การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล - ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย


เพราะโรงเรียนเป็นของ ชุมชน : สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

เพราะโรงเรียนเป็นของชุมชน: สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

ใครคือเจ้าของโรงเรียน?

สมัย มะหา ครูชุมชนอาสา แห่งโรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อดคิดไม่ได้เมื่อทราบข่าวนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กช่วง 4 ปีก่อน ในหัวของเธอมีภาพโรงเรียนร้างลอยเข้ามาทันที เธอรู้สึกตกใจ สับสน และมีคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย

โรงเรียนในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร? เด็ก ๆ จะไปเรียนที่ไหน? ในหมู่บ้านเราจะไม่มีโรงเรียนอีกแล้วหรือ? พื้นที่แห่งนี้จะถูกปล่อยให้รกร้าง หรือจะใช้ประโยชน์อะไร? แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เหล่านี้คือคำถามของชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเล็กแห่งนี้ พื้นที่ที่ได้ให้ความรู้แก่คนในชุมชนมาหลายต่อหลายรุ่นจะต้องหายไปหรือ? ณ เวลานั้น สมัยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจคือ การอยู่เฉย ๆ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเป็นแน่

เมื่อสมาคมไทบ้าน องค์กรพัฒนาสังคมในจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2560 สมัยได้เข้าร่วมการประชุมของสมาคมฯ ในฐานะสมาชิกชุมชน และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการรักษาโรงเรียนไว้ไม่ให้ถูกยุบควบรวม จึงเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เพียงพอเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นครูอาสา บทบาทหน้าที่ใหม่นี้เปิดโอกาสให้เธอแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ เสนอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับครูในโรงเรียน ทั้งที่บุคลิกเดิมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

จากหญิงชาวนา สู่ครูอาสาของชุมชน

การได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมบ่อย ๆ ทำให้ครูสมัยเห็นศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาทักษะเดิม และนำไปสู่การแสดงความสามารถด้านการสอนผ่านความรู้ภูมิปัญญา ผสานเข้ากับนวัตกรรมจิตศึกษา หรือกระบวนการที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ)

สำหรับครูสมัย จิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้เด็ก ๆ ก่อนพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการ หรือทักษะชีวิต อาทิ การทอเสื่อกก การปลูกผักและข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงปลา การทำอาหารท้องถิ่น และการประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ เธอพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นี้ ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากผู้เรียน เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบทางความคิด หรือแม้แต่กรอบกายภาพของโรงเรียนเล็ก ปูพื้นฐานประสบการณ์ เติมทักษะชีวิต ให้นักเรียนเอาตัวรอดได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นครูชุมชนอาสา ความกล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมเพื่อช่วยสร้างสรรค์ให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาของผู้หญิงชาวนาคนหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง ในการรักษามรดกของชุมชนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กิจกรรมจิตศึกษาสร้างสมาธิ และพลังสงบ

แรงผลักดันของครูสมัย ครูอาสาชุมชน อีก 12 คน และครูประจำ 2 คน ทำให้โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีฐานเรียนรู้ในโรงเรียนมากขึ้น ต่อมาถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูในระบบ ครูอาสา และนักเรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคนในชุมชนที่ให้ความสนใจ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีการปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นการต่อยอดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต

"คำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน
เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วม
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานของชุมชน"

จากการถ่ายทอดประสบการณ์ ครูสมัยเล่าว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ "การวางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งมั่นลงมือทำให้ถึงที่สุด จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนคือใจยังอยากให้โรงเรียนคงอยู่กับชุมชนตลอดไป เพราะคำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานในชุมชน" สำหรับชุมชนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง การรักษาโรงเรียนที่เป็นมรดกร่วมของพวกเขา ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สามารถทำได้จริง ด้วยหลัก "ปลูกคนดี ให้มีปัญญา ทำมาหากินเป็น" สร้างครูอาสาให้เข้ามาจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

วันนี้ โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีนักเรียน 26 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้มแข็งในเครือข่ายของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จ และขับเคลื่อนร่วมกันต่อในโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาโรงเรียนในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก ให้คงดำรงอยู่ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง


ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบโควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

“หนึ่งในเคสที่หนักที่สุดคือ ผู้ชายคนหนึ่งทักมาทางเฟซบุ๊ก เล่าให้ฟังว่าตกงานเพราะโควิด ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เขาอยากฆ่าตัวตาย เราเลยบอกเขาว่า ไม่ว่าใครก็เกิดมาโดยไม่มีอะไรติดตัว ทรัพย์สินในชีวิตที่หามาได้นั้นคือกำไร ถ้าเขามีชีวิตอยู่ต่อ เขาจะหาของพวกนั้นมาได้อีกครั้ง คำแนะนำของเราพอจะเป็นกำลังใจให้เขา ทำให้เขาเข้าใจหลักการของชีวิต จากคนคนหนึ่งที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้ และผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัครบรรเทาพิษโควิดเหมือนกับเรา”

ขวัญใจ เงินทาบ หรือก้อย ย้ายมาจากจังหวัดสุรินทร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในหัวหิน ที่ผ่านมา เธอประกอบอาชีพเป็นตัวแทนกลุ่มแท็กซี่รับจ้างรับส่งนักท่องเที่ยวโดย และเปิดร้านอาหารในอพาร์ทเมนต์ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่

หลังเกิดการระบาดโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวในหัวหินลดลงอย่างมาก จึงทำให้เธอมีรายได้จุนเจือตนเองและครอบครัวน้อยลง ถึงอย่างนั้น เมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เธอได้พบผู้คนที่ขาดรายได้เช่นเดียวกับเธอ บางคนไม่สามารถแม้แต่จะมีอาหารเพื่อประทังชีวิตได้ เธอจึงเริ่มทำถุงยังชีพขนาดเล็กเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในระแวกบ้าน และประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊กของตนเอง

วันหนึ่ง กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในหัวหินได้แวะไปที่บ้านเพื่อชื่นชมและให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อแจกถุงยังชีพต่อไป พวกเขาแนะนำเธอให้รู้จักกับมูลนิธิแสง ที่ทำเรื่องการบริจาคให้กับคนยากไร้ เธอจึงสนใจและตัดสินมาร่วมงานกับมูลนิธิฯ และกลายเป็นกำลังหลักเพื่อช่วยประสานงานกับคนในพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมของมูลนิธิฯ จนถึงทุกวันนี้

ในอนาคต แม้วิกฤติของโรคระบาดจะหมดไป คุณขวัญใจยังเต็มใจที่จะทำงานอาสาสมัครนี้ต่อไป เพราะเธอเชื่อในคนไทย “ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่พี่น้อง แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการอียูรับมือโควิดและกิจกรรมอาสาสมัครได้ทางเฟซบุ๊ก facebook.com/EUCovid19TH


สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: คุยกับครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน โรงเรียนสอนคิด เครื่องมือสอนคิด

สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: โรงเรียนเล็กของครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์

นางสาวบุณฑริก ซื่อสัตย์ หรือครูบัว บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก ที่โรงเรียนบ้านซิวาเดอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยสอนเด็กชาวกะเหรี่ยงในเขตทุระกันดารเป็นเวลากว่า 4 ปี ก่อนทำเรื่องขอโอนย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่าน

ปัจจุบันครูบัวสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ต.ยาบหัวนา อ.เวียงสา จ.น่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 เป็นครูประจำชั้น ป. 6 ต้องสอนทุกรายวิชา เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมด 57 คน

สิ่งที่หล่อหลอมให้ครูบัวเป็นตัวเองในทุกวันนี้นั้นย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากพื้นฐานทางความครัวค่อนข้างยากจน ครูบัวได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนด้านทุนการศึกษามาโดยตลอด แม้จะลำบากเรื่องเงิน แต่ครอบครัวก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา ในสมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องเลือกว่าจะเรียนต่อสายอาชีพหรือสายอุดมศึกษา ครูบัวก็มีความตั้งใจทำตามความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นครู กู้เงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สอบชิงทุนต่าง ๆ และได้รับโอกาส เมื่อเรียนจบชั้น ม.6 จึงเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาประถมศึกษา

เหตุผลที่อยากเป็นครูประถมนั้นเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยประถมของตัวเอง ด้วยความที่ต้องเรียนกับครูที่ดุมากที่มักตีนักเรียน เลยทำให้ไม่ชอบวิชาของครูจนแกล้งปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง พอไม่เข้าเรียนก็ส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง จึงทำให้อยากมาเป็นครูประถม เพื่อที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่รักในตัวครูและวิชาที่เรียน เพราะช่วงวัยประถมนั้นเป็นช่วงที่สำคัญมากในการสร้างพื้นฐานความรู้ เด็กต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับการเรียนในระดับมัธยม

Ban Hak Han School students. Photo: Patchgorn Pattawipas/ActionAid

ก่อนจะได้มารู้จักกับเครื่องมือสอนคิด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนบ้านฮากฮานใช้สอนในปัจจุบัน ครูบัวก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งคำถามและพยายามมองภาพความเป็นครูในตัวเอง ว่าการที่เราเป็นครูผู้สอนนั้น หากจะมีเครื่องมือใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนคิดได้ คิดเป็น สามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะกระบวนการคิดสำหรับผู้เรียนนั้นสำคัญ “มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้” ครูบัวกล่าว

“มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง
แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับมิติด้านการจัดการห้องเรียนครูบัวมองว่า “การจัดการชั้นเรียนผ่านการสร้างวินัยเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ครูต้องเป็นผู้ให้ความเข้าใจ ให้แนวทาง ให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ไม่มีการลงโทษหรือใช้พฤติกรรมที่รุนแรงกับผู้เรียน ห้องเรียนที่เด็กสามารถได้แสดงความคิดเห็น ครูรับฟังและเข้าใจกันและกัน ไม่มีความตึงเครียด ยิ้มและหัวเราะได้ ห้องเรียนนั้นจะเป็นห้องเรียนที่น่าเรียน ถึงแม้ห้องจะแคบ ไม่มีสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีแค่โต๊ะไม้เก่า ๆ พัดลมแก่ ๆ แต่ครูและนักเรียนเรารักและเข้าใจกัน ทุกคนมีความสุข ครูอยากสอนนักเรียนก็อยากเรียน โดยส่วนตัวดิฉันมองว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นจำเป็น แต่ไม่มากไปกว่ากระบวนการและการปฏิบัติที่ครูมีต่อลูกศิษย์ ซึ่งถึงแม้โรงเรียนบ้านฮากฮานจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรครบครัน แต่โรงเรียนของเราจะข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาทางกายภาพไปได้"

แม้ภาพที่ครูบัวมองว่าโรงเรียนในฝันจะไม่ต่างไปจากภาพของสังคมที่คาดหวังจากโรงเรียน ว่าจะต้องมีห้องเรียนที่เหมาะสมพอเพียง ตัวอาคารเรียนแข็งแรงมั่นคง สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีสนามเด็กเล่น มีแหล่งเรียนรู้ มีห้องสมุดที่น่าเข้าไปหาความรู้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่บนชุมชนภูเขาอย่างบ้านฮากฮาน ไม่มีทุกอย่างครบตามที่เคยมองภาพโรงเรียนในฝัน เพราะในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กยังถูกจำกัดอยู่ด้วยนโยบายการบริหารจัดการตามกรอบงบประมาณที่ส่วนกลางกำหนด

อาชีพครูในโรงเรียนของรัฐก็คือข้าราชการที่ส่วนหนึ่งคือต้องปฏิบัติตามสายงานบังคับบัญชา ในฐานะครูคนหนึ่ง ครูบัวได้สะท้อนมุมมองด้านระบบการศึกษาว่า “ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายก็เปลี่ยน ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง คนเป็นครูต้องติดตามข่าวสารและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงระบบจะเปลี่ยนไปแค่ไหนผู้เป็นครูก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนด้วยการศึกษา ครูควรทำตัวเป็นไม้ไผ่ลู่ไปตามลมและสถานการณ์ ไม่ยึดติดแบบต้นไม้ใหญ่ เพราะเมื่อเจอปัญหาหรือพายุใหญ่ ลำต้นที่ใหญ่และแข็งแรงนั้นจะหักโค่นล้มได้ง่าย”

"ระบบการศึกษาควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก
การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็ก
ก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน"

โรงเรียนบ้านฮากฮานหันมาใช้นวัตกรรมเครื่องมือสอนคิด หลังจากที่ได้ไปอบรมที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย "ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้ความรู้และเรียนรู้จากสถานที่จริง สร้างแรงบันดาลใจในการใช้นวัตกรรมการสอนคิด ต้องขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ หลังจากอบรมเสร็จก็เกิดความร้อนวิชา ได้กลับมาทดลองใช้และเกิดผลดีกับผู้เรียน จึงนำมาใช้จัดการกับการเรียนการสอนเรื่อยมา รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ”

“การนำเครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือ มาใช้ในการเรียนการสอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่เปลี่ยนคือตัวครูเอง ต้องแสวงหาความรู้ ไม่อาศัยตำราในการสอน ใช้สื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่สอนแบบเลข คัด เลิกเหมือนสมัยก่อน โดยส่วนตัวมองว่าเกิดผลเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้เรียนอย่างชัดเจน คือเด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กล้าโต้ตอบ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อครูได้ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการจัดการกับความคิดได้ดีขึ้น สามารถพูดสื่อสารและฟังอย่างตั้งใจ เมื่อต้องการให้แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งใดก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผล ความเหมือนและแตกต่าง คิดสรุปรวบรวมข้อมูล ตัดสินใจแก้ปัญหาได้”

Cause and Effect, Compare and Contrast, and Mind Mapping are some of the Thinking Tools used at this school. Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

ครูบัวคิดว่าระบบการศึกษาไทย “ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็กก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน สิ่งที่เป็นอยู่คือระบบการศึกษาที่พรากครูออกจากนักเรียน พรากความเป็นคน สร้างความเป็นหุ่นยนต์ให้กับเยาวชน”

ครูบัวคือตัวอย่างหนึ่งของครูบนพื้นที่สูงที่ใช้เครื่องมือสอนคิด และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ครบครันเสมอไป เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกสภาวะ แม้แต่พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนที่สูงอย่างโรงเรียนบ้านฮากฮาน ตอนนี้ ครูบัวยังคงเดินหน้าในการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนผ่านนวัตกรรมที่ไม่เพียงสอนความคิด แต่สอนความเป็นคนให้เด็ก ๆ ด้วย เธอเป็นอีกกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นในจังหวัดน่าน และอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศ


โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


เพชรในตม: ความฝันของอุ้มและมะเฟือง

โรงเรียนบ้านน้ำลัด เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 61 คน ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนจึงไม่ต่างจากคนในครอบครัว เห็นได้ชัดจากพี่ใหญ่ชั้นป.6 ที่ช่วยทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตั้งแต่เรื่องระเบียบเวลาดื่มนมโรงเรียน ไปจนถึงจริยธรรม สำหรับอุ้มและมะเฟือง สองเพื่อนสนิทชั้นป.6 นี่เป็นสิ่งที่พวกเธอเต็มใจทำ เพราะได้ฝึกตนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนและความฝันที่ได้ค้นพบ มะเฟืองอยากเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้คน เธอมีลูกพี่ลูกน้องเป็นต้นแบบ ส่วนอุ้มอยากเป็นครูประถมวัย “หนูอยากสอนศิลปะ อยู่กับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ” อุ้มเสริม “อยากได้ทุนโครงการเพชรในตม (โครงการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบสามารถบรรจุเป็นครูได้เลย) พ่อแม่ก็จะสบายด้วย มีสวัสดิการ เป็นไปตามความฝันของเรา”

 

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

แม้ผู้เรียนจะยังมีอายุเพียงสิบปีต้นๆ การทำให้พวกเขามีคำตอบสำหรับคำถามเก่าแก่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นไม่ยาก หากมีกระบวนการเรียนการสอนที่เข้าใจผู้เรียน จริงอยู่ที่ความฝันคนเราอาจเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนคิดมอบให้เด็กๆ คือ ความเชื่อมั่นในความคิดของตน และเครื่องมือที่สามารถช่วยแปรงความฝันนั้นๆ เป็นแผนรูปธรรม

“ตั้งแต่เป็นโรงเรียนสอนคิด รู้สึกว่าคุณครูสนใจฟังเรามากขึ้น ให้นักเรียนคิดมากขึ้นและแสดงสิ่งที่คิดออกมา เครื่องมือก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแต่ละวิชาได้” อุ้มเล่า "เรารู้จักเปรียบเทียบ แยกแยะ อันไหนคือสิ่งที่ดี อันไหนไม่ดี เวลาตัดสินใจอะไร Six Thinking Hats ก็ช่วยได้ ทำให้คิดได้เร็วกว่าเดิม" เครื่องมือที่ว่าคือหมวกหกใบช่วยให้ผู้ “สวม” ตัดสินใจโดยพิจารณาหลายมุมมอง และเปลี่ยนความคิดหรือวิธีได้ง่ายขึ้น เพราะหมวกแต่ละใบมีสีและความหมายแตกต่างกัน เช่น หมวกสีขาว ใช้ค้นหาข้อเท็จจริงและตัวเลข หมวกสีแดงแสดงถึงความรู้สึก เป็นต้น

“ใช้มายด์แมป (แผนภาพความคิด) ทำสรุปอ่านสอบ ONET ก็ดี” มะเฟืองเสริม “เราได้ออกแบบเอง ทำแล้วไม่เบื่อ ใช้แก้ปัญหานอกห้องเรียนได้ ถ้าเจอปัญหาเป็นแบบนี้ๆ แล้วเราจะมีวิธีแก้ยังไง ทำได้หมดเลย"

 


 

นอกจากอุ้มและมะเฟือง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในโรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน โทร. 02 279 6601 ถึง 2 ต่อ 113


ทำไมโรงเรียนในชนบทแห่งนี้ถึงสอนให้เด็กเรียนรู้จากปัญหา

ใครจะรู้ว่าไกลออกไปจากกรุงเทพฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง ชุมชนเกษตรกรขนาดเล็กแห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กำลังรุดหน้าพัฒนาเยาวชนท้องถื่นอย่างเต็มที่

โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ โรงเรียนระดับอนุบาล-ประถมภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการพิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ ลุกขึ้นมานำร่องรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย และท้าทายการศึกษาไทยแบบเดิมๆ

หลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้นำนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า “การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน” หรือ “Problem-Based Learning” มาปรับใช้ในห้องเรียน รวมทั้งเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการ
พัฒนาให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างและสานความสัมพันธ์ และมีทักษะเชิงปฏิบัติและความสามารถในการตัดสินใจ ผู้เรียนจะไม่ถูกประเมินเป็นเกรดหรือตัวเลข แต่ประเมินตามมาตรฐานปัจเจกของแต่ละคน ทั้งในด้านความสามารถทางวิชาการและความฉลาดทางอารมณ์ พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้ตระหนักและเข้าใจทัศนคติและความรู้สึกที่ตนมีต่อตนเอง เพื่อนร่วมชั้น และกระบวนการเรียนรู้

เด็กๆ มีโอกาสคิดและนำเสนอวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนของพวกเขาเอง โดยได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากครู ส่วนครูเองก็สนับสนุนให้พวกเขาคิดนอกกรอบ และแสดงความคิดเห็นและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช้าแต่ละวันเริ่มต้นด้วยกิจกรรมสะท้อนตนที่เรียกว่า “จิตศึกษา” ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของหลักสูตร นักเรียนและครูจะนั่งล้อมวงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ทำจิตใจให้สงบ โดยเป็นการเตรียมพร้อมกับการเรียนรู้ในวันนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจิตศึกษาจะนั่งลงที่พื้นเหมือนกัน มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่มีการแบ่งลำดับขั้นหรือความเป็นอาวุโสในวงกลมวงนี้ กิจกรรมที่แสนจะเรียบง่ายกิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียนปล่อยวางสิ่งที่หนักหน่วงใจ ซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ทำเวรหรือปัญหาที่บ้าน และรู้ว่าโรงเรียนก็สามารถเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยได้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

กิจกรรมจิตศึกษาเป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนกับการเรียนรู้แบบบูรณาการในชั่วโมงต่อๆ มา โดยการเรียนจะผสมผสานเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นเข้ากับความรู้ทางสังคมศาสตร์ผ่านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ต่างๆ แทนที่จะแบ่งชั่วโมงเรียนเป็น 8 วิชาสามัญตามการเรียนการสอนของไทยแบบเดิม โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุออกแบบตารางเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ และเน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก ครูจะสอนผ่านการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมของนักเรียน และสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนอกเหนือไปจากช่วงเวลาที่โรงเรียน

ยกตัวอย่างเช่น หน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำครัว ซึ่งให้เด็กๆ นำผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของที่บ้านมาโรงเรียน อาทิ ไข่สด นม อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพด ฯลฯ และเรียนวิธีการปรุงอาหารจากวัตถุดิบเหล่านั้น โดยการสอนจะบูรณาการวิชาอื่นๆ อย่างศิลปะ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วย เช่น ให้นักเรียนวาดภาพประกอบแผนการสอน เรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของอาหารชนิดต่างๆ และเรียนวิธีการชั่งตวงวัด ขณะกำลังเตรียมอาหารที่พวกเขาจะได้แบ่งกันทาน

บทเรียนนี้ไม่สิ้นสุดเพียงในห้องเรียน เด็กๆ กลับบ้านพร้อมความกระตือรือร้นที่จะช่วยพ่อแม่ทำกับข้าว การเข้าครัวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่อาจกำลังประสบปัญหาภายในบ้าน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น และเสริมสร้างทักษะสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้สืบทอดชุมชนแห่งนี้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆ ที่แอ็คชั่นเอดสนับสนุน หลักสูตรที่ใช้นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีหัวเรือสำคัญคือผู้นำในพื้นที่ผู้อุทิศตนให้กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ระหว่างที่ลงพื้นที่ ดิฉันมีโอกาสพบกับ ผอ. พิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ และฟังเธอเล่าเกี่ยวกับความตั้งใจที่มุ่งให้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่ทันโลก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กของเธอขึ้นจากระบบการศึกษาไทย “ฟรีไซส์” ที่ถูกผลิตขึ้นมาแบบเดียวและหวังให้ใช้ได้กับทุกโรงเรียน นอกเหนือไปจากการตอบรับทางลบจากผู้ปกครองและครูในช่วงแรก ผอ. พิญช์สินีอาจยังต้องประสบผลต่างๆ ที่ตามมาจากการผันโรงเรียนออกจากหลักสูตรเดิม

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรค ผอ. พิญช์สินีก็มุ่งมั่นที่จะทำให้เยาวชนมีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เต็มไปด้วยพลังบวก และมีความยืดหยุ่น เธอดำเนินงานร่วมกับกลุ่มพัฒนาการศึกษาและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และวันนี้ก็ประสบความสำเร็จในฐานะโรงเรียนนำร่องนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเธอหวังว่าจะเป็นแพร่หลายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต

ความท้าทายต่อไปที่ผอ. พิญช์สินีต้องรับมือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เธอเข้าใจดีว่าหากไม่มีเธอเป็นแกนนำในการทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ การปรับใช้หลักสูตรนี้และการขยายผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ผอ. ร่วมมือกับครูและผู้ปกครองเพื่อพัฒนาเครือข่ายที่มีเป้าหมายร่วมในการใช้วิธีที่อยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน หล่อหลอมเยาวชน หากเธอก้าวต่ออย่างไม่ท้อถอย และมีแรงสนับสนุนจากชุมชนและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ นักเรียนอีกนับล้านคนทั่วประเทศก็อาจจะได้เรียนหลักสูตรบูรณาการแบบนี้เช่นกัน

 

_

 

บทความนี้เดิมปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ ActionAid USA โดย เมริดิธ สเลเตอร์ ผู้อำนวยการงานพัฒนา แอ็คชั่นเอด สหรัฐอเมริกา


“หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด": เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของน้องเตย เด็กหญิงชั้น ป.4 จากกาฬสินธุ์

อาคารเรียนไม้ 2 ชั้นนั้นเคลือบด้วยสีฟ้าซีด บ่งบอกอายุอานามผ่านแดดผ่านฝนหลายฤดูกาล แต่ในห้องเรียนกลับสดใสไปด้วยความตื่นรู้ เด็กนักเรียนชายหญิงเพียงสิบกว่าคนที่รวมทั้ง ป.3 และ ป.4 เรียนรวมกันเพราะมีครูเพียงคนเดียว

นี่เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีใครอยากให้เป็นของโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

น้องเตย หรือ ด.ญ.จิตราภรณ์ จุลทะกอง ชั้น ป.4 กำลังร่วมกิจกรรมบอดี้สแกนกับเพื่อนๆ โดยมีครูปุ๊ก ครูประจำชั้นของพวกเธอนำการบอดี้สแกนให้เด็กๆ บอดี้สแกนเป็นวิธีการหนึ่งในจิตศึกษาที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมที่นำมาใช้เพื่อในวิธีการสอน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อก่อนไม่มี เด็กๆ นอนบนพื้นไม้ล้อมวงกันเป็นรูปวงกลม บางคนนอนตะแคง บางคนนอนท่าอาสนะ บางคนนอนเอามือทาบอก ไม่มีใครผิด เพราะทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจฟังครูปุ๊กเล่านิทานให้ฟัง เตยเองก็นอนหลับตาพริ้มเหมือนเพื่อนๆคนอื่น เธอเล่าว่า “พวกเราจะนอนกันประมาณ 10-15 นาที แต่ไม่หลับ แค่หลับตาเฉยๆ เพื่อฟังครูเล่านิทานให้ฟัง แล้วเรามีหน้าที่คิดเรื่องตาม พอนิทานจบ ครูจะถามทีละคนว่าคิดยังไง เราต้องมีเรื่องที่คิดไว้ของตัวเองเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อน”

พอกิจกรรมบอดี้สแกนเสร็จ ราวๆ บ่ายสองโมงครึ่ง เด็กๆชั้น ป.3-ป.4 จะลงมาเล่ากีฬาที่สนาม เตยชอบเล่นวอลเลย์บอล เธอเป็นมือเสิร์ฟของทีม เตยเป็นเด็กผู้หญิงค่อนข้างตัวเล็ก แต่เธอก็คล่องแคล่วกว่าเพื่อนตัวใหญ่หลายคน แดดบ่ายในเดือนมกราคมไม่ร้อนเกินไป เงาของเด็กๆ ทอดยาวลงบนพื้นสมส่วนกับร่างกายพวกเขา และนั่นก็กลายเป็นอีกกิจกรรมจินตนาการนอกรอบที่พวกเขาเล่นกันสนุกสนาน คือ ไล่เหยียบเงาเพื่อน

Photo: ActionAid

เตยเกิดที่กรุงเทพฯ เพราะครอบครัวเธอทำงานที่นั่น ทำให้ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ในเมืองใหญ่ก่อนจะย้ายกลับมาบ้านปู่บ้านย่าที่ครอบครัวยึดอาชีพทำนาใน อ.กมลาไสย และเข้าเรียนต่อชั้นอนุบาล 2 ที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม เธอเป็นลูกคนกลาง พี่ของเธอเรียนชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ส่วนน้องเรียนอยู่ชั้น ป.1 ที่บึงสว่างเหมือนกัน

กิจกรรมนิทานสอนใจที่ครูของเตยเล่าให้ฟังแต่ละวัน จะตามมาด้วยอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเตย คือการจินตนาการเป็นงานศิลปะลงบนแผ่นกระดาษขนาดเอสี่ แต่ทำไมเด็กหญิงผู้ชอบวาดรูป ชอบฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ เวลาไปแข่งวิชาศิลปะกับโรงเรียนอื่น เธอว่าได้ที่ 2 ในขณะที่กับการสอบในโรงเรียน เตยสอบได้ที่ 1 มาตั้งแต่ ป.2

ใช่ว่าใครก็ตามจะเป็นเด็กเรียนเก่งเลยโดยธรรมชาติ ถ้าไม่ผ่านการขัดเกลา ไม่ผ่านการฝึกฝน เส้นทางการเรียนรู้ของเตยก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่จะสอบได้ที่ 1 ติดต่อกันมา 3 ปี ตั้งแต่ ป.2-ป.4 เธอก็เคยเรียนไม่เก่งมาก่อน และไม่ใช่แค่เรื่องเรียนไม่เก่งอย่างเดียว จนกระทั่งจิตศึกษาพาเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ครูประจำชั้นของเธอเล่าก่อนที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมจะเอานวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่มาใช้ เด็กๆที่นี่ส่วนมากไม่ชอบเรียนหนังสือ “ไม่ชอบเรียนเพราะเขารู้ว่ามันยาก เขาเขียนไม่ได้ สะกดไม่ถูก พอมีการเรียนจิตศึกษา ถ้าบอกให้พวกเขาทำงาน แม้ว่าเขาจะคุยเล่นกันไปด้วย แต่ทุกคนจะตั้งใจทำงานของตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือจะเดินวนทั่วห้อง เล่น กวนเพื่อน จะไม่มีสมาธิทำงานของตัวเอง”

ครูปุ๊กบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ เด็กๆ นิ่งขึ้นมาก มีสมาธิดี แต่ละสัปดาห์ เราจะนั่งล้อมวงกัน ยกตัวอย่างวันจันทร์ เป็นการเรียนเชื่อมโยงสาระหลัก เพื่อทบทวนกันว่าสัปดาห์ที่แล้วเราได้เรียนรู้เรื่องอะไรไปบ้าง และแต่ละคนได้อะไรบ้างจากกิจกรรมที่ทำกัน ส่วนวันอังคาร จะทำกิจกรรมเชื่อมโยงธรรมชาติ ครูจะให้นักเรียนไปหาอะไรก็ได้ที่อยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่โรงเรียน เช่น ใบไม้ก็ได้ “แต่ละคนจะเลือกใบไม้มาไม่เหมือนกัน ครูจะให้พวกเขาจินตนาการต่อว่าสามารถประยุกต์ใบไม้เป็นอะไรได้บ้าง ด้วยการวาดเขียนแต่งแต้มลงไป บางคนก็ใส่หูให้ใบไม้ บางคนก็ต่อเป็นรถ” พอวันพุธเด็กจะได้ร้องเพลง มีครูเล่นดนตรีไปด้วย

Photo: ActionAid

นวัตกรรมการเรียนการสอนเริ่มที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมได้เพียง 1 ปี หรือ 2 ภาคการศึกษา ซึ่งสำหรับเตย ครูของเธอเล่าว่า เมื่อก่อนเตยเป็นเด็กค่อนข้างมีปัญหา ช่วงที่เธออยู่ ป.3 ชอบแย่งของของเพื่อน ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เด็กอธิบายกับครูว่าที่ทำลงไปนั้นรู้ตัว แต่ว่าหยุดตัวเองไม่ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนไม่ค่อยอยากมาโรงเรียน จะชอบไปแอบที่โอ่งน้ำ พอขึ้น ป.4 ได้เรียนจิตศึกษา พฤติกรรมที่ว่ามาไม่เป็นอีกเลย แถมยังสอบได้ที่ 1 อีกด้วย

ครูปุ๊กเล่าย้อนไปที่กิจกรรมบอดี้สแกนว่า ถ้าดูเผินๆ อาจเหมือนการนอนกลางวันทั่วไป แต่จริงๆแล้วเป็นการนอนทบทวนความคิดจิตใจตัวเอง ใคร่ครวญว่าตัวเราเป็นอย่างไร ตั้งแต่หัวจรดเท้า “แรกๆ ก็มีเด็กหลับบ้าง แต่เราอธิบายพวกเขาว่า ให้ระลึกอยู่เสมอว่าตัวเราเกิดมาอยู่บนโลกนี้มีเวลาเหลืออยู่กี่วัน มีเวลาไม่มาก วันนี้เราทำดีอะไรบ้าง ทำดีหรือยัง ระหว่างทำดีกับทำไม่ดีทำอะไรเยอะกว่ากัน ระหว่างที่เด็กนอน เราก็อธิบายไปแบบนี้ คนที่เคยซนๆ มาตั้งแต่เช้า เขาจะสำนึกผิดโดยอัตโนมัติ พอช่วงบ่ายเขาจะตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ต่อว่าเขา เราให้กำลังใจว่าคนเราถ้ารู้ตัวก็ปรับเปลี่ยนได้”

เด็กทุกคนมีความฝัน แม้ผ่านช่วงวัยเด็กไป หลายคนก็หวนระลึกถึงความฝันตัวเอง หรืออาจจะฝันใหม่ มองไปข้างหน้า เตยบอกว่าเธอฝันโตขึ้นอยากเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และจะสอนด้วยการใช้ศิลปะ เพราะเธอชอบวาดรูป “ไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะยังอ่านไม่ออก ยังพูดไม่เป็น แต่ตอนนี้หนูท่องสูตรคูณได้ถึงสูตรที่ 12 แล้ว ถ้าวันที่เป็นครูแล้ว ก็อยากสอนชั้น ป.3 หรือ ป.4”

แต่ให้สอนตอนนี้เลยสอนได้ไหม เตยตอบด้วยรอยยิ้มว่า สอนไม่ได้ เพราะยังไม่โตพอ ยังคิดไม่ได้พอ “ต้องท่องสูตรคูณให้ได้เยอะกว่านี้ก่อน”

ในวัยแห่งการเรียนรู้ เตยบอกว่า การเรียนจิตศึกษาทำให้เธอเรียนเก่งขึ้น แต่ก่อนนั้นยังไม่ค่อยรู้อะไร พอเรียนจิตศึกษาทำให้เธอได้คิดเยอะขึ้น และทำให้ชอบเขียนไดอารี่ด้วย เธอเขียนบันทึกทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขียนมาได้ 4 หน้าแล้ว ส่วนในวันธรรมดาหลังเลิกเรียน เธอจะกลับไปบ้านแล้วโพสต์เฟซบุ๊คบอกคิดถึงเพื่อนๆ

ถ้าไม่ได้เรียนจิตศึกษาจะเป็นอย่างไร เตยคิด ทอดสายตาออกไปยังที่โล่ง ก่อนจะตอบว่า ก็คงไม่มีสมอง เพราะสำหรับเธอ “สมองมีไว้คิด มีไว้สั่งให้แขนขา ร่างกายขยับได้”

ถ้าไม่มีสมองจะเป็นอย่างไร เตยเงียบนิ่งกับคำถามอยู่ราว 3 วินาที ก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ก็ตาย หรือโง่ ร่างกายก็ขยับไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก คุยกับเพื่อนไม่ได้” เตยบอก “หนูชอบมีสมองมากกว่า หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด”

Photo: ActionAid

หลังโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม มีแปลงผักคะน้า และผักกาดที่เด็กๆ และครูร่วมกันปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เย็นนี้พวกเขาตกลงร่วมกันว่าจะตัดผักส่วนหนึ่งไปขายให้ชาวบ้าน เพื่อให้โรงเรียนมีรายได้ และชาวบ้านได้กินผักปลอดสารพิษ

เตยกับเพื่อนๆ ลากสายยางมารดน้ำผัก แสงแดดอ่อนๆ ต้องกับละอองน้ำ เปล่งสะท้อนแสงระยิบระยับ ผักกำลังโตงามได้เวลาตัดไปทำอาหาร เตยรับมีดสั้นจากเพื่อน ก่อนจะลงมือตัดโคนต้นคะน้าอย่างแคล่วคล่อง

นึกทวนถึงคำพูดของเด็กวัย ป.4 ว่า สมองมีไว้คิด ชอบตัวเองที่มีความคิด ส่วนคนที่พูดคำนี้กำลังลงแรงเก็บผักไปขายสร้างรายได้ให้โรงเรียน

ใคร่ครวญดูอีกที ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แสงแดดบนละอองน้ำเท่านั้นที่กำลังเปล่งประกาย


นอกจากเตย ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในพื้นที่ห่างไกลวันนี้