานด้วยกันต่อไป ขอให้การเจอกันครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันเพื่อเด็ก ๆ ที่จะนำพาประเทศของเราต่อไปในอนาคต

ติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดร้อยเอ็ด และพื้นที่อื่น ๆ ภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล ได้ทาง  facebook.com/access.school.project และ actionaid.or.th


เกี่ยวกับโครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนทุนการดำเนินโครงการโดยสหภาพยุโรป เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Active Civil Society for Quality Education of Small Schools หรือ ACCESS School) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียนในชุมชนมากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม น่าน กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้ ผ่านการปรับใช้ “โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก” เพื่อให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมและการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งถึงสิทธิและบริบทพื้นฐานของเด็กในชุมชนนั้น ๆ โดยยึดแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ซึ่งโครงการนี้จะมีระยะเวลาการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 4 ปี (พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2566)

โครงการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมพร้อมด้วยเครือข่าย ในการสนับสนุนแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ในสถานศึกษาและส่งเสริมความเป็นพลเมือง และส่งเสริมให้มีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติมากยิ่งขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่นที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถแล้ว จะทำงานส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยการทำงานผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มากขึ้นในการบริหารจัดการสถานศึกษาและหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน ทั้งยังมุ่งหนุนเสริมโรงเรียนและโครงสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นให้ยอมรับการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการตัดสินใจที่มากขึ้นอีกด้วย

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน องค์กรเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม จึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

แอ็คชั่นเอดทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


ภาคประชาสังคมผนึกกำลังเปิดตัวสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม สร้างความร่วมมือแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สมาคมไทบ้าน และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม ภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School) ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 2 จัดเวทีเสวนาพหุภาคีจังหวัดมหาสารคาม ณ โรงเรียนบ้านหนองบัวคู อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่น พร้อมผนึกพลังความร่วมมือผ่านการเซ็น MOU ร่วมพัฒนา 25 โรงเรียน

นายสุรสิทธิ์ ถิตย์สมบรูณ์ ผู้อำนวยการ สพป. มหาสารคามเขต 2 เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา โดยมีนายบุญเรือง ปินะสา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคูและประธานสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคามเป็นผู้กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี

นายบุญเรืองกล่าวว่า เวทีเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เป็นพื้นที่ปรึกษาหารือด้านการศึกษาในการสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมและประสานให้เกิดการปรับปรุงด้านการศึกษาในระดับจังหวัด ระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐท้องถิ่น หน่วยงานทางด้านการศึกษา ภาคเอกชน และคณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน (2) เพื่อนำเสนอนวัตกรรมด้านการศึกษาในแนวการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Active Learning) ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางต่อหน่วยงานรัฐท้องถิ่น หน่วยงานทางด้านการศึกษา ภาคเอกชน คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุน และ (3) เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในการทำงานขับเคลื่อนประเด็นการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและการบริหารที่โปร่งใสมีส่วนร่วม และสร้างความร่วมมือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กและภาคประชาสังคมในจังหวัดมหาสารคามได้รับการหนุนเสริมจากสมาคมไทบ้าน มาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ภายใต้สภาการศึกษาเพื่อปวงชน ภาคอีสาน เพื่อนำหานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมมาใช้พัฒนาคุณภาพผู้เรียนและสร้างวิถีแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและชุมชน ต่อมาในปี 2563 เครือข่ายได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแอ็คเซส สคูล โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และมีมหาสารคามเป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินโครงการ เครือข่ายฯ ดำเนินงานเป็นหน่วยประสานงานและเชื่อมโยงเครือข่ายโรงเรียนใน จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ดและกาฬสินธุ์ และได้รับการส่งเสริมศักยภาพเรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2566 มีการจัดตั้ง “สภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยการปรับใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน เช่น จิตศึกษา ศาสตร์พระราชา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) เป็นต้น ปัจจุบัน สภาฯ มีเป้าหมายโรงเรียนจำนวน 35 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบ จำนวน 2 แห่ง โรงเรียนขยายผลนวัตกรรม 14 แห่ง และโรงเรียนที่เตรียมการขยายผล 19 แห่ง

เพื่อแสดงเจตจำนงความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐท้องถิ่น โรงเรียน และชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา สภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม สมาคมไทบ้าน มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 2 ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับโรงเรียนขนาดเล็กและกลางจำนวน 25 แห่ง เพื่อดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการแอ็คเซส สคูล อาทิ การอบรมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา การสร้างความร่วมมือเชิงนวัตกรรมและเชิงสร้างสรรค์ระหว่างโรงเรียน ชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม คณะกรรมสถานศึกษา และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และการติดตามและประเมินผล

