Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 4

Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 4

ปีสุดท้ายของโครงการ ACCESS School เป็นปีที่โครงการเห็นผลรูปธรรมมากที่สุดในด้านกลไกการมีส่วนร่วมระยะยาวเพื่อพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่ในระดับจังหวัด ภูมิภาค จนถึงระดับประเทศ โรงเรียนขนาดเล็กได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานรัฐท้องถิ่น และองค์กรเอกชน ในการสร้างพหุภาคีโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

ปี 2566 ยังเป็นปีที่โครงการได้นำเสนอข้อค้นพบสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยล้วนมาจากประสบการณ์การทำงาน การศึกษาวิจัย และกระบวนการมีส่วนร่วมตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เอกสารเหล่านี้ เช่น รายงานทบทวนผลการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับท้องถิ่นโดยสมัครใจ (VLR) ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 4 การศึกษาคุณภาพ ซึ่งเป็นกลไกที่สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาในระดับท้องถิ่น และสามารถนำไปประกอบรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับชาติโดยสมัครใจ (VNR) ของประเทศไทยได้

โครงการยังได้จัดทำคู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแนวทางที่โรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนสามารถใช้พัฒนาการบริหารจัดการโรงเรียนและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงได้จัดทำรายงานข้อสรุปเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นเอกสารที่โครงการได้พัฒนาและปรับปรุงตลอดปี 2565-2566 ให้ครบถ้วนและตอบโจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กมากที่สุด โครงการได้ใช้ข้อสรุปเชิงนโยบายฉบับนี้ในการณรงค์สาธารณะและได้นำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ในด้านของการรณรงค์-สื่อสารสาธารณะ โครงการได้จัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจและเผยแพร่ต่อสาธารณะถึงสถานการณ์ของโรงเรียนขนาดเล็กและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนและทรัพยากร และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยสื่ิอได้นำเสนอเสียงของเด็ก ชุมชนและโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่อการยุบควบรวม และนำเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้หรือทางเลือกในการบริหารจัดการโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสอนด้วยนวัตกรรม Active Learning ที่พัฒนาผู้เรียนทั้งภายในและภายนอกท่ามกลางบริบทที่ท้าทาย หรือความสัมพันธ์ของ “บวร+” (บ้าน วัดโรงเรียน + ภาคประชาสังคม เอกชน ท้องถิ่น และอื่น ๆ) ที่มาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาและรักษาโรงเรียนไว้ในของพื้นที่ของตน เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, Bangkok Post, แนวหน้า, นิตยสารสารคดี, Thai PBS, Thai PBS World, Workpoint Today และรายการชิบเชื่อมโลก ช่องททบ.5

ความเป็นไปได้หรือทางเลือกในการบริหารจัดการโรงเรียนข้างต้น ถูกนำเสนอต่อสาธารณะอย่างเข้มข้นมากขึ้น ในเวทีสาธารณะวันที่ 8 ธันวาคม 2566 โดยมีเรื่องราว ประสบการณ์ และบทเรียนที่เครือข่ายโรงเรียนภายใต้โครงการทั้ง 3 ภาคได้ร่วมกันถอดออกมาและฉายภาพอนาคตการศึกษาประเทศไทย ต่อมาในวันที่ 15 ธันวาคม ประเด็นต่าง ๆ ถูกส่งต่อไปยังระดับนโยบายในเวที “ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดขึ้นร่วมกับโครงการ ACCESS School และภาคีอื่น ๆ

กล่าวได้ว่าเวทีทั้งสองเปรียบเสมือนพื้นที่แสดงผลงานความสำเร็จที่โรงเรียนขนาดเล็กและองค์กรภาคประชาสังคมภายใต้โครงการได้ขับเคลื่อนร่วมกันมาตลอด 4 ปี และแม้ว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กที่พัฒนาคุณภาพด้วยนวัตกรรม Active Learning และกลไกการมีส่วนร่วม จำนวนนักเรียนและชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์ หรือการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรภาคการศึกษาและภาคประชาสังคม แต่งานของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), สมาคมไทบ้าน, สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย, เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง), สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1, สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธ์ุ และสภาพัฒนาการศึกษามหาสารคาม ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ สมาชิกเครือข่ายต่างมีความหวังและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาและรักษาโรงเรียนขนาดเล็กให้อยู่เคียงคู่ชุมชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว


โรงเรียนขนาดเล็ก: บริบท ความสำคัญ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย

โรงเรียนขนาดเล็ก: บริบท ความสำคัญ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย

"โรงเรียน" เป็นสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของชุมชนและระบบการศึกษาไทย ทุกโรงเรียนมีประวัติศาสตร์ที่ยึดโยงกับชุมชนท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของชุมชนที่เรียกว่า "บวร" หรือ บ้าน วัด (สถาบันศาสนา) โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดแข็งและเป็นทุนทรัพยากรทางสังคมของชุมชนและระบบการศึกษาไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อ โรงเรียนจำนวนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ได้ถูกกำหนดขนาดตามนโยบายการบริหารจัดการศึกษาให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดกลุ่มตามสัดส่วนจำนวนเด็กในโรงเรียนขึ้นเพื่อรองรับการจัดสรรทรัพยากร บุคลากร อาคารสถานที่ และงบประมาณจากรัฐ ส่งผลให้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน มีสถานภาพเป็น "โรงเรียนขนาดเล็ก" จากข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าในช่วงปีการศึกษา 2561-2565 โรงเรียนขนาดเล็กมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนี้ จำนวนร้อยละ 48.9 ในปี 2561 เพิ่มเป็นร้อยละ 50.56 ในปี 2563 และปี 2564 และลดลงเหลือร้อยละ 49.66 ในปี 2565 ขณะเดียวกัน ภาพรวมจำนวนโรงเรียนสังกัดสพฐ. ในปี 2561 มีจำนวน 30,112 แห่ง ลดลงเหลือ 29,449 แห่งในปีการศึกษา 2565 ในระยะเวลา 5 ปี โรงเรียนหายไป 663 แห่ง ปัจจัยที่ส่งผลให้โรงเรียนถูกปิดและมีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นนั้นคือจำนวนประชากรเด็กแรกเกิดในชุมชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการคาดการณ์ประชากรประเทศไทยระดับชาติของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระหว่างปี 2553-2583 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครอง สุขภาพของเด็ก ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ (ภูเขา เกาะแก่ง ห่างไกล) ชุมชนบางพื้นที่มีระบบคมนาคมสะดวกขึ้นทำให้โอกาสการเข้าถึงการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนมีมากขึ้น หลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผลคุณภาพการศึกษาแบบมาตรฐานเดียวตามตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติส่งผลให้เด็กตกหล่นกลางคัน รวมถึงนโยบายโครงการส่งเสริมโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลด้วยการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์การยุบควบรวมและผ่านประชามติของชุมชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐและทุกภาคส่วนเห็นว่าการศึกษาเป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ และให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 - พ.ศ.2579 ดังนั้น ปัญหาและการพัฒนา โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน นำนโยบายและแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ให้มีคุณภาพงอกงามตามบริบทของชุมชนและศักยภาพของตนเองได้ ตลอดจนถึงร่วมขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ของประเทศร่วมกันภายในปี 2573

ด้วยเหตุนี้ ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ครู และผู้บริหารโรงเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของโรงเรียนขนาดเล็ก จึงได้ร่วมกันดำเนิน "โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School)" ซึ่งเป็นโครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563 - 2566) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 8 จังหวัด ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ด้วยเป้าหมาย 400 โรงเรียนและการขยายผล "โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก"

โมเดลโรงเรียนขนาดเล็กดังกล่าวเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน การวัดผล บนฐานสมรรถนะด้วยการลงมือทำ (Active learning) และการบริหารจัดการโรงเรียนและการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลตามบริบทเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพและความยั่งยืนบนฐานของการมีส่วนร่วมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อคุณภาพและสิทธิทางการศึกษาของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มสถานะยากจน ให้มีโอกาสทางการศึกษา เติบโตงอกงามตามศักยภาพของตนเองได้อย่างมีความสุข และเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศสามารถดำเนินการตามบริบทเชิงพื้นที่ของตนเองได้หากได้รับการส่งเสริม สนับสนุนทางนโยบายและทรัพยากรจากรัฐ และการหนุนเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการฯ เชื่อว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นโรงเรียนเอกเทศ (Standalone) ได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดคุณภาพใหม่เป็นโรงเรียนนวัตกรรมชุมชนที่บูรณาการการจัดการศึกษาบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมต่าง ๆ จะเป็นจุดคานงัดที่เข้มแข็งของระบบการศึกษาไทย และเป็นหลักประกันให้เด็กทุกเพศเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ครอบคลุม ทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การพัฒนาแบบบูรณาการที่มีการดำเนินการไปพร้อมกันทุกมิติ และการพัฒนาระดับพื้นที่ สร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วม

ดาวน์โหลดเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy brief)


คู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็ก: ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน

โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Active Civil Society for Quality Education of Small Schools หรือ ACCESS School) โครงการระยะเวลา 4 ปีที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม และพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการโรงเรียนในชุมชนมากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม น่าน กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้ ผ่านการปรับใช้ "โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก" ที่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมและการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งถึงสิทธิและบริบทพื้นฐานของเด็กในชุมชนนั้น ๆ โดยยึดแนวทางการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning)

