ครูแกนนำ ACCESS School อบรมเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ เพื่อโรงเรียนและชุมชนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ครูสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในชีวิตของเด็กได้ โดยสอนให้พวกเขาเห็นพลังในสิ่งที่ตัวเองเป็น และเคารพ โอบอ้อมอารีกับคนอื่นที่มีตัวตนแตกต่างจากพวกเขา”

ครูแกนนำโครงการ ACCESS School 20 ท่าน เดินทางมาพบกันที่บ้านกล้วยกล้วยรีสอร์ท จ.นครนายก ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2565 เพื่อร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในและนอกห้องเรียน และการออกแบบหลักสูตรความเป็นธรรมทางเพศที่ใช้แนวทางการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่คำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ

กิจกรรมตลอด 3 วันนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยการสร้างเสริมพลัง ทั้งสำหรับตัวคุณครูเอง และจะส่งต่อไปถึงเด็ก โรงเรียน เครือข่าย และชุมชนเจ้าของโรงเรียน โดยอยู่กับกระบวนกรผู้เชี่ยวชาญอย่าง อวยพร เขื่อนแก้ว เฟมินิสต์และนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ผู้ก่อตั้งศูนย์ผู้หญิงบ้านดินเพื่อสันติภาพและความเป็นธรรม และนัยนา ประไพวงศ์ ครูสอนโยคะและนักพัฒนาผู้มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มรากหญ้าและกลุ่มชายขอบ

ในวันแรก หลังทำความรู้จักกันมากขึ้นและสร้างความไว้วางใจกัน คุณครูได้เรียนรู้ วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่อง “อำนาจ” (power) รูปแบบต่าง ๆ วิธีการใช้อำนาจในชีวิตผ่านพื้นที่ภายในครอบครัว ที่ทำงาน และสังคม รวมถึงแนวคิดและกระบวนการสอนแนวฟื้นฟูอำนาจและศักยภาพ (empowerment model)

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

ในวันที่สองและสาม ครูแกนนำเรียนรู้เกี่ยวกับระบบเพศและเพศวิถีในระบบเพศชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ซึ่งเป็นระบบที่เป็นฐานของความรุนแรง และโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม คุณครูได้ทบทวนประสบการณ์ชีวิตและสังคมโดยรอบเพื่อท้าทายและรื้อถอนความเชื่อฝังหัวที่เป็นต้นตอของอคติต่าง ๆ การเหยียดเพศ และความรุนแรงทางเพศ นอกจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านแนวคิดและทฤษฎี เคสตัวอย่าง และประสบการณ์ตรงของทุก ๆ ท่าน เหล่าครูแกนนำยังได้ถอดบทเรียนเรื่องการเสริมสร้างอำนาจผู้เรียนและความเท่าเทียมทางเพศจากสารคดีและภาพยนตร์อีกด้วย

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งหมดนำไปสู่พื้นที่โรงเรียน ในช่วงท้ายการอบรม คุณครูร่วมสร้างแนวทางการปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และกฎระเบียบของโรงเรียนที่จะช่วยป้องกันหรือลดอคติและความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศได้ ภายในปีการศึกษาหน้านี้ หลักสูตรความเป็นธรรมทางเพศจะถูกพัฒนาขึ้นและทดลองใช้ เพื่อสร้างต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ และเพื่อการสร้างครอบครัว ห้องเรียน โรงเรียน และชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคน

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับครูแกนนำ:

เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและขยายผลโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ โครงการ ACCESS School ได้คัดเลือกครูแกนนำผู้มีความมุ่งมั่นและประสบการณ์การใช้นวัตกรรมตามแนวทาง Active Learning จาก 8 พื้นที่จังหวัดเป้าหมาย เพื่อเป็นผู้สนับสนุนครูและโรงเรียนในเครือข่าย บทบาทของครูแกนนำนั้นรวมถึงการโค้ช ให้คำปรึกษา เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนในระดับพื้นที่ จัดการอบรมการใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนแบบ Active Learning สนับสนุนการปรับใช้หลักสูตรนวัตกรรม และการติดตามผลการเรียนการสอน ภายใต้โครงการฯ ครูแกนนำจะได้รับการอบรมหัวข้อต่าง ๆ อาทิ การทำงานบนฐานสิทธิ (Human Rights-Based Approach) ความเป็นธรรมทางเพศ (gender justice) และทักษะสมอง (executive functions)


Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 2

ปี 2564 เป็นปีที่โครงการ ACCESS School ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ใน “ความปกติใหม่” สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมส่วนใหญ่ที่วางแผนไว้และการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในปีที่ 2 ของโครงการได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบ เลื่อนระยะเวลาออกไป หรือดำเนินขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พบความท้าทายหลายประการ แต่ก็นับเป็นบทเรียนที่เอื้อให้องค์กรภาคประชาสังคมได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการบริหารโครงการ และมีความพร้อมสำหรับการทำงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาท่ามกลางความไม่แน่นอนอื่น ๆ ในอนาคต

ติดตามความก้าวหน้า เรื่องราวการเปลี่ยนแปลง และความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้นในปี 2 ได้ในจดหมายข่าว Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 2

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว

โครงการ ACCESS School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


ACCESS School หนุนเสริมภาคประชาสังคมขับเคลื่อน SDG 4 ผ่านเวทีสร้างการมีส่วนร่วมและรายงาน VNR