โรงเรียนที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองกุง โรงเรียนบ้านหนองบัวกุดอ้อ โรงเรียนบ้านเสือโก้ก โรงเรียนบ้านโนน โรงเรียนชุมชนบ้านงัวบา โรงเรียนบ้านดู่ โรงเรียนบ้านแวงชัยโคกหนองโจด โรงเรียนโนนจานวิทยา โรงเรียนบ้านสระบาก โรงเรียนบ้านตลาดโนนโพธิ์ โรงเรียนบ้านกุดนาดีโนนลาน โรงเรียนบ้านหนองหิน โรงเรียนบ้านหนองจิก โรงเรียนบ้านหนองบัวคู โรงเรียนบ้านหนองแสน โรงเรียนบ้านดู่หนองโกโนนสมบูรณ์ โรงเรียนบ้านสระแคน โรงเรียนบ้านเก่าน้อยป่าชาดโนนเพ็ก โรงเรียนบ้านโนนจาน โรงเรียนบ้านโนนเห็ดไค โรงเรียนบ้านหนองคลองใหม่หัวนาคำ โรงเรียนบ้านกระยอมหนองเดิ่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 17 โรงเรียนบ้านหนองคูม่วง โรงเรียนบ้านหนองหว้า

ติดตามความคืบหน้าของโครงการแอ็คเซส สคูล และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ทาง facebook.com/access.school.project และ actionaid.or.th


เกี่ยวกับโครงการแอ็คเซส สคูล (ACCESS School)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนทุนการดำเนินโครงการโดยสหภาพยุโรป เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Active Civil Society for Quality Education of Small Schools หรือ ACCESS School) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียนในชุมชนมากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม น่าน กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้ ผ่านการปรับใช้ “โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก” เพื่อให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมและการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งถึงสิทธิและบริบทพื้นฐานของเด็กในชุมชนนั้น ๆ โดยยึดแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ซึ่งโครงการนี้จะมีระยะเวลาการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 4 ปี (พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2566)

โครงการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรภาคประชาสังคมพร้อมด้วยเครือข่าย ในการสนับสนุนแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ในสถานศึกษาและส่งเสริมความเป็นพลเมือง และส่งเสริมให้มีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชาติมากยิ่งขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่นที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถแล้ว จะทำงานส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยการทำงานผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มากขึ้นในการบริหารจัดการสถานศึกษาและหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน ทั้งยังมุ่งหนุนเสริมโรงเรียนและโครงสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นให้ยอมรับการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการตัดสินใจที่มากขึ้นอีกด้วย

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 โดยเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน องค์กรเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม จึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

แอ็คชั่นเอดทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

ปัญหาการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มักจะสร้างความขวัญเสียให้กับผู้อำนวยการ ครู และผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 40 คน อย่างไรก็ดี โรงเรียนเหล่านี้กระจายตัวตามพื้นที่ของประเทศไทยและมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในหมู่บ้านเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึง และอยู่ในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ

จากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานภาพรวมของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย โดยการวิเคราะห์จากข้อมูลสารสนเทศของจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โดยร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561-2563 มีจำนวนที่มากขึ้น ในปี 2563 มีร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กถึง 50 จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จำนวนโรงเรียนในประเทศไทยมีน้อยลงเนื่องจากการยุบเลิกสถานศึกษาตามนโยบายของภาครัฐ แต่สิ่งที่สะท้อนผลคือ จำนวนของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2562 จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 133 โรงเรียน และในปี 2563 มีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 123 โรงเรียน สาเหตุอาจมาจากจำนวนประชากรวัยเรียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากรายงานสถิติรายปีประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2560-2562 พบว่า ประชากรแรกเกิดมีอัตราลดในทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการแข่งขันทางศึกษาที่สูงขึ้น ผู้ปกครองที่ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น จึงเลือกที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรมากกว่า เช่น โรงเรียนประจำอำเภอ โรงเรียนประจำจังหวัด ทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนขนาดกลางลดลงจนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีนักเรียนจนถูกควบรวมและยุบเลิกสถานศึกษาในที่สุด

โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยทั้งหมดในปี 2563 มีจำนวน 14,976 โรงเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีจำนวนโรงเรียนถึง 7,214 โรงเรียน แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนโรงเรียนในแต่ละภาคแล้วจะเห็นได้ว่า ร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กที่สูงที่สุดคือ ภาคเหนือคือ ร้อยละ 56.6 สาเหตุมาจากโรงเรียนขนาดเล็กในภาคเหนือจะอยู่ในพื้นที่สูง ห่างไกล เดินทางลำบาก และอยู่ในพื้นที่มีความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม หลากหลายทางชาติพันธุ์ และความเชื่อ ทำให้ไม่สามารถควบรวมได้

นอกจากจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นแล้ว จำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2563 มีจำนวนนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ถึง 968,992 คน โดยจำแนกเป็นเพศชาย 511,702 และเพศหญิง 457,290 คน โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาประถมศึกษา คือมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยภาคที่มีจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ 467,313 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด จากการดำเนินงานนโยบายยุบควบรวมสถานศึกษาจากแนวปฏิบัติในปี 2562-2563 นั้นจะมีโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์การพิจารณาดำเนินการ (จำนวนเด็กที่น้อยกว่า 40 คน) จำนวน 3,162 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียน 75,447 คน (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2563) ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนของภาครัฐ ยังไม่รวมถึงผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชนของพวกเขา

จำนวนของของโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นนั้นสอดคล้องข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ ที่มีการรวบรวมไว้โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติผ่านการรวบรวมโครงสร้างประชากรตามอายุไว้นั้น บ่งบอกได้ว่า อัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ในปี 2563 ประเทศไทยมีอัตราการเกิดเพียง 587,368 คน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีอัตราการเกิด 618,193 คน (ลดลง 30,825 คน) จำนวนนักเรียนที่จะเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (5-14 ปี) นั้นมี 7,650,332 ซึ่งลดลดจากปี 2562 เป็นจำนวน 111,108 ซึ่งมีอยู่ 7,761,440 คน จะเห็นได้ว่า จำนวนเด็กซึ่งเป็น Input ที่สำคัญของโรงเรียนลดลงเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ววิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองคงจะเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก คุณภาพของการจัดการเรียนรู้ซึ่งมีกลไกที่สำคัญคือครู เมื่อจำนวนครูน้อย ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพของบุตรหลาน การตัดสินใจย้ายบุตรหลานไปยังโรงเรียนอื่นจึงเกิดขึ้นในยุคที่เส้นทางการคมนาคม ไม่ได้ลำบากอย่างแต่ก่อน จึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นมาก ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กยากต่อการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ปกครองและรักษาจำนวนนักเรียนในเกินจากเกณฑ์ที่ สพฐ. กำหนด ตัวอย่างของวิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กจำนวนมากสมัครเรียน จนต้องมีการสอบการแข่งขันคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับ ป.1 ทั้งที่มีโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็กกระจายตัวไม่ไกลจากโรงเรียนขนาดใหญ่นั้น เป็นหลักฐานยืนยันว่า คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

คุณภาพการจัดการศึกษาที่สวนทางกับการบริหารจัดการ

เมื่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญสำหรับโรงเรียนแล้ว หากแต่เมื่อจำนวนครูที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคุณภาพการศึกษา และยังส่งผลต่อ "ความคุ้มค่า" ของงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การมีนวัตกรรมการทางการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถรักษาคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมที่จะเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ของโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนมีส่วนในการตัดสินใจเลือกใช้ หรือ ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนและครูพัฒนาขึ้นเอง เพราะจะเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการในการแก้ปัญหาและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า "เป็นนวัตกรรมที่ระเบิดจากภายใน" การบริหารงานของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานอาจจะมีนวัตกรรมตามนโยบายลงไปให้โรงเรียนใช้ ซึ่งครูก็จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานตามนโยบาย แต่ผลลัพธ์อาจไม่นำไปสู่ความยั่งยืน เป็นเพียงการทำไปตามกระบวนการ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง แต่หากนวัตกรรมทางการศึกษามาจากการเลือกของโรงเรียนเอง หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า นวัตกรรมนั้นมีความเหมาะสมกับโรงเรียนของตนเอง ผู้อำนวยการและครูจะสามารถใช้นวัตกรรมนั้นได้อย่างยั่งยืนและมีความพร้อมที่จะบูรณาการให้มีคุณภาพอย่างที่ต้นสังกัดต้องการ

โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครูผู้สอน การใช้นวัตกรรมที่มุ่งเน้นการบูรณาการนำไปสู่การพัฒนาสมรรถะของผู้เรียนนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลที่สำคัญนั่นคือจำนวนครูซึ่งไม่ครบชั้น และไม่ครบกลุ่มสาระวิชา จึงเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบ Free Content ที่ไม่มุ่งเน้นต่อรายวิชาใด ๆ แต่มุ่งเน้นการพัฒนาสรรถนะหลักของผู้เรียน ตามนโยบายของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กำลังจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ การสอนแบบบูรณาการโดยใช้นวัตกรรมจึงมีความเป็นไปได้ในโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบ้านฮากฮาน สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา น่าน เขต 1 โรงเรียนขนาดเล็กที่มุ่งเน้นการสอนโดยใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี กลไกที่สำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก คือ ผู้อำนวยการ จากงานวิจัยข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา พบว่า “ความเข้มแข็งทางวิชาการของผู้อำนวยการมีผลต่อการยอมรับและการใช้นวัตกรรมของครู ซึ่งมักส่งผลต่อระยะเวลาในการยอมรับนวัตกรรมของครู นอกจากนั้นแล้ว “ความสามารถในการหาผู้สนับสนุนหรือเครือข่ายหนุนเสริมโรงเรียนของผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครูในโรงเรียน”

อีกปัจจัยที่ดูจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กคือ คณะกรรมการสถานศึกษา หลายโรงเรียนยังคงมีคณะกรรมการสถานศึกษาที่ไม่เข้าใจในบทบาทของตนเองว่าตามบทบาทของตนเองจะต้องทำอย่างไร คืออยู่ในโครงสร้างของโรงเรียนตามหน้าที่ แต่ไม่ได้มีบทบาทหรือมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเท่าไรนัก ทั้งที่กลไกคณะกรรมการสถานศึกษาควรเป็นจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ที่ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา นักวิจัยได้พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่ใช้นวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายการจัดการเรียนรู้ในยุค Next Normal ได้เป็นอย่างดี ในอนาคตที่เราอาจจะต้องอยู่กับโรคระบาด ที่เป็นโรคระบาดในท้องถิ่นไปแล้ว การที่เด็ก ๆ อยู่ในท้องถิ่นของตัวเอง อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วยจำนวนคนไม่เยอะ ควบคุมจำนวนเด็กที่อยู่ในโรงเรียนได้ ควบคุมปัจจัยการแพร่กระจายของโรคได้ จะเห็นได้ว่า นโยบายการจัดการเรียนการสอนในช่วงการระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 โรงเรียนขนาดเล็กแทบจะไม่เกิดผลกระทบเลย แต่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และไม่สามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่จะต้องเข้ามาในโรงเรียนได้ ที่สำคัญ ถ้าปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้หรือเป็นหน่วยการเรียนรู้ของชุมชนแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กก็จะสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ Next Normal ได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นวิกฤติที่ต้องยุบ-ควบรวม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในด้านของเศรษฐศาสตร์หรือความคุ้มค่าของงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น เราอาจจะต้องหันกลับมามองถึงจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ตอบโจทย์คุณภาพทางการศึกษาที่ชุมชนต้องการ พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายรวมไปถึงการปรับตัวของการจัดการศึกษาให้เข้ากับยุค New และ Next Normal โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาที่สอดคล้องกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อความยั่งยืนในการจัดการศึกษาของชุมชนนั้น คำว่า “วิกฤติของโรงเรียนขนาดเล็ก” คงจะเปลี่ยนเป็น “โอกาสของโรงเรียนขนาดเล็ก” ที่จะพัฒนาการจัดการศึกษาของชุมชนและประเทศไทยอย่างยั่งยืนก็เป็นได้

โดย ดร.การญ์พิชชา กชกานน
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาและคณิตศาสตร์
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
หัวหน้าโครงการวิจัย ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา


เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (โครงการ ACCESS School)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ดินคือชีวิต และอียูรับมือโควิด

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าของกิจกรรม กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด เนื่องในโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานในจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 17 - 19 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย มีภารกิจเดินทางปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงถือโอกาสประชุมพบปะมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภาคีภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต และโครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป เพื่อติดตามความคืบหน้า และความสำเร็จต่าง ๆ ที่สำคัญของทั้งสองโครงการ ณ สมาคมฝรั่งเศส จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ตัวแทนจากทั้งสองมูลนิธิยังได้นำเสนอถึงความท้าทายในการจัดกิจกรรมภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ทั้งสิ้น 3 ประเด็น ดังนี้

1. การรับมือและจัดกิจกรรมในสถานการณ์โควิด-19 ชุมชนมีความกลัวเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้มีการปิดชุมชนและไม่กล้ามาร่วมกิจกรรมนอกชุมชน ทำให้ทีมงานต้องทำงานผ่านทางออนไลน์ ต้องเรียนรู้การทำงานในสถานการณ์การรแพร่ะบาดของไวรัสไปพร้อมกับการปฏิบัติการ

2. การเก็บและนำส่งข้อมูลพื้นฐานของชุมชนมีความยากลำบากเพราะชุมชนไม่สามารถออกนอกพื้นที่มาส่งข้อมูล การประมวลข้อมูลต้องทำเองไม่สามารถใช้โปรแกรมช่วยเพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์และคนเก็บข้อมูลไม่มีความเข้าใจคำถาม

จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแบบฟอร์มในการเก็บข้อมูลเพื่อสามารถลงระบบประมวลผลได้ และในอนาคตให้ทำความเข้าใจเรื่องคำถามกับคนเก็บข้อมูลก่อน

3. มีการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปี 2564 จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามแผนงาน เพราะมีการเปลี่ยนทีมงานและผู้บริหารในท้องถิ่นทุกระดับ และเกิดความท้าทายในการทำให้แผนของชุมชนเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานราชการและท้องถิ่น จึงเกิดเป็นข้อเสนอแนะ เช่น การดึงท้องที่ท้องถิ่นมาร่วมกิจกรรมกับชุมชน, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือต้องพัฒนาเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะการจัดการไฟป่า, และยกระดับการใช้เครื่องมือสื่อสารของอาสาสมัคร เช่น การใช้ Walkie-Talkie เป็นต้น

หลังจบกิจกรรม ทางทีมได้สรุปวางแผนจัดถอดบทเรียนโครงการของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงการขยายเวลาและงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการได้ ทั้งนี้ คุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้ส่งอีเมลแจ้งว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ประทับใจกับผลงานที่ภาคีได้ทำในพื้นที่แนวหน้าร่วมกับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของทุกคนที่ทำงานให้แก่กลุ่มเปราะบางชายขอบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ท้าทายเช่นนี้อีกด้วย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


ภาคประชาสังคมจัดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบาย-แก้ไขกฎหมาย

ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน 2565 มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และภาคีในเครือข่ายอื่น ๆ จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการภัยพิบัติ และโรคอุบัติใหม่ สู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไข กฎหมายภัยพิบัติ ณ โรงแรมดอนเมืองแอร์พอร์ต (ไมด้า) โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอพื้นที่ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน สู่การเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนของภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน และนำสิ่งที่ได้ไปนำเสนอต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ จนนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กระบวนการแก้ไข กฎหมาย และวางแผนขับเคลื่อนในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ร่วมกัน

ที่ผ่านมามูลนิธิชุมชนไทได้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคีในการขับเคลื่อนการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จนมีข้อสรุปร่วมกันว่า การจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ อย่างน้อยต้องมีนโยบายและกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการ ซึ่งรัฐและราชการส่วนภูมิภาคมีบทบาทในการสนับสนุนให้การบริหารจัดการได้ทันท่วงที เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากบทเรียนการดำเนินงาน ในการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ในหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมไปถึงข้อเรียกร้องในการให้การสนับสนุนหนุนเสริมการทำงาน และแก้ไข จึงได้จัดให้มีเวทีเสวนานี้ขึ้น

วันที่ 21 เมษายน 2565 อรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้บริหารโครงการ สหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย เป็นเกียรติกล่าวเปิดงาน และปาฐกถาเปิด “บทเรียน-ชุมชนสู่การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการภัยพิบัติ” โดย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ประธานมูลนิธิ-ชุมชนไท จากนั้นจึงมีการนำเสนอ “บทเรียนและความท้าทายการจัดการภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่โดยชุมชน” ใน 10 พื้นที่ รวมไปถึงการเปิดเวทีเสวนา “ความร่วมมือการขับเคลื่อนชุมชนรับมือภัยพิบัติโดยนโยบายและกฎหมายภัยพิบัติ” โดย ประธานกรรมาธิการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม และผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท

ในวันที่ 22 เมษายน 2565 เวทีเสวนาได้เน้นการกระบวนการ “พัฒนาหลักสูตร พัฒนาคนจัดการภัยพิบัติ” และ “ข้อบัญญัติท้องถิ่น สู่การจัดการภัยพิบัติชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” นำโดยผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รองคณบดีคณะ-วิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน เครือข่ายชาวเล และเครือข่ายการคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

สหภาพยุโรปจับมือแอ็คชั่นเอด จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน สู้ภัยโควิด

ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2564 - 30 มิถุนายน 2565 สหภาพยุโรป ร่วมมือกับ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดตั้งโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด (EU COVID-19 Response and Recovery Project in Thailand – Nationwide) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนและชุมชนสามารถผลิตอาหารที่เพียงพอและปลอดภัย มีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นแหล่งรายได้เสริม รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายสร้างความยั่งยืนด้านอาหาร โดยมีองค์กรภาคีเครือข่ายในเครือข่ายของโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School) ได้แก่ สมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา เขตภาคกลาง, สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการคัดเลือกและจัดตั้งโรงเรียนนำร่องแหล่งผลิตอาหารในชุมชน ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 ภูมิภาค (ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง) จำนวน 30 แห่ง ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านหนองตอกแป้นวิทยา, รร.บ้านหนองกุง, รร.บ้านฮ่องทราย, รร.บ้านหนองบัวกุดอ้อ, รร.บ้านโนนเห็ดไค, รร.บ้านหนองบัวคู, รร.ธนบุรีโคกสีหนองเต่าวิทยายน, รร.บ้านหนองแสน, รร.จินดาสินธวานนท์ และรร. คำรงถาวรเจริญวิทย์

ภาคกลาง (9 โรงเรียน) ได้แก่ ร.ร.วัดอุบลวรรณา(นิ่มพิณมุขประชานุกูล), รร.แหลมบัววิทยา, รร.บ้านหนองขาม รร.วัดอมรวดี (อมรวิทยาคาร), รร.วันมหาราช (ผาณิตพิเชฐวงศ์ 1), รร.วัดโคกทอง (ปริปุณอินทรประชาวิทยา), รร.บ้านห้วยรางเกตุ, รร.บ้านห้วยด้วน และรร.วัดหัวโพ (หัวโพประศาสน์วิทยา)

ภาคเหนือ (11 โรงเรียน) ได้แก่ รร.บ้านน้ำมวบ, รร.บ้านป่าสัก, รร.ศรีบุญเรือง, รร.บ้านชมพู, รร.บ้านน้ำลัด, รร.บ้านฟ้า, รร.ชุมชนบ้านหลวง, รร.บ้านสบยาง, รร.ป่าแลวหลวงวิทยา, รร.บ้านหนองบัว และรร.บ้านนาทะนุง

กิจกรรมจะเน้นการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วมกับองค์กรภาคี ชุมชน และโรงเรียนนำร่องทั้ง 30 แห่ง เกี่ยวกับวิธีการผลิตอาหารในชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้จากการวางแผนร่วมกับโรงเรียน และอาสาสมัครชุมชน โดยจะกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตระหนักถึงความท้าทายของสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต ตลอดจนวิธีการจัดหาอาหาร หลังจากการฝึกอบรมจะมีการสนับสนุนหน่วยผลิตอาหารที่มีโรงเรียนเป็นฐานการผลิตในรูปแบบเกษตรพอเพียง เช่น แปลงผักสวนครัวท้องถิ่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงให้การสนับสนุนอื่น ๆ ตามความต้องการของโรงเรียนและชุมชน ทั้งนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนจัดหาพื้นที่ในการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกชุมชน อาสาสมัครหมู่บ้าน และนักเรียนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชุมชนต่อไป ซึ่งการประเมินผลจะมีทั้งการติดตามรายงานความก้าวหน้า และการลงพื้นที่ติดตาม รวมถึงหนุนเสริมโรงเรียนเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดทักษะด้านความมั่นคงทางอาหารที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึงพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน

รูปภาพประกอบเพิ่มเติม: Link (เครดิต: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย)

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556

Infographic: https://actionaid.or.th/eu-covid-19-response-recovery
Facebook: โครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project
Instagram: @eucovid19response_thailand
YouTube: อียูรับมือโควิด


ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 55 ของประเทศไทย ได้แถลง นโยบาย 12 ข้อในการจัดการศึกษา ต่อคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชน ในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในนามขององค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ขอแสดงความยินดีกับท่านตรีนุช ที่ได้เข้ามารับหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับท่านรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบาย 12 ข้อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป

ทั้งนี้จากนโยบาย 12 ข้อที่ท่านได้แถลงต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและเพิ่มเติม โดยภาพรวม นโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อเป็นแนวนโยบายที่จะเป็นธงนำไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศไทยได้ และเข้าใจว่าคงจะบรรจุอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2565-2569 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะเพิ่มเติมให้นโยบายการจัดการศึกษามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2561-2565 และสามารถสะท้อนตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2565-2569 ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

เป้าหมายการจัดการศึกษา

ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนในสังคม มีทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะและความสุข

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นโยบายชัดเจนในการนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นธงนำให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามเป้าหมายการจัดการศึกษาชาติ จึงขอเสนอวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ข้อและให้จัดกลุ่มนโยบายทั้ง 12 ข้อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม:

จุดประสงค์ที่ 1 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จุดประสงค์ที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลักการสำคัญของนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละข้อ จะขอเพิ่มเติมขยายความ 5 นโยบาย ได้แก่ ข้อที่ 1 (การปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เท่าทันศตวรรษที่ 21) ข้อที่ 2 (การพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัลของครู) ข้อที่ 3 (การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์ม) ข้อที่ 4 (การกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษา) และ ข้อที่ 10 (การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการศึกษา) ตามลำดับ ดังนี้

 

นโยบายข้อที่ 1 – การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีความรู้ มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

โดยหัวใจ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ควรจะขยายความให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษาไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ยังติดอยู่กับระบบการใช้รายวิชาเป็นฐาน (Subject-based learning) ที่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ไม่เน้นการฝึกฝนสมรรถนะ ดังนั้น นโยบายข้อนี้ควรปลดล็อกหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอุปสรรคปัญหา ไปสู่การเรียนรู้ที่ทันสมัยและรู้จริง (Mastery learning) ซึ่งหมายถึง กระบวนการเรียนเพื่อรอบรู้จนเชี่ยวชาญ ด้วยการดำเนินการให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนแต่ละคนตามความชอบ ถนัด สนใจ หรือแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการเหมือนกัน บนฐานชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง ด้วยการแสวงหาวิธีการ สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนรอบรู้ คือ ”รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กัน (ป้องกัน) รู้แก้ รู้ทำ” ประยุกต์ใช้จนเชี่ยวชาญในแต่ละระดับได้ หากผู้เรียนได้รับเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การที่จะให้ผู้เรียนหรือพลเมืองไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น ต้องระบุว่า ให้มีความรู้และฝึกประยุกต์ใช้ความรู้แบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based Learning) นั่นคือ การใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตที่สามารถใช้การได้จริงและได้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องขยายความคำว่า “บริบทสังคมไทย” ซึ่งเป็นบริบทที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนฐานพหุวัฒนธรรม ปัญญาและหลากหลายชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนถึง 56 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6.09 ล้านคนหรือร้อยละ 9.68 ของประชากรในประเทศไทย (รายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พ.ศ. 2555) ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทั้งในที่สูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มน้ำตะวันตก พื้นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ผูกพันและพึ่งพาวิถีธรรมชาติได้สะสมเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายระบบการศึกษาไทยไม่ได้จัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะของผู้เรียน ที่ยึดโยงกับบริบทที่หลากหลายของสังคมไทยที่ จึงส่งผลให้ผู้เรียนยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งห่างไกลชุมชน ไม่รู้จักรากเหง้าตนเอง ไม่รู้จักพหุภูมิปัญญาของสังคมไทย หรือธรรมชาติในมิติทางนิเวศและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

 

นโยบายข้อที่ 2 – การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนา
ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย
และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

นโยบายข้อนี้ควรคำนึงถึงการตอบโจทย์หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่แผนการศึกษาชาติและนโยบายได้ปลดล็อกใหม่ ดังนั้นควรเพิ่มสมรรถนะให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาที่ใช้สมรรถนะเป็นฐานการเรียนรู้ (Competency-Based Learning) และพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานพหุปัญญาชุมชน วัฒนธรรม ธรรมชาติตามบริบทของสังคมไทย

 

นโยบายข้อที่ 3 – การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP)
และการส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ
พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย
และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษามาใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา

เนื่องจากปัจจุบัน ฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของชาติที่กล่าวไว้ในนโยบายข้อนี้ ยังไม่เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกันได้ในทุกระบบ ทุกประเภทการศึกษา เช่น ระบบฐานข้อมูลของการศึกษาทางเลือก หรือกลุ่มการศึกษาของเด็กนอกระบบและตามอัธยาศัยของสถาบันสังคม (ตามมาตรา 12) ยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบและยังไม่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาแห่งชาติ (DMC) ได้ รวมถึงยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการจุดมุ่งหมายการศึกษาชาติ ดังนั้น จึงขอให้เพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบ Big Data ด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อสนับสนุนการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือผู้เรียนให้เข้าถึงการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยทุกประเภทและสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลส่วนราชการอื่นๆได้ตามเงื่อนไขของระบบกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่กำหนด

เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ขับเคลื่อนไปบนโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ระบบฐานข้อมูลการศึกษาชาติควรเท่าทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และสร้างสรรค์การศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาชาติ ขอให้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

    1. ปรับปรุงฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ หรือ Data management Center (DMC) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาประเภทนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของสถาบันสังคมตามมาตรา12 (การศึกษาโดยครอบครัวและการศึกษาในศูนย์การเรียนของบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา) ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเฉพาะ กศน.จึงทำให้ฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนนอกระบบกว่า 10,000 คนและสถานศึกษานอกระบบกว่า 1,500 แห่งไม่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ
    2. ฐานข้อมูลสถานศึกษาขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ด้วยตนเอง หรือมีคุณภาพและมาตรฐานที่หลากหลายตามบริบทสังคมไทย
    3. ฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและพัฒนาเด็กเยาวชนของประเทศไทยที่หนุนเสริมและสนับสนุนพัฒนาการศึกษาไทย
    4. ฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา ครูอาสา ครูชุมชนที่ร่วมสนับสนุนการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่างๆ
    5. ฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนทุกเพศวัยและสถานศึกษาทุกระดับ เช่น แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกษตรกรรม หัตถกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี กีฬา ฯลฯ
    6. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย นโยบาย กฎหมาย และแผนการศึกษาชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ควรเปิดระบบหรือกลไกที่ให้ประชาชน ผู้เกี่ยวข้อง หรือภาคประชาสังคมที่สนใจสามารถเข้าถึงและเข้าใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้โดยสะดวกมากขึ้น

 

นโยบายข้อที่ 4 – การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษา
ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อกำหนดให้มีระบบบริหารและการจัดการ
รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว
การบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน มีระบบการบริหารงานบุคคลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

ข้อนี้เป็นแนวนโยบายที่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เขียนขอเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

ให้มีการศึกษาทบทวน กฎหมายการศึกษาเพื่อปลดล็อก ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายรวมถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจเป็นอุปสรรค ปัญหา และรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาไว้ที่ส่วนกลางมานาน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 4 (4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่การจัดการศึกษาเป็นของรัฐโดยกระทรวงศึกษาส่วนกลาง หน้าที่ของบุคคล/ประชาชนมีเพียงต้องเข้ารับการศึกษาอบรมโดยขาดการมีส่วนร่วม สนับสนุน พัฒนาการศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรมีศึกษาเรื่องกฎหมายการศึกษาหรืองานวิจัยอย่างจริงจัง

นอกจากการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายการศึกษาแล้ว การบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐานจะให้สำเร็จได้ต้องเพิ่มเติม กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน เขต 1 ได้ร่วมดำเนินงานในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่และระดับประเทศร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนและยื่นข้อเสนอต่อนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงแรกเริ่ม จวบจนกระทั่งในปี 2559 ได้มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการทำงานร่วมกัน ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงรูปธรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด หรือ Thinking Tools ซึ่งได้รับนวัตกรรมมาจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มาทำงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน สมาคมฯ นำนวัตกรรมเครื่องมือสอนคิดมาขยายผลอย่างเป็นระบบ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเครือข่ายในการออกแบบการสอน อบรมครู ลงมือทำ ติดตามผล รวมถึงสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ที่เล็งเห็นความสำคัญ จนรับแนวทางการสอนคิดเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายระดับ

ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่หยุดการพัฒนาและมุ่งหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยกำลังและความตั้งใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพของโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ วันนี้ สมาคมฯ และสพป. น่าน เขต 1 ได้วางรากฐานความร่วมมือกับ สพป. น่าน เขต 2 ในการขยายผลการเปลี่ยนแปลงไปยังโรงเรียนอีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

 

นโยบายข้อที่ 10 – การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้สามารถสะท้อนออกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจน ขอเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน และการใช้นอกจากผ่านระบบดิจิทัลแล้วควรผ่านระบบการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานสมรรถนะจริงในปัจจุบันด้วย

ผู้เขียนขอชื่นชมนโยบายข้อที่ 11 นโยบายข้อที่ 12 ที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ในนโยบายข้อที่ 12 การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ควรรวมถึงผู้เรียนที่อยู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่ประสงค์จะเรียนตามที่ตนเองสนใจ ถนัดและมีความต้องการที่จำเป็นพิเศษอื่น ๆ ด้วย

 

โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับ นโยบาย ของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

 


 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


การตลาดออนไลน์สำคัญกับ ชาวเล อย่างไรในยุคโควิด?

การตลาดออนไลน์สำคัญกับชาวเลอย่างไรในยุคโควิด?

หลายครั้งที่มีคนตั้งคำถามว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอด คำถามนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เราหรือคนในชุมชนเมือง แต่รวมไปถึงชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะเช่นกัน

จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของโครงการอียูรับมือโควิด ในกิจกรรมการอบรมการตลาดออนไลน์ จากชุมชนชาวเล ทั้ง 5 จังหวัด ประกอบไปด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ ภูเก็ต และสตูล ในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่า ชาวบ้านตามเกาะต่าง ๆ ทั้งที่มีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาชีพประมง หรืออื่น ๆ ต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่บนชายฝั่งและชุมชนเมือง บางคนอาจได้รับผลกระทบที่มากกว่า เพราะไม่มีทั้งเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายได้ที่แน่นอนในแต่ละวัน บางคนต้องหาเช้ากินค่ำ รับจ้างรายวัน เพื่อประทังชีวิตของตนและครอบครัว บางคนต้องตกงาน เพราะนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ การทำประมงในบางพื้นที่ก็มีปัญหาเรื่องการซื้อขาย และส่งออกที่อย่างยากลำบากมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมไปถึงความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตนเองและครอบครัวให้ห่างไกลจากโควิด-19 อย่างจำกัดอีกด้วย

เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชาวเลเหล่านี้ สหภาพยุโรปได้สนับสนุนเงินทุน เพื่อจัดกิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด ภายใต้การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้แก่ชาวเลในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้พวกเขาได้มีทางเลือกชีวิต และสร้างโอกาสของตนเองในภาวะโควิด-19 การเสริมสร้างองค์ความรู้นี้ จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งหารายได้ใหม่ในยุค New Normal ช่วยสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่าการอบรมเป็นเพียงระยะสั้น ๆ แต่ช่วยให้เยาวชนและชาวเลที่ร่วมกิจกรรมหลายคนได้เปลี่ยนมุมมอง จากฐานะคนที่เคยซื้อของออนไลน์อย่างเดียว ให้เห็นลู่ทางของการเป็นเจ้าของกิจการออนไลน์ได้ในอนาคต บางคนเริ่มมีแผนในการขายของออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่ตนเองชอบหรือสิ่งที่มีอยู่ เช่น ขายปลา ขายเสื้อผ้า หรืออาหารแปรรูปในชุมชนของตนเอง ผ่านทาง Facebook ที่พวกเขาใช้อยู่เป็นประจำ

ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร การตลาดออนไลน์กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เสริม ในยุคโควิด-19 ซึ่งถ้าเรารู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอจะสามารถทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจุบันและอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมอบรมการตลาดออนไลน์ เสริมรายได้ สู้โควิด โดยการสนับสนุนของสหภาพยุโรป วันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายน 2564 ณ อ.ละงู จ.สตูล / ภาพ: มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

เกี่ยวกับโครงการอียูรับมือโควิด

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย โดยมีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี อีก 10 องค์กร โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

เกี่ยวกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย (ActionAid Thailand)

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 เราคือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นให้ประชากรที่ประสบความยากจนและการกีดกันทางสังคม พัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของตน เราเชื่อในพลังของผู้คนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตนเองและสังคม เราจึงสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกีดกันทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เยาวชน และคนยากจน ตระหนักถึงศักยภาพของตน เข้าใจในสิทธิ์ที่ตนพึงจะมี และใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เราทำงานเป็นพันธมิตรร่วมกับชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มและเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สถาบันการศึกษาและการวิจัย หน่วยงานรัฐในระดับต่างๆ สื่อ ฯลฯ และขยายผลโครงการของเราในระดับท้องถิ่น การจับมือกับพันธมิตรและรวมพลังเป็นหนึ่ง เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เคยถูกละเลยและกีดกัน สามารถนำเสนอประเด็นปัญหาของพวกเขา เข้ามารณรงค์ ขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ชอบธรรม และยั่งยืน


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม (เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด)
อีเมล suriya.phongphunngam@actionaid.org
โทร 0631931556