ในกระบวนการดังกล่าว องค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่นจะทำงานส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยการทำงานผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มากขึ้นในการบริหารจัดการสถานศึกษาและหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน ทั้งยังมุ่งหนุนเสริมโรงเรียนและโครงสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นให้ยอมรับการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการตัดสินใจที่มากขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดทำ "คู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็ก"

เนื้อหาคู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็กนั้นรวบรวมมากจากประสบการณ์การทำงานในมุมมองของผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการด้านการศึกษา คุณครูผู้สอน และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนขนาดเล็กที่โครงการ ACCESS School ได้ทำงานด้วย และโครงการหวังว่าคู่มือจะสามารถเป็นแนวทางให้โรงเรียนขนาดเล็กปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงเรียนได้ไม่มากก็น้อย โดยใช้ในบริบทของแต่ละโรงเรียนและบริบทพื้นฐานของชุมชนโดยรอบ

แม้ว่าบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่งจะต่างกัน แต่ธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็กได้เสนอว่า ทุกโรงเรียนมีสิ่งที่ต้องปฎิบัติเหมือนกัน คือการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ชุมชนและผู้ปกครองถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถคงอยู่ได้ โดยครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนก็ต้องเป็นแกนหลักในกลไกการขับเคลื่อนให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนูษย์ที่สมบูรณ์ตามเป้าหมายทางการศึกษา

นอกจากนี้การสร้างภาคีเครือข่ายทางการศึกษา สามารถนำรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนไปพัฒนาหรือประยุกต์ใช้ในการจัดการบริหารโรงเรียนที่มีบริบทของปัญหาใกล้เคียงกันได้ อีกทั้งการสร้างเครือข่ายในรูปแบบการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ จากภาครัฐและเอกชน ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ

ACCESS School เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว การมีอยู่ของโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือปัญหา หากแต่เป็นมุมมองที่ตัดสินและจัดการต่างหากที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น หลักธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็กจึงถือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เห็นมุมมองและทางออกที่เป็นไปได้ และทางออกนี้ไม่สามารถสร้างได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นทุกคนที่ต้องร่วมกันสร้าง พัฒนา และส่งต่อการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กทุกคนตามสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ

ดาวน์โหลดคู่มือธรรมาภิบาลโรงเรียนขนาดเล็ก

 


Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

การหนุนเสริมภาคประชาสังคมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการในปีที่ 3 และในกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้หยิบยกทักษะและความรู้ทางเทคนิคที่ได้รับมาตลอด 3 ปี มาปรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารโครงการและการเงิน การสื่อสารสาธารณะและสร้างการรับรู้ การทำงานพัฒนาบนฐานสิทธิมนุษยชน และการสร้างความร่วมมือหลายกับหน่วยงานรัฐและเอกชน พวกเขามีความมีความมั่นใจมากขึ้นและคล่องแคล่วในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเครือข่ายที่ชัดเจน มีระบบ และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีแม้จะอยู่คนละพื้นที่ นี่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมภายใต้โครงการจะสามารถขยายผลการใช้นวัตกรรม Active Learning ไปสู่ 400 โรงเรียนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างกลไกการบริหารจัดการโรงเรียนอย่างมีส่วนร่วมและมีธรรมาภิบาล แต่เรายังเชื่อว่า แม้หลังจากโครงการ ACCESS School สิ้นสุดลง พวกเขาจะสามารถดำเนินภารกิจในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตนต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ติดตามเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง และความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้นในปี 3 ได้ในจดหมายข่าว Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 3

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว

โครงการ ACCESS School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 2

ปี 2564 เป็นปีที่โครงการ ACCESS School ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ใน “ความปกติใหม่” สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมส่วนใหญ่ที่วางแผนไว้และการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในปีที่ 2 ของโครงการได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบ เลื่อนระยะเวลาออกไป หรือดำเนินขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พบความท้าทายหลายประการ แต่ก็นับเป็นบทเรียนที่เอื้อให้องค์กรภาคประชาสังคมได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการบริหารโครงการ และมีความพร้อมสำหรับการทำงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาท่ามกลางความไม่แน่นอนอื่น ๆ ในอนาคต

ติดตามความก้าวหน้า เรื่องราวการเปลี่ยนแปลง และความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้นในปี 2 ได้ในจดหมายข่าว Full Access: จดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 2

ดาวน์โหลดจดหมายข่าว

โครงการ ACCESS School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


จดหมายข่าว โครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3 / EU COVID-19 Response & Recovery Project Newsletter Issue 3