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (SDG4) ซึ่งว่าด้วยการศึกษาคุณภาพ เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งใน 17 ข้อที่ประเทศไทยและองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญและสนใจเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมและได้รับโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โครงการ ACCESS School ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ที่จะเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมกับภาครัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม ทั่วถึงตามบริบทของผู้เรียนและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในวันที่ 7-8 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โครงการฯ จึงได้จัดการประชุมหัวข้อ “แนวทางการมีส่วนร่วมและบทบาทของภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ในการติดตามสนับสนุนและขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4” ในวันที่ 7 ตุลาคม 2565 และการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเขียนรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Review หรือ VNR) ตามมาในวันที่ 8 ตุลาคม 2565 ณ ห้อง Beijing & Berlin โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นนาดา ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมาย (1) เพื่อเป็นเวทีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนสถานการณ์การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย (2) เพื่อให้ภาคประชาสังคมด้านการศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของ SDGs มากยิ่งขึ้น รวมถึงบทบาทแนวทางการมีส่วนร่วมในการติดตาม สนับสนุน และขับเคลื่อน SDG4 ร่วมกับภาครัฐและกลไกตามกระบวนการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง และ (3) เพื่อเป็นเวทีให้ภาคประชาสังคมด้านการศึกษาในการศึกษาและพัฒนากระบวนการจัดทำร่างรายงานการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติโดยสมัครใจ ในประเด็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 ของประเทศไทยเพื่อเสนอต่อองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป


โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

โรงเรียนขนาดเล็ก: ปัญหาที่ไม่เคยหายไป หรือโอกาสใหม่ในการจัดการศึกษา?

ปัญหาการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มักจะสร้างความขวัญเสียให้กับผู้อำนวยการ ครู และผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 40 คน อย่างไรก็ดี โรงเรียนเหล่านี้กระจายตัวตามพื้นที่ของประเทศไทยและมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในหมู่บ้านเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึง และอยู่ในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ

จากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานภาพรวมของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย โดยการวิเคราะห์จากข้อมูลสารสนเทศของจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โดยร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561-2563 มีจำนวนที่มากขึ้น ในปี 2563 มีร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กถึง 50 จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จำนวนโรงเรียนในประเทศไทยมีน้อยลงเนื่องจากการยุบเลิกสถานศึกษาตามนโยบายของภาครัฐ แต่สิ่งที่สะท้อนผลคือ จำนวนของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2562 จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 133 โรงเรียน และในปี 2563 มีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจำนวน 123 โรงเรียน สาเหตุอาจมาจากจำนวนประชากรวัยเรียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากรายงานสถิติรายปีประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2560-2562 พบว่า ประชากรแรกเกิดมีอัตราลดในทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการแข่งขันทางศึกษาที่สูงขึ้น ผู้ปกครองที่ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น จึงเลือกที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรมากกว่า เช่น โรงเรียนประจำอำเภอ โรงเรียนประจำจังหวัด ทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนขนาดกลางลดลงจนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีนักเรียนจนถูกควบรวมและยุบเลิกสถานศึกษาในที่สุด

โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยทั้งหมดในปี 2563 มีจำนวน 14,976 โรงเรียน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีจำนวนโรงเรียนถึง 7,214 โรงเรียน แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนโรงเรียนในแต่ละภาคแล้วจะเห็นได้ว่า ร้อยละของโรงเรียนขนาดเล็กที่สูงที่สุดคือ ภาคเหนือคือ ร้อยละ 56.6 สาเหตุมาจากโรงเรียนขนาดเล็กในภาคเหนือจะอยู่ในพื้นที่สูง ห่างไกล เดินทางลำบาก และอยู่ในพื้นที่มีความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม หลากหลายทางชาติพันธุ์ และความเชื่อ ทำให้ไม่สามารถควบรวมได้

นอกจากจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นแล้ว จำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2563 มีจำนวนนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ถึง 968,992 คน โดยจำแนกเป็นเพศชาย 511,702 และเพศหญิง 457,290 คน โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาประถมศึกษา คือมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยภาคที่มีจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ 467,313 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด จากการดำเนินงานนโยบายยุบควบรวมสถานศึกษาจากแนวปฏิบัติในปี 2562-2563 นั้นจะมีโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์การพิจารณาดำเนินการ (จำนวนเด็กที่น้อยกว่า 40 คน) จำนวน 3,162 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียน 75,447 คน (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2563) ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนของภาครัฐ ยังไม่รวมถึงผู้ปกครอง ครอบครัวและชุมชนของพวกเขา

จำนวนของของโรงเรียนขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นนั้นสอดคล้องข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ ที่มีการรวบรวมไว้โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติผ่านการรวบรวมโครงสร้างประชากรตามอายุไว้นั้น บ่งบอกได้ว่า อัตราการเกิดของประชากรในประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ในปี 2563 ประเทศไทยมีอัตราการเกิดเพียง 587,368 คน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีอัตราการเกิด 618,193 คน (ลดลง 30,825 คน) จำนวนนักเรียนที่จะเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (5-14 ปี) นั้นมี 7,650,332 ซึ่งลดลดจากปี 2562 เป็นจำนวน 111,108 ซึ่งมีอยู่ 7,761,440 คน จะเห็นได้ว่า จำนวนเด็กซึ่งเป็น Input ที่สำคัญของโรงเรียนลดลงเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ววิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองคงจะเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก คุณภาพของการจัดการเรียนรู้ซึ่งมีกลไกที่สำคัญคือครู เมื่อจำนวนครูน้อย ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพของบุตรหลาน การตัดสินใจย้ายบุตรหลานไปยังโรงเรียนอื่นจึงเกิดขึ้นในยุคที่เส้นทางการคมนาคม ไม่ได้ลำบากอย่างแต่ก่อน จึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นมาก ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กยากต่อการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ปกครองและรักษาจำนวนนักเรียนในเกินจากเกณฑ์ที่ สพฐ. กำหนด ตัวอย่างของวิกฤติความศรัทธาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กจำนวนมากสมัครเรียน จนต้องมีการสอบการแข่งขันคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับ ป.1 ทั้งที่มีโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็กกระจายตัวไม่ไกลจากโรงเรียนขนาดใหญ่นั้น เป็นหลักฐานยืนยันว่า คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

คุณภาพการจัดการศึกษาที่สวนทางกับการบริหารจัดการ

เมื่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของบุตรหลานเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญสำหรับโรงเรียนแล้ว หากแต่เมื่อจำนวนครูที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของคุณภาพการศึกษา และยังส่งผลต่อ "ความคุ้มค่า" ของงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก การมีนวัตกรรมการทางการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถรักษาคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมที่จะเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ของโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนมีส่วนในการตัดสินใจเลือกใช้ หรือ ต้องเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนและครูพัฒนาขึ้นเอง เพราะจะเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการในการแก้ปัญหาและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า "เป็นนวัตกรรมที่ระเบิดจากภายใน" การบริหารงานของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานอาจจะมีนวัตกรรมตามนโยบายลงไปให้โรงเรียนใช้ ซึ่งครูก็จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานตามนโยบาย แต่ผลลัพธ์อาจไม่นำไปสู่ความยั่งยืน เป็นเพียงการทำไปตามกระบวนการ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง แต่หากนวัตกรรมทางการศึกษามาจากการเลือกของโรงเรียนเอง หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า นวัตกรรมนั้นมีความเหมาะสมกับโรงเรียนของตนเอง ผู้อำนวยการและครูจะสามารถใช้นวัตกรรมนั้นได้อย่างยั่งยืนและมีความพร้อมที่จะบูรณาการให้มีคุณภาพอย่างที่ต้นสังกัดต้องการ

โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครูผู้สอน การใช้นวัตกรรมที่มุ่งเน้นการบูรณาการนำไปสู่การพัฒนาสมรรถะของผู้เรียนนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลที่สำคัญนั่นคือจำนวนครูซึ่งไม่ครบชั้น และไม่ครบกลุ่มสาระวิชา จึงเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบ Free Content ที่ไม่มุ่งเน้นต่อรายวิชาใด ๆ แต่มุ่งเน้นการพัฒนาสรรถนะหลักของผู้เรียน ตามนโยบายของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กำลังจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ การสอนแบบบูรณาการโดยใช้นวัตกรรมจึงมีความเป็นไปได้ในโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบ้านฮากฮาน สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา น่าน เขต 1 โรงเรียนขนาดเล็กที่มุ่งเน้นการสอนโดยใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี กลไกที่สำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก คือ ผู้อำนวยการ จากงานวิจัยข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา พบว่า “ความเข้มแข็งทางวิชาการของผู้อำนวยการมีผลต่อการยอมรับและการใช้นวัตกรรมของครู ซึ่งมักส่งผลต่อระยะเวลาในการยอมรับนวัตกรรมของครู นอกจากนั้นแล้ว “ความสามารถในการหาผู้สนับสนุนหรือเครือข่ายหนุนเสริมโรงเรียนของผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครูในโรงเรียน”

อีกปัจจัยที่ดูจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กคือ คณะกรรมการสถานศึกษา หลายโรงเรียนยังคงมีคณะกรรมการสถานศึกษาที่ไม่เข้าใจในบทบาทของตนเองว่าตามบทบาทของตนเองจะต้องทำอย่างไร คืออยู่ในโครงสร้างของโรงเรียนตามหน้าที่ แต่ไม่ได้มีบทบาทหรือมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเท่าไรนัก ทั้งที่กลไกคณะกรรมการสถานศึกษาควรเป็นจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน ที่ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา นักวิจัยได้พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่ใช้นวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายการจัดการเรียนรู้ในยุค Next Normal ได้เป็นอย่างดี ในอนาคตที่เราอาจจะต้องอยู่กับโรคระบาด ที่เป็นโรคระบาดในท้องถิ่นไปแล้ว การที่เด็ก ๆ อยู่ในท้องถิ่นของตัวเอง อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก็จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วยจำนวนคนไม่เยอะ ควบคุมจำนวนเด็กที่อยู่ในโรงเรียนได้ ควบคุมปัจจัยการแพร่กระจายของโรคได้ จะเห็นได้ว่า นโยบายการจัดการเรียนการสอนในช่วงการระบาดของเชื่อไวรัสโควิด-19 โรงเรียนขนาดเล็กแทบจะไม่เกิดผลกระทบเลย แต่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และไม่สามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่จะต้องเข้ามาในโรงเรียนได้ ที่สำคัญ ถ้าปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้หรือเป็นหน่วยการเรียนรู้ของชุมชนแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กก็จะสามารถจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ Next Normal ได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นวิกฤติที่ต้องยุบ-ควบรวม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในด้านของเศรษฐศาสตร์หรือความคุ้มค่าของงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น เราอาจจะต้องหันกลับมามองถึงจุดแข็งของโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ตอบโจทย์คุณภาพทางการศึกษาที่ชุมชนต้องการ พัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายรวมไปถึงการปรับตัวของการจัดการศึกษาให้เข้ากับยุค New และ Next Normal โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาที่สอดคล้องกับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อความยั่งยืนในการจัดการศึกษาของชุมชนนั้น คำว่า “วิกฤติของโรงเรียนขนาดเล็ก” คงจะเปลี่ยนเป็น “โอกาสของโรงเรียนขนาดเล็ก” ที่จะพัฒนาการจัดการศึกษาของชุมชนและประเทศไทยอย่างยั่งยืนก็เป็นได้

โดย ดร.การญ์พิชชา กชกานน
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาและคณิตศาสตร์
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
หัวหน้าโครงการวิจัย ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีศึกษา: โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา


เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (โครงการ ACCESS School)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


“จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้”: เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของครูณัฐวดี ทองขาว

“จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้”: เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของครูณัฐวดี ทองขาว

ดิฉันบรรจุเข้ารับราชการในปี 2560 ที่โรงเรียนบ้านหนองขาม จ.นครปฐม ในฐานะครูคืนถิ่น เป็นครูเอกคณิตศาสตร์บรรจุใหม่ ไฟแรง มีความมั่นใจอยู่พอตัว ความคิดความอ่านและการสอนจะเป็นระบบแบบแผนตามขั้นตอนที่เคยเรียนมาทางมหาวิทยาลัย เมื่อทำการจัดการเรียนการสอนก็ต้องเป็นขั้นตอนที่ได้เรียนมา เด็กต้องเข้าใจในสิ่งที่เราสอน แต่พอลงสนามจริง ไม่เป็นอย่างที่คิด เกิดปัญหาและข้อสงสัยมากมายว่าทำไมเมื่อเราสอนแล้วเด็กคิดเอง ทำเองไม่ได้ แสดงวิธีทำไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ทำไมเด็กจำสูตรคูณไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่เข้าใจว่าได้มาอย่างไร ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง เราต้องค่อยบอกและป้อนข้อมูลให้ ซึ่งเราก็สอนตามสเต็ปและขั้นตอนทุกอย่าง

โรงเรียนบ้านหนองขาม นำโดย ผอ.ปิยนันท์ ทั่งปราณี เป็นหนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กที่นำนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เราได้รับการหนุนเสริมจากโครงการ Access School ซึ่งมุ่งส่งเสริมโรงเรียนขนาดเล็กให้มีระบบการศึกษาที่เสมอภาคและสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน ไปศึกษาและปฏิบัติจริงที่โรงเรียนต้นแบบลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ หลายครั้งจนครูเกิดความช่ำชอง

เราเริ่มจากการพัฒนาเด็กจากปัญญาภายใน โดยใช้กระบวนการจิตศึกษา ทำให้เด็กได้รับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเอง (รู้ตัว) และผู้อื่น การเห็นคุณค่าในตัวเอง คนอื่น และสิ่งต่างๆ ยอมรับในความแตกต่าง เคารพและให้เกียรติกัน จากนั้นพัฒนาปัญญาภายนอกของเด็กด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านหน่วยบูรณาการที่ใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ (Problem-Based Learning หรือ PBL) เน้นให้ผู้เรียนมองปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว และเน้นการลงมือปฏิบัติ ตั้งคำถามจากปัญหานั้นและค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง โดยครูจะไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เด็กคิดนั้นถูกหรือผิด แต่เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้ อภิปราย ทดลอง และพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และจะรู้เองว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหาที่กำลังเผชิญหรือไม่
การจัดการเรียนการสอนเช่นนี้ ทำให้ความคิดและการสอนของเราเปลี่ยนไป เรียกว่า “3 เปลี่ยนใหญ่” เปลี่ยนแรก คือ ตัวเราเอง โดยเปลี่ยนการสอนและความคิด ไม่ยึดติดกับวิธีการหาคำตอบ เด็กจะหาคำตอบด้วยวิธีที่หลากหลาย วิธีใดก็ได้ เราเพียงขอให้ได้คำตอบที่เหมาะสมกับโจทย์นั้น ๆ และขอให้เด็กเข้าใจในเนื้อหา เราเปลี่ยนจากครูที่คอยป้อนคอยบอกมาเป็นครูโค้ชที่คอยชี้แนะแนวทาง โดยใช้คำถามนำหรือสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติ เพื่อหาคำตอบ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่ตัดสินและชี้นำว่าเขาผิดหรือถูก จึงส่งผลให้เด็กมีความเข้าใจในบทเรียนอย่างกระจ่าง

เปลี่ยนที่สอง คือ ตัวนักเรียน เราเห็นได้ชัดเจนจากสีหน้าแห่งความสุขที่ออกมา เพราะช่วยกันคิดช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบ ลงมือปฏิบัติเอง แก้ไขปัญหาด้วยกัน ไม่นั่งนิ่ง กลัวจะโดนเรียกตอบคำถาม คอยก้มหน้ากลัวครูสบตาเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนเป็นกระตือรือต้นที่จะตอบคำถาม แย่งกันอธิบาย และมีการตัดพ้อว่าครูทำไมไม่เรียกผม ไม่เรียกหนูตอบสักที นักเรียนยังสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

เปลี่ยนที่สาม คือ ชุมชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนอย่างมาก โดยมาเป็นปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้และคำแนะนำในหน่วยการเรียนรู้ PBL ต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องการทอผ้า การทอเสื่อ ไปจนถึงการทำอาหารชนิดต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าชุมชนเห็นภาพร่วมกันกับโรงเรียนถึงคุณภาพผู้เรียนที่เกิดขึ้นและการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เมื่อโรงเรียนขอความร่วมมือ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะห่วงการงานของตนมากกว่า และปล่อยให้การเรียนของลูกหลานเป็นหน้าที่ครูอย่างเดียว

หนึ่งเปลี่ยนต่อไปที่อยากให้มีสำหรับตัวเอง คือ การไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว ต้องลับคมสมองตลอดเวลา โดยตอนนี้มีกิจกรรม PLC หรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใหม่ ๆ กับเพื่อนครู หรือไม่ก็กับนักเรียนอยู่เสมอ เพราะหลักการสอนหรือบางหัวข้อในบทเรียน ตัวเราเองก็ไม่ได้รู้ไปเสียหมด หากไม่เคยเรียนรู้มาก่อนก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน ดังคำกล่าวที่ว่า “จงทำตัวเป็นนักเรียน ตราบใดที่ยังมีสิ่งให้เรียนรู้ ซึ่งนั่นหมายถึงทั้งชีวิตของเรา”


ACCESS School ถอดบทเรียนประสบการณ์การสอนกับครูนวัตกรรุ่นใหม่ เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

ACCESS School ถอดบทเรียนประสบการณ์การสอนกับครูนวัตกรรุ่นใหม่ เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

เดินทางร่วมกันมาครึ่งทางแล้ว สำหรับโครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข ที่โครงการ ACCESS School จับมือกับคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ฝึกฝนประสบการณ์พี่ ๆ นักศึกษา 22 คน ที่จะมาเป็นครูนวัตกรรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2565 โครงการฯ จึงได้จัดกิจกรรมสะท้อนกลางภาคเพื่อถอดบทเรียนและทบทวนเส้นทางร่วมกัน ณ ห้อง B104 คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นอกจากทบทวนแนวคิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านจิตศึกษา ร่วมกับวิทยากร ครูพี่กุ้ง–อมรรัตน์ มาตรา จากโรงเรียนจินดาสินธวานนท์ จ.กาฬสินธุ์ ไฮไลท์ของงานคือกระบวนการถอดบทเรียน ซึ่งพี่ ๆ นักศึกษาร่วมสะท้อนประสบการณ์ในวง PLC ร่วมกับ ดร. ธีรดา นามให นายกสมาคมสมาคมไทบ้าน โดยแบ่งปันภาพสิ่งที่พบระหว่างการฝึกสอน ปัญหา อุปสรรค การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และบทเรียนสำหรับอนาคต

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการจัดกิจกรรมจิตศึกษา 15 นาที จากทีมฝึกสอนประจำโรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม โรงเรียนสงเปลือยวิทยายน และโรงเรียนบ้านแกวิทยาคม จ.กาฬสินธุ์ สั่งสมมาจากประสบการณ์ตรง และการประกวดไอเดียกิจกรรมเตรียมสภาวะจิตนักเรียน หรือเบรนยิม ซึ่งแต่ละทีมก็ได้ต่อยอดหลักการของจิตศึกษาและแสดงความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่

ขอขอบคุณ ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา และอุทัย แก้วกล้า ประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผู้กล่าวเปิดกิจกรรมและมอบโอวาทและกำลังใจแก่พี่ ๆ นักศึกษา รวมถึง ผศ.ดร.อมร มะลาศรี คณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา, ดร.ปวีณา ขันธ์ศิลา และประภาพร หนองหารพิทักษ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา, ดร.ปราโมทย์ พลราชม และว่าที่ ร.ต.เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, ลิขิต โทจันทร์ ผอ.โรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม, จิราภรณ์ พอศรี ผอ.โรงเรียนคำยิ่งหมีมณีเวทย์, วันธะนา ปัญญพิมพ์ ผอ.โรงเรียนหนองคอนเตรียมราษฎร์บำรุง, จิตรลดา พลเยี่ยม ผอ.โรงเรียนหนองบัวใน, ขวัญใจ อุดมรัตน์ ผอ.โรงเรียนบ้านแกวิทยาคม และทักษิน เชื้อสูง ผอ.โรงเรียนจินดาสินธวานนท์ สำหรับทุกการหนุนเสริมเติมเต็ม เพื่อให้กิจกรรมในวันนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จได้ด้วยดี


ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครูควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้: ครูวันวิสาข์ แม๊กพิมาย

กุญแจสำคัญของการจัดการเรียนการสอน คือครูผู้สอน ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ความสำเร็จของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครู ตลอดจนเทคนิค วิธีการที่ครูเลือกใช้ ครูจึงจำเป็นต้องเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ตลอดจนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้คิด ได้ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ครูจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการดำเนินให้ทิศทางในการพัฒนาการศึกษาของไทยสำเร็จลุล่วง

หากว่าดิฉันสามารถจัดการอะไรได้สักอย่าง อยากจะมุ่งความสำคัญในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพ มีศักยภาพที่หลากหลาย ครูผู้สอนต้องมีความสามารถและตัวเลือกในการใช้เทคนิคนวัตกรรมต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยมีปัจจัยส่งเสริมทีสำคัญคือ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลกรที่จะมาเป็นครูให้มีคุณภาพ ครูที่อยู่ในโรงเรียนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างทั่วถึงต่อเนื่อง มีการนิเทศติดตามการสอนอย่างใกล้ชิด มีการสร้างเครื่องข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และมีการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ครูอย่างเป็นธรรม

ดิฉันจึงขอขอบคุณเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ ACCESS School ที่สนับสนุนสหภาพยุโรป ที่ได้มาจัดกิจกรรม Professional Learning Network (PLN) วิพากษ์แผนจิตศึกษา ในวันที่ 28-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ณ โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี ซึ่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ครูในเครือข่ายเกี่ยวกับการออกแบบแผนการใช้นวัตกรรมจิตศึกษา และกระบวนการแต่ละขั้นตอนของกิจกรรมจิตศึกษาให้มากขึ้น

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครู ควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ก่อนหน้านี้ ดิฉันยังไม่มีความชัดเจนในแต่ละขั้นของกระบวนการจิตศึกษา ยังขาดความรู้ความเข้าใจการเขียนแผนการสอน และการตั้งคำถามในขั้นชง เชื่อม ใช้ ไม่ชัดเจน ครูที่ใหม่กับนวัตกรรมหรือยังมีประสบการณ์น้อยก็จะออกแบบแผนจิตศึกษาไม่ครบแต่ละขั้นตอนของจิตศึกษา และสื่อที่ใช้ทำกิจกรรมก็จะไม่หลากหลาย จึงทำให้การออกแบบกิจกรรมสำหรับผู้เรียนไม่หลากหลาย

หลังจากอบรมรมแล้วก็ได้นำความรู้จากการอบรมมาเขียนแผนจิตศึกษาและได้นำมาปฏิบัติจริงในห้องเรียน ได้เห็นว่านักเรียนรู้ตัว มีสติ สามารถกลับมารู้ตัวเองได้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ รู้เท่าทันความคิดอารมณ์ เมื่อมีภาวะรู้ตัวก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ตนเองได้รวดเร็ว มีสัมมาสมาธิ สามารถตั้งใจมั่น จดจ่อเพื่อให้การเรียนรู้ของตนหรือการทำภาระงานของตนเองให้สำเร็จลุล่วงได้

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครู ควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ดิฉันมองว่าจิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้นักเรียนก่อนที่จะพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการหรือทักษะชีวิต จิตศึกษาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นักเรียนสนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม

นอกจากการพัฒนาด้านสมาธิและความคิด คุณลักษณะของผู้เรียนก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กล้าตอบกล้าแชร์กับเพื่อนมากขึ้น จากนักเรียนบางคนที่ไม่เคยตอบคำถามในชั้นเรียนแม้เราจะยิงคำถามใส่เขาตรง ๆ เขาก็ไม่เคยตอบ ทุกวันนี้พอเขาเห็นเพื่อนเริ่มตอบและบรรยากาศที่ไม่ตัดสินกัน เขาก็จะกล้าที่จะพูดและแสดงออกมากขึ้น

หากจะจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการศึกษาให้กับบุคลากรให้ได้ประโยชน์สูงสุด หัวใจสำคัญคือการได้นำความรู้ที่ได้รับนั้นไปต่อยอดความรู้และนำไปปรับใช้จริง การได้ลงมือปฏิบัติจริงตามความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละคน แต่ละบริบทของโรงเรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตรงกับปัญหาและตรงกับความสนใจของผู้เรียน สิ่งนี้จะทำให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพและผู้เรียนรู้เป้าหมายของการเรียนรู้ได้มากขึ้น

ในการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ครูควรมีโอกาสพัฒนาตนเองและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้


เราอยากได้ครูและคนแบบไหนในสังคม? บันทึกการสอนจิตศึกษาของครูจีรญาดา แซ่ลิ้ม

ก่อนหน้าที่จะบรรจุมาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี ดิฉันเคยทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทำงานอยู่ที่นั่นนาน 9 ปี ในช่วง 6 ปีแรกอยู่ห้องเตรียมอนุบาล เราก็มีความสุขดี เพราะไม่ได้เน้นอ่านเขียนแต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ พอช่วง 3 ปีหลัง ย้ายไปสอนชั้นอนุบาล 1 บ่อยครั้งที่มีความรู้สึกไม่ชอบตัวเอง เพราะในใจเราเองก็คิดว่าเด็กควรได้เป็นเด็ก ควรได้ทำอะไรที่สนุกกว่านี้ เราคือคนที่ทำให้รอยยิ้มของเด็กบางคนหายไปหรือเปล่า บางสิ่งเขาต้องทำมันมากเกินไป บางอย่างมันเกินกว่าศักยภาพของร่างกายเขา พอเขาทำไม่ได้ เขาจะถูกกดดันจากเรา และพ่อแม่ ดิฉันอึดอัดมากกับระบบการศึกษาที่เน้นการอ่านการเขียน ระบบที่บอกว่าเด็กเก่งวิทย์คณิตคือคนเก่ง ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนเราเก่งและถนัดไม่เหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือความเชื่อและทัศนคติของสังคมส่วนใหญ่ ที่ส่งผลให้โรงเรียนแข่งขันกัน เมื่อผู้ปกครองมีความคิดความเชื่อเรื่องเกรด เรื่องอ่านออกเขียนได้ เน้นเพียงวิชายอดนิยม ท้ายที่สุดโรงเรียนต้องมีนโยบายต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ลูกค้า" (โรงเรียนบางแห่งเรียกผู้ปกครองและนักเรียนว่าลูกค้า ครั้งแรกที่ดิฉันได้ยินรู้สึกไม่ดีมาก ๆ ทำให้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ครู โรงเรียน และการศึกษาคืออะไร) ดิฉันมองว่าเขามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า เด็กควรเป็นคนดี คนที่มีความสุข มากกว่าการเป็นคนเก่งวิชาการหรือเปล่า? หากเขาเป็นคนดี ความดีและความสามารถของเขาจะสามารถทำให้เขามีความสุข พึ่งพาตัวเอง และช่วยคนอื่นได้

เมื่อได้มาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง ทุกอย่างคือสิ่งใหม่ โรงเรียนใช้นวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยเรียกตัวเองว่า "โรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ" แน่นอนว่านี่คือสิ่งใหม่สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ และแน่นอนเราต้องสร้างความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีของโรงเรียนนี้ ที่มีภาคีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุน โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากโครงการดี ๆ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างโครงการ Access School ที่ให้การหนุนเสริมการพัฒนาครู เพื่อให้พวกเราพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ

Body Scan หนึ่งในกิจกรรมจิตศึกษา เยียวยา-เตรียมพร้อมกายและใจสำหรับการเรียนรู้

เมื่อได้สร้างความเข้าใจ ร่วมฝึกอบรม และนำมาใช้ ดิฉันรู้สึกมีความพอใจ มีความยินดี อิ่มเอมใจที่โรงเรียนเลือกใช้นวัตกรรมเหล่านี้อย่างมาก จิตศึกษาคือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมมาก เราอยากได้คนแบบไหนในสังคมกันล่ะ? จิตศึกษาทำให้ดิฉันเป็นผู้ฟังที่ดียิ่งขึ้น เป็นผู้พูดที่คิดก่อนพูดมากขึ้น เป็นผู้พูดที่ให้กำลังใจ สร้างพลังบวกแก่นักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนวางใจเรามากขึ้นเพราะเรารับฟังเขา และให้โอกาสเขาได้พูด ใครจะไปคิดกันว่าเวลา 3-4 นาที นักเรียนชั้นอนุบาลจะสามารถสร้างสรรค์ภาพวาดจากจินตนาการของเขาได้ แม้ไม่ได้แต่งแต้มสีสันให้สมบูรณ์แต่เป็นภาพที่มีเรื่องราว เป็นภาพที่มีความคิดซึ่งผ่านการใคร่ครวญของเขามาแล้ว

แต่ก่อนดิฉันเคยคิดว่าการปล่อยให้นักเรียนได้ใช้เวลาถ่ายทอดจินตนาการออกมาจะดีกว่ามีกรอบกำหนดหรือบังคับ แต่ในชีวิตข้างหน้าของเขา สถานการณ์ที่กดดันและบีบคั้นเราจะเกิดขึ้นเสมอ การที่เราฝึกให้เขาได้ตัดสินใจและกล้าลงมือทำภายใต้เวลาอันสั้นก็ถือว่าเป็นการฝึกที่ดีไม่น้อย จิตศึกษาสะท้อนให้เราเห็นความบริสุทธิ์ในตัวนักเรียนอนุบาลมากขึ้นด้วย เพียงแค่นกบินเล่นก็สร้างรอยยิ้มให้พวกเขาได้แล้ว ดิฉันสัมผัสได้จากสีหน้า แววตา และคำพูดของเขา เมื่อเขารักในธรรมชาติที่สวยงาม เขานี่แหละที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จิตศึกษาทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง เพราะการที่มีเขามีความมั่นใจในตัวเอง และมีคนเคารพความเห็นและรับฟังเขา จะสร้างความกล้าให้เขา สร้างความภาคภูมิใจให้เขา นอกจากการรับฟังแล้ว จิตศึกษายังไม่มีการชีถูกชี้ผิดอีกด้วย ตลอดทั้งกระบวนการ ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากวันหนึ่งเขาต้องโตขึ้น เขาจะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เป็นคนที่ทำตามกฎกติกา เคารพตัวเองและผู้อื่น ทำในสิ่งที่ถูก สามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อย ๆ ได้ มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง และไม่หลงตามกระแสนิยม

ตลอดกระบวนการจิตศึกษา ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันและเคารพกันและกัน


ผู้ (เอื้อ) อำนวยการเรียนรู้และความร่วมมือ: บทเรียนการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก จากโรงเรียนบ้านหนองบัวคู

โรงเรียนบ้านหนองบัวคู ต.หนองไผ่ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นในปี 2514 ด้วยเงินบริจาคที่ชาวบ้านในชุมชนร่วมลงทุนลงแรงสร้างโรงเรียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ โรงเรียนประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง เพระผู้ปกครองย้ายถิ่นฐานครอบครัวไปยังกรุงเทพฯ เนื่องจากโอกาสในการทำงาน

เมื่อมีนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง ประกาศออกมาในปี 2562 สิ่งนี้เป็นตัวจุดประกายแนวทางการพัฒนาโรงเรียนบนฐานชุมชนของชาวบ้านหนองบัวคู เนื่องด้วยบริบทเดิมชุมชนมีความรักในโรงเรียน ผู้อำนวยการ บุญเรือง ปินะสา จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน, เครือข่ายผู้ปกครอง, คณะกรรมการพัฒนาโรงเรียน จำนวน 22 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำชุมชน, ผู้ปกครอง, เจ้าอาวาส, พระสงฆ์วัดในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 2-3 แห่ง, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วม หารือในประเด็น นโยบายไม่ยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ผลจากการปรึกษาหารือคือ การยืนยันให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ตัวเอง มีอุดมการณ์และมีประเด็นท้าทาย คือ ไม่ควรเหมารวมว่าโรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด ทาง สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษามองที่ผลสัมฤทธิ์การสอบ ONET และ NT แต่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูมองว่าคุณภาพของนักเรียนมีหลายด้าน ทั้งทักษะวิชาการ การอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ไปจนถึงทักษะอาชีพและทักษะชีวิต คณะกรรมการเห็นด้วยจึงลงมือทำ เนื่องจากชุมชนมีความผูกพันธ์กับโรงเรียนมาก จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน โดยการนำศาสตร์พระราชามาใช้ ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ “ผู้อำนวยการเองต้องก้าวออกนอกกรอบ ปรับสนามฟุตบอลให้เป็นผืนนา” ผอ.บุญเรือง กล่าว แม้จะพบปัญหาบ้างแต่ผลที่เกิดขึ้นส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน

ที่บ้านหนองบัวคู ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา ผู้อำนวยการเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่ทุกคนได้กำหนดร่วมกัน หลังดำเนินงานมาได้ 1 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 40 คน เป็น 67 คนในปัจจุบัน โดยเป็นนักเรียนจากชุมชนอื่น ๆ ได้แก่ บ้านหนองไผ่ด้ามขวานและบ้านอีเล้ง ซึ่งแม้จะเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนประจำตำบล แต่ผู้ปกครองก็มอบความไว้วางใจ ส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคู

ในด้านการเรียนการสอน โรงเรียนบ้านหนองบัวคูบูรณาการทักษะอาชีพเข้ากับทักษะทางวิชาการ ในตารางเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 14.30 น. นักเรียนจะมาเรียนรู้ที่ฐานการเรียนรู้ฐานต่าง ๆ และมีครูเป็นผู้ประจำฐานนั้น ๆ โรงเรียนทดลองรูปแบบนี้เรื่อย ๆ จนสิ่งที่ทำเริ่มตอบโจทย์บริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งยังเข้ากับนโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา ที่สนับสนุนให้โรงเรียนปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนบ้านหนองบัวคู
การบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนและฐานต่าง ๆ

จากที่เคยขาดการดูแลจากการศึกษานิเทศก์ งบประมาณ อาคารสถานที่ เพราะเขตพื้นที่การศึกษามักจะไปดูงานโรงเรียนใหญ่และโรงเรียนที่พร้อมกว่าก่อน วันนี้ โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานเขตและชุมชน ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้เชิญผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามาเป็นประธานและกล่าวให้ภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเชิญศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด งานครั้งนั้นส่งผลให้สำนักเขตพื้นการศึกษาเห็นศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ที่สามารถจัดงานเป็นงานระดับจังหวัดและร่วมขับเคลื่อนระดับประเทศได้ เมื่อโรงเรียนบ้านหนองบัวคูทำเรื่องขอครูเพิ่ม 1 ตำแหน่ง (เพราะเดิมทีมีครูเพียง 2 คน) ทางเขตพื้นที่บรรจุให้เพิ่ม 3 ตำแหน่ง เพราะเห็นพลัง ความตั้งใจ และการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนสร้างขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งที่เกิดต่อนักเรียน ที่ได้พัฒนาทักษะที่ไม่ใช่เพียงการรับรู้อย่างเดียว แต่ทำเป็นด้วย การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในฐานต่าง ๆ พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต อาชีพ การทำมาหากิน และรู้จักช่วยเหลือผู้ปกครอง

ผลที่เกิดกับครูนั้น ผอ.บุญเรือง สังเกตเห็นว่าครูมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น การลงแปลงทุกวันทำให้เห็นว่าครูชอบทำกิจกรรม ชอบปลูกต้นไม้ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้นเพราะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโรงเรียน

ส่วนชุมชนมีความชื่นชม ยกย่อง หวงแหน พอใจ และภูมิใจในโรงเรียน เมื่อพาไปดูงานที่โรงเรียนต้นแบบของเครือข่ายที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้ไปศึกษา ก็สะท้อนออกมาว่ามีแนวคิดเหมือนกับสิ่งที่ยึดมั่นและทำอยู่ ชุมชนมักจะบอกให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนเต็มที่ ส่วนเรื่องงบประมาณชุมชนจะช่วยเหลือ ชุมชนมีความเป็นเจ้าของในแง่นี้ด้วย พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา มีบทบาทหน้าที่เป็นของตนเอง และบทบาทนั้นก็คือ “เจ้าของ” หรืออย่างที่ ผอ.บุญเรืองกล่าวว่า “โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

“โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้บริหาร การเข้ามาหนุนเสริมขององค์กรภาคประชาสังคม อาทิ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย, สมาคมไทบ้าน, สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผ่านโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ได้ส่งผลสำคัญอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและหมู่บุคลากร เช่น

  • สร้างแรงบันดาลใจที่จะก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ คณะทำงานในพื้นที่ที่โรงเรียนทำงานด้วยมีความรู้และอุดมการณ์ร่วมกัน
  • โรงเรียนไม่รู้สึกว่าเดินคนเดียว มีกลไกหนุนเสริม เหมือนมีพี่เลี้ยงคอยเดินร่วมทาง
  • ทำให้เห็นภาพด้วยการพาไปศึกษาดูงาน สร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้มีความมั่นใจและตั้งใจจริงในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพได้
  • มีโอกาสในการเชื่อมโยงงานสู่ระดับเครือข่าย จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ มีทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน
  • มีแนวทางการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพ มีรูปธรรมที่ชัดเจน
  • ทำให้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสร้างความร่วมมือ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด ภาครัฐเข้าสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะ

ประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านหนองบัวคูจึงทำให้ ผอ.บุญเรือง ตกผลึกบทเรียนและข้อเสนอต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กได้ดังต่อไปนี้

บุญเรือง ปินะสา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคู
  • บุคคลที่สำคัญและเหมือนหัวเรือใหญ่ คือผู้อำนวยการโรงเรียน เขาจะต้องเป็นคนกล้าที่มีอุดมการณ์ ต้องไม่มองเห็นเพียงอนาคตของตนเองหรือประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น เพราะด้วยธรรมชาติของสายอาชีพ เมื่อเข้ามาโรงเรียนขนาดเล็กแล้วก็มักย้ายไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ต่อ
  • ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน โรงเรียนต้องสร้างความเป็นเจ้าของให้ชุมชนเข้ามาร่วมมือ ทำให้เห็นบริบทโรงเรียนบ่อย ๆ ประชุมบ่อย ๆ ไม่ทิ้งหลัก บวร บ้าน-วัด-โรงเรียน เพราะทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญมาก ความศรัทธาของชุมชนอยู่ที่วัด หากวัดพูดชาวบ้านจะทำตาม ทั้งสามส่วนควรจับมือกันให้แน่น มีกิจกรรมหรือวาระอะไรต้องเชิญประชุมทั้งหมด ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจ้างครูของโรงเรียนบ้านหนองบัวคู ซึ่งชุมชนเป็นคนสนับสนุนเดือนละ 12,000 บาท ทุกปี หรือหากโรงเรียนประสบปัญหาอะไรให้แจ้งชุมชน เพื่อการบริหารร่วมกัน ชุมชนเป็นผู้บริหารคนหนึ่ง ผอ.เป็นผู้เอื้ออำนวย
  • สร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน สร้างช่องท่างให้รัฐให้โอกาสชุมชนเลือกรูปแบบการพัฒนาการศึกษาโดยชุมชนเอง เพราะหากอยู่กับนโยบายจะพัฒนายาก
  • ประชาสัมพันธ์โรงเรียนและทำสื่ออย่างสม่ำเสมอให้โรงเรียนเป็นที่รู้จัก และพัฒนาทักษะให้ทำต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ


จดหมายข่าว โครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3 / EU COVID-19 Response & Recovery Project Newsletter Issue 3

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปลายปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอมิครอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการการควบคุมการระบาด เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง และเวลาในการเปิดปิดสถานที่เสี่ยง แต่จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบให้กับทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรภาคีเครือข่ายต่างมีประสบการณ์ ทักษะและความชำนาญมากขึ้น จากการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ผ่านมา จึงได้มีการตั้งรับ ปรับแผน ในการทำงานภายใต้โครงการ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเป็นออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วม ให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงานไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ทุกภาคีสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนที่วางไว้มากกว่าช่วงต้นปี 2564 กิจกรรมหลักยังคงเน้นเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ

ในการดำเนินกิจกรรมในสองไตรมาสสุดท้ายของโครงการ (มกราคม-มิถุนายน 2565) แต่ละภาคีมีการสรุปผล รวบรวมประเด็น และข้อท้าท้ายจากการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติและการระบาดของโควิด-19 ในมิติที่หลากหลาย เช่น เวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติสู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติ, เวทีเสวนาออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สัมมนา "แรงงานข้ามชาติกับการเข้าถึงการเยียวยาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย" ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตอบสนอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3