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปลายปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อโอมิครอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการการควบคุมการระบาด เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง และเวลาในการเปิดปิดสถานที่เสี่ยง แต่จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบให้กับทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรภาคีเครือข่ายต่างมีประสบการณ์ ทักษะและความชำนาญมากขึ้น จากการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ผ่านมา จึงได้มีการตั้งรับ ปรับแผน ในการทำงานภายใต้โครงการ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเป็นออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วม ให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงานไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ทุกภาคีสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามแผนที่วางไว้มากกว่าช่วงต้นปี 2564 กิจกรรมหลักยังคงเน้นเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ

ในการดำเนินกิจกรรมในสองไตรมาสสุดท้ายของโครงการ (มกราคม-มิถุนายน 2565) แต่ละภาคีมีการสรุปผล รวบรวมประเด็น และข้อท้าท้ายจากการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติและการระบาดของโควิด-19 ในมิติที่หลากหลาย เช่น เวทีแลกเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติสู่ความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขกฎหมายภัยพิบัติ, เวทีเสวนาออกแบบอนาคตเมือง “สร้างพื้นที่อาหารของเมือง” ต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ สัมมนา "แรงงานข้ามชาติกับการเข้าถึงการเยียวยาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย" ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตอบสนอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 3


เรื่องราวความมั่นคงทางอาหารจากไทยตีพิมพ์ในหนังสือ Fighting for Food Sovereignty

แอ็คชั่นเอด ประเทศเดนมาร์ก จัดทำหนังสือ “Fighting for Food Sovereignty: Inspiring stories of alternatives within the global federation ActionAid เพื่อนำเสนอแง่คิดในการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางอาหาร โดยรวบรวมเรื่องราวที่สร้างทางเลือกและแรงบันดาลใจ จากสหพันธ์ของมูลนิธิแอ็คชั่นเอดทั่วโลก ซึ่งรวมถึง มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิชีววิถี ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด ที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป

ในเรื่องราวจากประเทศไทย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และสุริยะ ผ่องพันธุ์งาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารโครงการอียูรับมือโควิด ร่วมแบ่งปันความรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยร่วมกันได้

"การที่พวกเขาสามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้เองท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด มีอะไรมากกว่าอาหารที่เพียงพอ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงอีกปัจจัยหนึ่งของการทำเกษตรในเมือง นั่นคือการมีอาหารที่ปลอดภัยและมีโภชนาการในระยะยาว"

ดาวน์โหลดหนังสือ Fighting for Food Sovereignty

 


จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือ โควิด ฉบับที่ 2 ประจำปี 2564

จดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2

การระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2564 ยังคงมีต่อเนื่อง จึงมีการยกระดับมาตราการการควบคุมโดยรัฐบาลขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่ความเสี่ยง การควบคุมการเดินทางระหว่างจังหวัด และการควบคุมการออกนอกเคหะสถาน สิ่งนี้ทำให้เกิดความท้าทายในการทํางานในพื้นที่ ซึ่งโครงการอียูรับมือโควิดรวมไปถึงภาคีจึงได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เปลี่ยนรูปแบบบางกิจกรรมจากการจัดในพื้นที่เป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการปรับจำนวนผู้เข้าร่วมและรูปแบบกิจกรรมให้ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายและผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ได้สร้างการเรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ ๆ และความร่วมมือของภาคีเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีแรกของโครงการ เราได้จัดกิจกรรมไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 45% จากกิจกรรมทั้งหมด เช่น การแจกถุงยังชีพและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยให้แก่โรงเรียนและชุมชน รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพภายใต้การระบาดของโควิด-19 การส่งเสริมความรู้ด้านการรับมือภัยพิบัติและความมั่นคงทางอาหารการส่งเสริมให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต การสื่อสารข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายไปยังสาธารณะ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรภาคีในมิติต่าง ๆ ในการดำเนินกิจกรรม จนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 32,000 คน ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ

คลิกที่นี่เพื่ออ่านจดหมายข่าวโครงการอียูรับมือโควิด ฉบับที่ 2


จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

Full Access: จดหมายข่าว โครงการ ACCESS School ฉบับที่ 1

ในปีที่ 1 ของโครงการ แม้จะพบข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 แต่โครงการก็ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ จดหมายข่าว "Full Access" ฉบับปฐมฤกษ์ รวบรวมข่าวสารและไฮไลท์สำคัญของโครงการ ในปี 2563 ไว้แล้ว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเส้นทางสู้การศึกษาที่ "เข้าถึง" ได้ ความก้าวหน้าของโครงการผ่านตัวเลข และเสียงสะท้อนจากชาว ACCESS School อาทิ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการ ACCESS School ฉบับที่ 1

โครงการ ACCESS School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน