โรงเรียนขนาดเล็กที่เอาชนะการยุบควบรวม บอกอะไรเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน

จากโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าข่ายถูกยุบ-ควบรวม โรงเรียนบ้านฮากฮาน อ.เวียงสา จ.น่าน ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ให้แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่านโยบายร้อนปี ’59-60 ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 1 หมื่นโรง

“ความแข็งแกร่ง” นี้หมายถึงอะไร บอกอะไรเราได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเป็นตัวอย่างของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่และนโยบายได้อย่างไรบ้าง?

จากการถอดบทเรียนผ่านประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านฮากฮาน Access School โครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป พบว่า กว่าโรงเรียนบ้านฮากฮานจะมีวันนี้ที่โรงเรียนและชุมชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรอดพ้นจากการยุบควบรวมได้ เริ่มจากความพยายามของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ปรียานุช วงษ์แก้ว หรือ “ผอ.หญิง” อย่างที่เป็นที่รู้จักในโรงเรียนและชุมชน ผอ.หญิง เข้ามาบริหารตั้งแต่ ปี 2559 ก่อนหน้านี้ ภาพของชาวบ้านที่มีต่อโรงเรียนนั้นไม่ได้สู้ดีนัก และช่วงแรกของการเข้ามาบริหารโรงเรียน ผอ. ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเท่าไร แต่ด้วยความพยายามของ ผอ. ในการสร้างความร่วมมืออย่างจริงใจกับชุมชน จนปัจจุบัน ผ่านไปร่วม 5 เกือบ 6 ปี ชุมชนกับโรงเรียนนั้นแยกกันแทบไม่ออก ผอ. กล่าวว่า หัวใจคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่าโรงเรียนมีอยู่เพื่อพัฒนาชุมชนและลูกหลานของชุมชนอย่างแท้จริง

โรงเรียนร่วมใจ

ผอ.หญิง แบ่งปันเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งว่า ปกติเวลาที่ชาวบ้านมีประชุมหรือหารือกัน จะมาใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ประชุม ซึ่งทาง ผอ. มองว่าโรงเรียนไม่ได้มีพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการจัดประชุมของชาวบ้านมากนัก ต้องนั่งบ้าง ยืนบ้างเวลามานัดพบที่โรงอาหารของโรงเรียน จึงเกิดความคิดอยากสร้างอาคารเอนกประสงค์ขึ้นมาเพื่อการประชุมและการใช้งานอื่น ๆ ขึ้น แต่ด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จึงไม่มีงบประมาณสำหรับการต่อเติมโรงเรียน ทางผอ. จึงพยายามติดต่อภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือนี้ จนไปได้วัสดุก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างอาคารมาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทว่าบริษัทสามารถให้ได้เพียงค่าวัสดุมูลค่า 250,000 บาทเท่านั้น ไม่มีค่าแรงงานก่อสร้างให้ ลำพังโรงเรียนก็ไม่สามารถหาเงินมาจ้างคนมาสร้างแน่นอน ผอ.จึงนำเรื่องมาปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนว่ามีโอกาสนี้เข้ามา จะรับไว้กันดีหรือไม่ ทางคณะกรรมการเลือกที่จะรับ ผู้ใหญ่บ้านฮากฮานซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย ก็ได้นำเรื่องไปหารือกับชุมชนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ ชุมชนก็ตอบตกลง จากนั้นเอง สมาชิกชุมชนก็หมุนเวียนกันมาช่วยสร้างอาคารเอนกประสงค์จนเสร็จสิ้น “เราตั้งชื่อว่าอาคารประชาร่วมใจ นี่คือจุดเริ่มต้นที่โรงเรียนสามารถรวมใจของชาวบ้านได้ ชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ว่านี่คือโรงเรียนที่เขาทุกคนเป็นเจ้าของ” ผอ.หญิงกล่าว “ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ที่บ้านฮากฮานเรามุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ปัจจัยพื้นฐานครบก่อน เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ที่ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ” และในที่สุด เมื่อความหวังดีและน้ำพักน้ำแรงของทุกคนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเป็นมรดกที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงไม่แปลกที่ชุมชนเริ่มเชื่อมั่นและศรัทธาในโรงเรียนของพวกเขา รวมถึงในตัวผู้นำโรงเรียนเองด้วย

ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน ผอ.หญิงเล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทมาก เป็นผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า บวกกับเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย จึงทำให้ทำงานร่วมกันใกล้ชิด “ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ในฐานะตัวกลางที่จะประสานกับชุมชน เมื่อโรงเรียนขอความช่วยเหลือไป ท่านก็สามารถช่วยรวมพลังชุมชนมาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ เป็นเหมือนแรงร่วมใจที่เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศ ชุมชนก็จะรีบมาทันที”

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือตอนที่ชาวบ้านร่วมลงขันจ้างครู 2 คนให้แก่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ซึ่งมีครูไม่ครบชั้น แม้ว่าชาวบ้านจะมีอาชีพเกษตรกรที่อาจจะมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ด้วยความเชื่อมั่นและคุณค่ามีให้ต่อการศึกษา พวกเขากลับบอกว่า “ในเมื่อผู้อำนวยการและครูทำเพื่อชุมชนขนาดนี้ ทำไมพวกเขาจะทำให้ไม่ได้” เงินที่ได้จากการลงขันต่อปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานมีทุนช่วยเหลือในการจ้างครูโดยไม่ต้องทอดผ้าป่าเลย

ผู้ปกครองช่วยกันเตรียมแปลงผักของโรงเรียน / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ในฐานะผู้อำนวยการ ผอ.หญิงเชื่อมาตลอดว่า โรงเรียนที่ดีไม่ได้วัดกันที่โล่หรือป้ายรางวัล แต่ดูที่คุณภาพของผู้เรียน ซึ่งเป็นผลจากการที่ครูจัดการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพ มีความต้องการของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบและรูปแบบการบริหารโดยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีการบริหารจัดการที่ดี เมื่อวันที่โรงเรียนบ้านฮากฮานเริ่มเข้าที่เข้าทางด้านกายภาพ ก็เหลือเพียงทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ได้ตามที่ผู้อำนวยการเคยฝันไว้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อเดิม ๆ ต่อโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทนั้นหมดอายุเสียแล้ว

ในปี 2560 ผอ.หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กน่าน เขต 1 ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ได้ทำความรู้จักและอบรมเรื่องเครื่องมือสอนคิดที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย “พอเราเรียนรู้แล้วเราก็ปิ๊งเลย อยากนำกลับมาใช้ ก็เลยปรับใช้เครื่องมือสอนคิดมาเรื่อย ครูกลายเป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เหมือนโค้ชคอยให้คำปรึกษาและกระตุ้นผู้เรียน นักเรียนเองจากที่นิ่ง ๆ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวว่าจะผิด ก็ค่อย ๆ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น บางคนสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างสร้างสรรค์ และกระตือรือร้นอยากจะเข้าห้องเพื่อเรียนรู้”

“ตัวเราเองก็เปลี่ยน” ผอ.หญิงเสริม “ในฐานะผู้บริหารจากเดิมที่เน้นการเรียนการสอนเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม เราใช้ความเป็นกัลยาณมิตรและเพิ่มการพูดคุยและรับฟังกันมากขึ้น สุดท้ายผู้ปกครองเองก็เข้ามาร่วมออกแบบการเรียนรู้ และพัฒนาโรงเรียนร่วมกับครู ชุมชนมีความภาคภูมิใจกับความคิดสร้างสรรค์ของบุตรหลานตนเอง และมีความเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกันในแง่วิชาการด้วย”

เมื่อพูดถึงชุมชนที่ตั้งอยู่บนขุนเขาภาคเหนือ เราคงมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมไปไม่ได้ แต่นั่นไม่มีผลต่อความเป็นหนึ่งของชุมชนแต่อย่างใด เพราะความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง โรงเรียนเองยังได้นำบริบทพื้นฐานทางชุมชนที่มีความหลากหลายมาบูรณาการกับการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของเพื่อนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของผู้อื่น ให้เกียรติและมีความเห็นอกเห็นใจในตัวผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญในผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ผอ.ปรียานุช วงษ์แก้ว ในงานอบรมการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด. ภาพ: ActionAid

มากกว่าโรงเรียน

งานวิจัยในหลายประเทศที่ศึกษาโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางของชุมชน พบว่า โรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือชุมชนหนึ่ง ๆ มักทำหน้าที่และมีคุณค่านอกเหนือไปจากการเป็นสถานศึกษา และรองรับความต้องการของชุมชนได้กว้างขวางมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันพลเมืองอื่น ๆ เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โบสถ์ ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัย ฯลฯ โรงเรียนเป็นทรัพยากรสำคัญของหมู่บ้าน เป็นสถานที่นัดพบที่เอื้อให้ผู้อาศัยในชุมชน โรงเรียน กิจการ และชุมชนในพื้นที่มีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สายสัมพันธ์ และคอนเนคชั่นใหม่ ๆ โรงเรียนอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และโอกาสทางสังคม วัฒนธรรม และการพักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ โรงเรียนเป็นสถานที่ที่คนจากรุ่นสู่รุ่นมารวมตัวกัน เป็นสถานที่ที่ “หล่อหลอมตัวตนของชุมชน”

สำหรับชุมชนที่โอบล้อมโรงเรียน โรงเรียนบ้านฮากฮานเป็นอะไรบ้าง? ที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานศึกษาใกล้บ้านและ "บ้านหลังที่สอง” ของลูกหลานในชุมชน แต่ยังเป็นทั้ง (1) ห้องเรียนของชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพแก่ชาวบ้าน เช่น การทำขนม เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพ (2) ห้องสมุดชุมชนที่สามารถมาหาข่าวสารและความรู้ (3) พื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ของ กสทช. (4) พื้นที่จัดประชุม ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และการประชุมการหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เมื่อ อบต. หรือ ธกส. เข้ามาพูดคุยเรื่องการทำเกษตร (5) ศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น สำหรับชาวบ้านกลุ่มโครงการปลูกโกโก้ของอำเภอเวียงสา (6) พื้นที่ปลูกพืชผักสำหรับชาวบ้าน (7) พื้นที่ออกกำลังกายของชุมชนในตอนเย็น ซึ่งโรงเรียนจะเปิดไฟและมีน้ำดืมไว้ให้ (8) สถานที่จัดงานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณูปการต่อชุมชน

เมื่อเป็นพื้นที่ของชุมชน โรงเรียนย่อมคุ้นหน้าคร่าตาสมาชิกชุมชนเป็นอย่างดี แต่หากพูดถึงตัวละครที่มีปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนมากที่สุด และมีบทบาทในการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้อยู่รอดโดยไม่ถูกยุบควบรวมโดยตรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มต่อไปนี้ (1) ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นทั้งผู้นำชุมชนและประธานกรรมสถานศึกษา มีบทบาทมากในการเชื่อมชุมชนกับโรงเรียน (2) คณะกรรมการสถานศึกษา ทั้งหมด 9 ท่าน ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน (เลขานุการ) ครู องค์กรทางศาสนา ตัวแทนผู้ปกครอง ศิษย์เก่า สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ผู้ทรงคุณวุฒิแพทย์ประจำตำบล ผู้แทนชุมชนหรือผู้ใหญ่ที่ชุมชนเคารพนับถือ เช่น อดีตผู้ใหญ่บ้าน (3) ผู้ปกครองในชุมชน ซึ่งติดต่อกันโดยตรงได้ผ่านนักเรียน (4) สมาชิกชุมชนคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้ปกครองนักเรียน (5) ผู้อำนวยการและคณะครู ที่กระตือรืนร้นในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ไปประชุมชุมชนของผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน (6) องค์กรเอกชน นิติบุคคลธรรมดา รวมตัวกันมาช่วยผู้อำนวยการ ช่วยสร้างอาคาร ห้องน้ำ นำขนมมาแจกเด็ก ๆ

บรรยากาศการประชุมผู้ปกครองที่จัดขึ้นใน "ศาลารวมใจ" / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ผอ.หญิงเสริมว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก็มีบทบาท แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น “เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราก็อยู่ได้ เพราะตัวละครกลุ่มอื่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่โอบอ้อมกันและเข้มแข็งมาก”

หากตอนนั้นโรงเรียนและชุมชนไม่สู้ ไม่เกื้อกูลกันในเรื่องทรัพยากร พิสูจน์คุณภาพทางวิชาการ และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง โรงเรียนบ้านฮากฮานอาจจะได้รับผลจากนโยบายยุบ-ควบรวม และหากโรงเรียนหายไป ย่อมทำให้ชุดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนได้รับผลกระทบ เพราะนอกจากเด็ก ๆ ของชุมชนจะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน และผู้ปกครองต้องรับมือกับ “ราคา” ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น (ตั้งแต่ราคาเม็ดเงิดของค่าเดินทาง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปจนถึงความรู้สึก ความกังวลใจต่าง ๆ ที่มาจากการส่งลูกหลานไปเรียนที่ไกล) เมื่อชุมชนเสียโรงเรียน ชุมชนก็จะเสียพื้นที่สาธารณะไปด้วย พื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการพัฒนาและความอยู่รอดของชุมชนในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม


ในนามของพี่เลี้ยงครู: กชพร ตุณสุวรรณ ศึกษานิเทศก์ จ.กาฬสินธุ์

หญิงวัย 57 ปี ในชุดผ้าไหมดูกระฉับกระเฉง แม้จะเป็นข้าราชการมาค่อนชีวิต แต่แววตาของเธอที่เหลืออายุราชการอีกไม่นาน กลับยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

และทั้งหมดจากบรรทัดนี้ไป คือ พลังของราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กำลังเข็นความหวังความฝันให้เข้าใกล้เป้าหมายอุดมคติทางการศึกษามากที่สุด

ตลอดการทำงานด้านการศึกษามา 35 ปี กชพร ตุณสุวรรณ เริ่มต้นจากการเป็นครูอยู่ 16 ปี ก่อนจะขยับตัวเองมาเป็นศึกษานิเทศก์ "เราเป็นครูมาก่อน สอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขยายโอกาส มีตั้งแต่อนุบาลถึง ม.3 เคยสอนทุกชั้น ยกเว้น ป.1 เริ่มสอนตั้งแต่ ป.2 แต่ส่วนใหญ่จะสอน ป.5-6 ต่อมาเป็น ม.1-3"

ครั้งนั้นเธอเล่าว่าการสอนเป็นระบบเก่า หลักสูตรการศึกษา พ.ศ. 2533 เป็นหลักสูตรที่มีสาระวิชาแค่ 5 วิชา คือ สปช.1 คณิตศาสตร์ ภาษาไทย กพอ.2 สลน.3 เวลาสอนจะไม่วุ่นวายมาก สำหรับระดับประถม เพราะเป็นวิชารวม

เธอว่าเธอเป็นครูที่อยู่กับบ้าน คือบ้านกับโรงเรียนอยู่ใกล้กัน เพราะฉะนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนว่าบ้านกับโรงเรียนไม่ได้แยกจากกัน "เราอยากมาโรงเรียนเมื่อไหร่ก็มาได้ เสาร์ อาทิตย์ก็มา เป็นเหมือนที่ทำงาน หรือเป็นบ้านอีกที่หนึ่ง เริ่มงานครูครั้งแรกบรรจุที่โรงเรียนหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ พอเราเป็นครูในพื้นที่ สอนมาหลายช่วงอายุ สามารถพูดคุยกับชาวบ้านและชุมชนได้"

จากประสบการณ์ครู เธอบอกว่าสมัยก่อนหากควบคุมเด็กให้อยู่ในกรอบได้ เด็กจะเชื่อถือ และเชื่อมั่นเรา เพราะไม่มีสื่อ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ทีวีก็ยังมีน้อย แต่ทุกวันนี้แตะเด็กไม่ได้ ตีก็ไม่ได้ เป็นยุคโซเชียลมีเดียและการตระหนักถึงสิทธิ กชพรเล่าถึงหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ว่า ช่วงที่ตนเป็นครู ไม่เคยเห็นศึกษานิเทศก์เข้าไปในห้องเรียนเลย ทั้งที่ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้พัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และช่วยเหลือครู นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของหน้าที่เรา อีกทั้งเมื่อก่อนมีหน่วยงานเดียวคือกรมวิชาการ พอมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เริ่มมีหลายสำนัก คนก็แข่งกันเก่ง แข่งกันเรียนหนังสือ แข่งกันเป็นด็อกเตอร์ ทำให้ด้านวิชาการต่าง ๆ นวัตกรรมต่าง ๆ เริ่มถูกเอาออกมาทดลอง แล้วผลักมาสู่โรงเรียน โดยผ่านศึกษานิเทศก์

"ต่างคนต่างเอามาทดลอง เพื่อทำวิทยานิพนธ์เป็นผลงานของตัวเอง ศึกษานิเทศก์เลยออกมาในรูปของการอบรมเป็นส่วนใหญ่"

แต่ด้วยอายุและประสบการณ์ กชพรรู้สึกว่าทำไมต้องวิ่งตามนโยบายที่มีเยอะเหมือนคนกินข้าวอิ่มมาก ๆ เมื่อก่อนมีพลังเยอะ ใครเอาอะไรมารับได้หมด พร้อมที่จะถ่ายทอดตลอดเวลา แต่ตอนนี้เริ่มที่จะเลือกกินอาหารดี ๆ เลือกที่เหมาะสม

"มันเกิดความคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนได้ครูต้องเปลี่ยนก่อน อะไรที่จะทำให้ครูเปลี่ยน ก็ไปเจอกับนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าตลอดชีวิตข้าราชการ ไปดูงานจะเจอที่ไม่ใช่ของจริง เราเห็นมาหมดแล้ว ผักชีโรยหน้าทั้งนั้น มีของจริงอยู่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่พอไปเห็นแล้วก็เดินเข้าห้องเรียนก่อนเลย เข้าไปดูว่าสอนยังไง เราก็ไปเจอมายแมป (Mind Map) เจอผลงานเด็ก เราเข้าไปอ่าน ที่ผ่านมาเจอผลงานเด็กที่เป็นลักษณะก็อปปี้ แต่โรงเรียนนั้นกลับไม่เหมือน เวลาเด็กพูดคุยกับครู ก็ไม่ตื่นตูม มีสมาธิดีมาก จากนั้นก็เริ่มแนะนำผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่เราดูแล เช่น โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม"

นวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่ กชพรบอกว่า ถ้าคนมององค์รวมเป็นจะรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เศรษฐกิจพอเพียงคือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning หรือ PBL) อย่างหนึ่ง ซึ่งเริ่มทำกัน 3 โรงเรียนก่อน คือโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม โรงเรียนหนองพอกวิทยายน โรงเรียนดงพยุงสงเคราะห์ “เราพาผอ.โรงเรียน กับครูวิชาการไปโรงเรียนละ 2 คน ไปดูก่อน ถ้าชอบต้องมาทั้งโรงเรียน ถ้าไม่ชอบก็จบ พอเข้าไปดูแล้วเขาชอบ เลยพาครูไปทั้งโรงเรียน เดิมทีในเครือข่ายของเรามีทั้งหมด 30 โรงเรี ยน พอกลับมาส่วนใหญ่ฮึกเหิม จิตศึกษาทำง่าย เห็นผลเร็วกับเด็ก เด็กนิ่ง มีสมาธิ มีจิตอ่อนโยนลง”

ในนามศึกษานิเทศก์ที่ต้องเสมือนเป็นพี่เลี้ยงครู กชกรบอกว่าครูทดลองทำอยู่ 30 สัปดาห์ เด็กเปลี่ยน เด็กมัธยมจากหนีเรียนไปข้างนอก ไปขี่มอเตอร์ไซค์ เขาไม่หนีเรียน เพราะกิจกรรมจิตศึกษาทำให้เด็กรักครู รักที่จะเรียน ครูรักเด็ก จากที่ครูตวาดเด็ก ตีเด็ก เขาจะไม่ตี ไม่ดุ ส่วนเด็กก็ได้สะท้อนตัวเอง โดยให้เขาบอกว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร ภูมิใจอะไร เขาจะพูดทุกวัน

"การสอนของครูแบบเดิมคือพูดคนเดียว แล้วเด็กก็มีหน้าที่ฟัง จด พอเราไปเห็นลักษณะนั้น เราเลยมีความรู้สึกว่าเหนื่อย บางทีแค่คำถามเล็ก ๆ เด็กตอบไม่ได้ เด็กต้องรอครู บางทีเราไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้อง แต่เราถามเพื่อดูไหวพริบ ทักษะการตอบ วิธีการตอบของเขา แต่ครูบอกไม่ได้ ต้องตอบให้ถูก"

กชพรพาเดินเข้าไปในหัวใจครู เธอบอกว่า "ครูมีจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าต้องสอนอะไร แต่อาจจะมีความรู้ใหม่ที่ต้องเพิ่มเติม สำคัญที่สุดคือใจ ถ้ามีใจรักที่จะทำ จุดเปลี่ยนของครูอยู่ตรงนี้ คำว่ายากก็จะไม่มี คำว่าทำไม่ได้ก็จะไม่มี"

แน่นอนว่าการเปลี่ยนเด็กเริ่มจากการเปลี่ยนครู แต่ในสายธารของการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ที่กชพรพูดมาก็เปลี่ยนตัวเธอเองไม่น้อยเช่นกัน

"มีความรู้สึกว่าอยากทำศูนย์เรียนรู้ ให้ลูกใครก็ได้ที่เขาไม่มีทรัพยากรพอที่จะส่งเสียเรียน เราจะสอนโดยจะใช้ทั้งนวัตกรรมจิตศึกษา กับ PBL" กชพรบอก คล้ายกับอยากเป็นครูเองอีกรอบ

ถามกชพรว่า คิดว่าช่วงก่อนเกษียณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหรือไม่ เธอบอกว่าสิ่งที่อยากเห็นคงไม่ได้หวังผลว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศไทย เอาแค่เฉพาะกาฬสินธุ์ที่ทำอยู่ คิดว่าจะได้เห็น มั่นใจว่าภายใน 3 ปีต้องมีอีกหลายโรงเรียนที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน

"ทำไมถึงกล้าบอกว่า 3 ปี เพราะตอนนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด เมื่อก่อนเข้าไปนิเทศก์ห้องอนุบาล ตอนบ่ายวุ่ยวายมาก เพราะเด็กจะไม่ฟัง ไม่เป็นระเบียบ เด็กวิ่งมาตะโกนโหวกเหวก คุยไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นภาษา ถามคำตอบคำ หรือพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่ปลายปี 60 หลังจากใช้นวัตกรรม ไปคุยกับเด็ก เขาคุยกับเราเหมือนผู้ใหญ่คุยเป็นเรื่องเป็นราว มีสัมมาคารวะ หรือถ้าถามว่านี่ผักอะไร เอาไปทำอะไร สีอะไร เขาจะตอบรู้เรื่องกว่าเด็กที่ไม่ผ่านกระบวนการเรียนนี้"

กชพรย้ำถึงการปฏิบัติลงมือทำจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง "พอทำแล้วได้ผล ขนาดโรงเรียนหรืออายุของครูไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่จะเอานวัตกรรมเข้าไปใช้ อยู่ที่ใจล้วน ๆ ถ้าพร้อมจะเปิดรับและกล้าสู้กล้าทำ ที่สำคัญคือการสื่อสาร

"ตอนนี้ครูเรายังเปลี่ยนไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ท้าท้ายคือจะทำยังไงให้ครูทุกคนในโรงเรียนเห็น แต่ก็มีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาอีก เช่นครูที่เราเทรนไว้แล้ว ให้ความรู้ ปรับสภาพจิตใจทุกอย่างดีหมดแล้ว แต่เขาย้าย พอได้ครูคนใหม่มาแทน เราต้องมาทำการเทรนใหม่อีก นี่คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้"

ส่วนครูที่ไม่ย้ายไปไหนก็มีไม่เห็นด้วยและไม่ลงมือทำ นี่คือโจทย์ของกชพรในนามของศึกษานิเทศก์ แต่เหมือนเธอบอกว่าทุกอย่างถ้ามีใจ ไม่มีคำว่ายาก ตรงนี้เธออาจกำลังบอกกับตัวเองอยู่ด้วยก็เป็นได้

"ถ้าจะให้เปลี่ยนได้จริง ๆ ครูต้องเห็นผลผลิตของคนที่ทำ เมื่อเขาเห็นว่าได้ผลจริง ซึ่งเราขออย่างเดียวคือว่าถ้าไม่ทำอย่าขัดขวาง ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนจะนิ่งไม่ได้ ครูก็ต้องคอยดูเด็กของตัวเอง ผอ.ต้องคอยดูครูของตัวเอง ถ้าครูเริ่มไฟมอดแล้วก็ต้องคอยเติมไฟให้"

อย่างน้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ในสายตาของกชพร อาจบรรลุเป้าไปเกินครึ่งทางแล้ว

"เด็กตั้งใจเรียน มีทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ความรับผิดชอบ อ่อนน้อมถ่อนตน และมีมารยาท" กชพรย้ำถึงสิ่งที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจในการเปลี่ยนแปลง

บางความคิดที่กำลังหมดหวังต่อราชการไทย แต่คนอย่างกชพรกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอกำลังสร้างความหวังใหม่ และส่งต่อไฟให้ครูอีกหลายคนรับไปลุกโชนเพื่อนักเรียนของพวกเขา

 


1 สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์

2 กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหางานบ้าน การเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และคอมพิวเตอร์

3 สลน. (สร้างเสริมลักษณะนิสัย) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาจริยศึกษา พระพุทธศาสนา ดนตรี-นาฏศิลป์ และศิลปะ


"อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่": รัชนี แป๊ะเซ็ง ชุมชนสระต้นโพธิ์ จ.ภูเก็ต

“อยากจะบอกกับรัฐว่า ต้องลงมาดูว่าคนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลืออะไร เขาเรียกร้องเกินไปหรือไม่ ความต้องการของพวกเขาเกินความสามารถของรัฐหรือไม่ จริง ๆ อยากได้งบมาช่วย ที่เราสามารถต่อยอดได้ เรามีมือ เรามีแรง เราก็ทำได้ ถ้ามาแบบโครงการคนละครึ่ง แป๊บเดียวก็หมด เอาเงินมาสนับสนุนเรื่องอาชีพดีกว่า”

รัชนี แป๊ะเซ็ง หนึ่งในชาวบ้านของชุมชนสระต้นโพธิ์ ในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 หลังจากที่เคยถูกขับไล่ออกจากที่ดินและบ้านที่ตนอาศัยอยู่เมื่อ 7 ปีก่อน

รัชนี พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ย้ายมาอยู่ภูเก็ตเพื่อหาโอกาสทางอาชีพ แล้วต้องย้ายออกจากที่ที่ไปตั้งรกราก จนต่อมารัชนีและชาวบ้านได้รวมตัวและเข้าร่วมเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต ร่วมกันทำกิจกรรมทางสังคม โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับพีมูฟ (เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม) และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภายใต้โครงการที่ดินคือชีวิต ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ได้เจรจาต่อรัฐเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของสมาชิกทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จนนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างชุมชนใหม่สระต้นโพธิ์

ก่อนการระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 รัชนีมีอาชีพพนักงานในสปาแห่งหนึ่งในภูเก็ต รายได้ไม่ต่ำกว่า 800-900 บาท ต่อวัน และสามารถใช้ชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวอย่างไม่ลำบากนัก หลังจากเกิดการระบาดขึ้น สปาถูกสั่งปิด ทำให้ขาดรายได้ ไม่มีแม้แต่เงินจะไปลงทุนทำอย่างอื่น เพราะเพียงจะหาซื้ออาหารการกินเพื่อประทังชีวิตแต่ละวันยังลำบากมาก และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในประชากรแฝงที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ ภูเก็ต ความช่วยเหลือถูกส่งไปใหผู้ที่มีทะเบียนบ้านในจังหวัดนี้ก่อน

โชคยังดีที่ครั้งนี้รัชนีได้รับความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนอีกครั้ง จากมูลนิธิชุมชนไทและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด รัชนีและชาวบ้านในศูนย์ชุมชนใหม่สระต้นโพธิ์ ต่างได้รับมอบถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง มีการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันปัญหาของแต่ละคน เพื่อหาข้อสรุปในการรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชนในปัจจุบันและในอนาคต

สุดท้าย รัชนีกล่าวว่า ความลำบากที่ผ่านมาสอนให้ต้องสู้ ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ต้องขอบคุณพี่น้องที่อยู่ในเครือข่ายที่คอยสนับสนุนกัน รวมถึงโครงการอียูรับมือโควิดที่ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และไม่ทอดทิ้งพวกเขา ความช่วยเหลือนี้ทำให้รัชนีและคนอื่น ๆ ในชุมสามารถยืนหยัด รับมือกับปัญหา และก้าวผ่านความลำบากได้อีกครั้ง

“การที่โครงการอียูรับมือโควิด ยื่นมือมาช่วย ทำให้จิตใจเราดีขึ้น มีแรง มีกำลังสู้ต่อไป อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่ ไม่ปล่อยเราทิ้งไว้”

"อย่างน้อยมีคนมองเห็นว่ามีเราอยู่": รัชนี แป๊ะเซ็ง ชุมชน สระต้นโพธิ์ จ.ภูเก็ต
รัชนี พร้อมชาวบ้านชุมชนสระต้นโพธิ์ / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

ชุมชน มั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด

ชุมชนมั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด

เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ชุมชนเปราะบางจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ขาดเงินที่จะซื้อหาอาหารและโภชนาการที่จำเป็นในแต่ละวัน ความมั่นคงทางอาหารเป็นคำตอบหนึ่งที่โครงการอียูรับมือโควิด นำโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี ได้ทำให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเพิ่มโภชนาการให้แก่ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย เน้นไปที่การส่งเสริมรูปแบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี ส่งเสริมให้สามารถปลูกผักไว้กินในครัวเรือนและขยายสู่ชุมชน เพื่อลดความตึงเครียดจากการระบาดของโควิด-19 และเสริมสร้างสุขภาพกายและจิตใจของกลุ่มเป้าหมายให้ดีขึ้น

ในปี 2563 มูลนิธิชีววิถีได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเพิ่มความรู้และส่งเสริมอาชีพการปลูกผัก ตั้งแต่การปรุงดินไปถึงการผลิตอาหารปรุงสำเร็จ ณ สวนชีววิถี ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เป็นการอบรมแกนนำ 9 ชุมชน จากชุมชนโพธิ์เรียง ไทยเกรียง ไทยน้อย อำนาจเจริญ ชุมพร วัดสวัสดิ์ สวนหลวง วาไทยอยุธยา และวาไทยนนทบุรี รวม 30 คน

ชุมชน มั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างความยืดหยุ่นในยุคโควิด
ภาพ: มูลนิธิชีววิถี

พรณรง ปั้นทอง ผู้รับการอบรมซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายทางภาคอีสาน จากจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าว่า ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เขาและชุมชนได้รับผลกระทบมาก ทั้งเรื่องการเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพ ทำให้รายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ไม่เป็นปัญหามากนัก คือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเครือข่ายของพรณรงเคยร่วมทำงานและได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิชีววิถีทางด้านการทำเกษตรอินทรีย์ ชุมชนจึงสามารถแก้ปัญหาจากสภาวะขาดแคลนอาหารในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

พรณรงได้ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการอบรมภายใต้โครงการอียูรับมือโควิดอีกครั้ง เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำไปพัฒนาชุมชนของเขาให้ยั่งยืน

“การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มาก ช่วยเสริมสร้างทักษะทางการเกษตรจากคนที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย จากที่เคยทำกันมาเองตั้งแต่ปู่ย่าตายาย งู ๆ ปลา ๆ ให้มีทักษะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนทุกเรื่องตั้งแต่การปลูกผัก ไปจนถึงการเก็บรักษาที่ถูกต้อง”

พรณรง ปั้นทอง แกนนำเครือข่ายภาคอีสาน / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

พรณรง กล่าวต่อว่าสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาหลังจากการอบรม คือความรู้ที่ถูกต้อง ที่ใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์แก่ครัวเรือนและชุมชนของเขาอย่างมาก จนนำไปสู่การส่งต่อความรู้ที่ได้จากการอบรมไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในเครือข่ายทางภาคอีสานของเขาในอนาคต

สุกัญญา เกิดทิม มาจากเครือข่ายพื้นที่ชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เธอเล่าว่า ก่อนจะมีการระบาดของโควิด-19 เธอมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อเกิดการระบาดขึ้นทำให้ถูกลดจำนวนเวลาทำงานลง จนกระทั่งถูกเลิกจ้างงานในที่สุด ปัญหาที่ตามมาคือ เรื่องรายได้ที่เข้ามาจุนเจือครอบครัว รวมไปถึงเรื่องปากท้อง การซื้อหาอาหาร ที่ไม่สามารถหาซื้อได้เหมือนเหมือนแต่ก่อน

หลังจากการอบรม สุกัญญาเล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น และจะนำไปต่อยอดในพื้นที่ของตน โดยเริ่มจากการทำแปลงผักในบ้านและชุมชน รวมถึงแบ่งปันและถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับเพื่อน ๆ ในชุมชนอีกด้วย

“การอบรมวันนี้ เป็นเรื่องของการปรุงดิน การปลูกผักไว้กินเอง เชื่อว่าในอนาคตผักที่ปลูกได้ สามารถเอาไปแบ่งปันให้เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนฝูงได้กินด้วย จริง ๆ ไม่ใช่แค่ผัก ความรู้ที่ได้ก็สามารถเอาไปแบ่งปันได้ด้วยเช่นกัน”

ขจร ฉูตรสูงเนิน จากชุมชนไทยเกรียง / ภาพ: สุริยะ ผ่องพันธุ์งาม / แอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

ขจร ฉูตรสูงเนิน จากเครือข่ายพื้นที่ชุมชนไทยเกรียง จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันเป็นช่างซ่อมบำรุงในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ถึงส่วนตัวเขาจะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่มากเท่ากับคนอื่นในชุมชน แต่ต้องประสบปัญหาเรื่องอาหารการกิน เพราะบางครั้ง ภรรยาไม่สามารถออกไปตลาดได้ทุกวันเหมือนเมื่อก่อน ด้วยความสนใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และเคยปลูกผักกินเองอยู่บ้างที่บ้าน จึงสนใจเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ เพราะอยากปลูกผักกินเองอย่างถูกวิธี และเป็นตัวอย่างให้กับคนในชุมชน

“ความรู้บางอย่างในการอบรมเราไม่เคยรู้มาก่อน อย่างเรื่องการปลูกพืช เราไม่เคยรู้ว่าต้องมาทำความสะอาดก่อนใด ๆ การมาอบรมครั้งนี้ถือว่าได้ความรู้เยอะ ที่สามารถใช้ได้จริง”

หลังการอบรมครั้งนี้ ขจรจะสามารถมีผักสวนครัวที่ปลูกไว้เองที่สามารถนำมาทานได้ทุกวัน และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านได้ ที่สำคัญเขาเชื่อมั่นว่าความรู้นี้จะยังสามารถช่วยให้เขารับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้และในอนาคตต่อ ๆ ไปได้


การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล - ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย


เพราะโรงเรียนเป็นของ ชุมชน : สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

เพราะโรงเรียนเป็นของชุมชน: สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

ใครคือเจ้าของโรงเรียน?

สมัย มะหา ครูชุมชนอาสา แห่งโรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อดคิดไม่ได้เมื่อทราบข่าวนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กช่วง 4 ปีก่อน ในหัวของเธอมีภาพโรงเรียนร้างลอยเข้ามาทันที เธอรู้สึกตกใจ สับสน และมีคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย

โรงเรียนในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร? เด็ก ๆ จะไปเรียนที่ไหน? ในหมู่บ้านเราจะไม่มีโรงเรียนอีกแล้วหรือ? พื้นที่แห่งนี้จะถูกปล่อยให้รกร้าง หรือจะใช้ประโยชน์อะไร? แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เหล่านี้คือคำถามของชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเล็กแห่งนี้ พื้นที่ที่ได้ให้ความรู้แก่คนในชุมชนมาหลายต่อหลายรุ่นจะต้องหายไปหรือ? ณ เวลานั้น สมัยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจคือ การอยู่เฉย ๆ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเป็นแน่

เมื่อสมาคมไทบ้าน องค์กรพัฒนาสังคมในจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2560 สมัยได้เข้าร่วมการประชุมของสมาคมฯ ในฐานะสมาชิกชุมชน และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการรักษาโรงเรียนไว้ไม่ให้ถูกยุบควบรวม จึงเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เพียงพอเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นครูอาสา บทบาทหน้าที่ใหม่นี้เปิดโอกาสให้เธอแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ เสนอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับครูในโรงเรียน ทั้งที่บุคลิกเดิมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

จากหญิงชาวนา สู่ครูอาสาของชุมชน

การได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมบ่อย ๆ ทำให้ครูสมัยเห็นศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาทักษะเดิม และนำไปสู่การแสดงความสามารถด้านการสอนผ่านความรู้ภูมิปัญญา ผสานเข้ากับนวัตกรรมจิตศึกษา หรือกระบวนการที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ)

สำหรับครูสมัย จิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้เด็ก ๆ ก่อนพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการ หรือทักษะชีวิต อาทิ การทอเสื่อกก การปลูกผักและข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงปลา การทำอาหารท้องถิ่น และการประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ เธอพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นี้ ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากผู้เรียน เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบทางความคิด หรือแม้แต่กรอบกายภาพของโรงเรียนเล็ก ปูพื้นฐานประสบการณ์ เติมทักษะชีวิต ให้นักเรียนเอาตัวรอดได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นครูชุมชนอาสา ความกล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมเพื่อช่วยสร้างสรรค์ให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาของผู้หญิงชาวนาคนหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง ในการรักษามรดกของชุมชนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กิจกรรมจิตศึกษาสร้างสมาธิ และพลังสงบ

แรงผลักดันของครูสมัย ครูอาสาชุมชน อีก 12 คน และครูประจำ 2 คน ทำให้โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีฐานเรียนรู้ในโรงเรียนมากขึ้น ต่อมาถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูในระบบ ครูอาสา และนักเรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคนในชุมชนที่ให้ความสนใจ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีการปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นการต่อยอดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต

"คำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน
เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วม
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานของชุมชน"

จากการถ่ายทอดประสบการณ์ ครูสมัยเล่าว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ "การวางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งมั่นลงมือทำให้ถึงที่สุด จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนคือใจยังอยากให้โรงเรียนคงอยู่กับชุมชนตลอดไป เพราะคำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานในชุมชน" สำหรับชุมชนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง การรักษาโรงเรียนที่เป็นมรดกร่วมของพวกเขา ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สามารถทำได้จริง ด้วยหลัก "ปลูกคนดี ให้มีปัญญา ทำมาหากินเป็น" สร้างครูอาสาให้เข้ามาจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

วันนี้ โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีนักเรียน 26 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้มแข็งในเครือข่ายของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จ และขับเคลื่อนร่วมกันต่อในโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาโรงเรียนในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก ให้คงดำรงอยู่ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง


ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบโควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา

“หนึ่งในเคสที่หนักที่สุดคือ ผู้ชายคนหนึ่งทักมาทางเฟซบุ๊ก เล่าให้ฟังว่าตกงานเพราะโควิด ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เขาอยากฆ่าตัวตาย เราเลยบอกเขาว่า ไม่ว่าใครก็เกิดมาโดยไม่มีอะไรติดตัว ทรัพย์สินในชีวิตที่หามาได้นั้นคือกำไร ถ้าเขามีชีวิตอยู่ต่อ เขาจะหาของพวกนั้นมาได้อีกครั้ง คำแนะนำของเราพอจะเป็นกำลังใจให้เขา ทำให้เขาเข้าใจหลักการของชีวิต จากคนคนหนึ่งที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เขาตัดสินใจลุกขึ้นสู้ และผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัครบรรเทาพิษโควิดเหมือนกับเรา”

ขวัญใจ เงินทาบ หรือก้อย ย้ายมาจากจังหวัดสุรินทร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในหัวหิน ที่ผ่านมา เธอประกอบอาชีพเป็นตัวแทนกลุ่มแท็กซี่รับจ้างรับส่งนักท่องเที่ยวโดย และเปิดร้านอาหารในอพาร์ทเมนต์ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่

หลังเกิดการระบาดโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวในหัวหินลดลงอย่างมาก จึงทำให้เธอมีรายได้จุนเจือตนเองและครอบครัวน้อยลง ถึงอย่างนั้น เมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เธอได้พบผู้คนที่ขาดรายได้เช่นเดียวกับเธอ บางคนไม่สามารถแม้แต่จะมีอาหารเพื่อประทังชีวิตได้ เธอจึงเริ่มทำถุงยังชีพขนาดเล็กเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในระแวกบ้าน และประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊กของตนเอง

วันหนึ่ง กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในหัวหินได้แวะไปที่บ้านเพื่อชื่นชมและให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อแจกถุงยังชีพต่อไป พวกเขาแนะนำเธอให้รู้จักกับมูลนิธิแสง ที่ทำเรื่องการบริจาคให้กับคนยากไร้ เธอจึงสนใจและตัดสินมาร่วมงานกับมูลนิธิฯ และกลายเป็นกำลังหลักเพื่อช่วยประสานงานกับคนในพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมของมูลนิธิฯ จนถึงทุกวันนี้

ในอนาคต แม้วิกฤติของโรคระบาดจะหมดไป คุณขวัญใจยังเต็มใจที่จะทำงานอาสาสมัครนี้ต่อไป เพราะเธอเชื่อในคนไทย “ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่พี่น้อง แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน จึงควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid
ขวัญใจ เงินทาบ: หญิงผู้สู้ผลกระทบ โควิด ผันตัวเองเป็นอาสาสมัครเพื่อเพื่อนร่วมชะตา
Photo: Suriya Phongphunngam/ActionAid

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการอียูรับมือโควิดและกิจกรรมอาสาสมัครได้ทางเฟซบุ๊ก facebook.com/EUCovid19TH


สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: คุยกับครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน โรงเรียนสอนคิด เครื่องมือสอนคิด

สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: โรงเรียนเล็กของครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์

นางสาวบุณฑริก ซื่อสัตย์ หรือครูบัว บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก ที่โรงเรียนบ้านซิวาเดอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยสอนเด็กชาวกะเหรี่ยงในเขตทุระกันดารเป็นเวลากว่า 4 ปี ก่อนทำเรื่องขอโอนย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่าน

ปัจจุบันครูบัวสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ต.ยาบหัวนา อ.เวียงสา จ.น่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 เป็นครูประจำชั้น ป. 6 ต้องสอนทุกรายวิชา เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมด 57 คน

สิ่งที่หล่อหลอมให้ครูบัวเป็นตัวเองในทุกวันนี้นั้นย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากพื้นฐานทางความครัวค่อนข้างยากจน ครูบัวได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนด้านทุนการศึกษามาโดยตลอด แม้จะลำบากเรื่องเงิน แต่ครอบครัวก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา ในสมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องเลือกว่าจะเรียนต่อสายอาชีพหรือสายอุดมศึกษา ครูบัวก็มีความตั้งใจทำตามความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นครู กู้เงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สอบชิงทุนต่าง ๆ และได้รับโอกาส เมื่อเรียนจบชั้น ม.6 จึงเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาประถมศึกษา

เหตุผลที่อยากเป็นครูประถมนั้นเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยประถมของตัวเอง ด้วยความที่ต้องเรียนกับครูที่ดุมากที่มักตีนักเรียน เลยทำให้ไม่ชอบวิชาของครูจนแกล้งปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง พอไม่เข้าเรียนก็ส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง จึงทำให้อยากมาเป็นครูประถม เพื่อที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่รักในตัวครูและวิชาที่เรียน เพราะช่วงวัยประถมนั้นเป็นช่วงที่สำคัญมากในการสร้างพื้นฐานความรู้ เด็กต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับการเรียนในระดับมัธยม

Ban Hak Han School students. Photo: Patchgorn Pattawipas/ActionAid

ก่อนจะได้มารู้จักกับเครื่องมือสอนคิด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนบ้านฮากฮานใช้สอนในปัจจุบัน ครูบัวก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งคำถามและพยายามมองภาพความเป็นครูในตัวเอง ว่าการที่เราเป็นครูผู้สอนนั้น หากจะมีเครื่องมือใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนคิดได้ คิดเป็น สามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะกระบวนการคิดสำหรับผู้เรียนนั้นสำคัญ “มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้” ครูบัวกล่าว

“มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง
แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับมิติด้านการจัดการห้องเรียนครูบัวมองว่า “การจัดการชั้นเรียนผ่านการสร้างวินัยเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ครูต้องเป็นผู้ให้ความเข้าใจ ให้แนวทาง ให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ไม่มีการลงโทษหรือใช้พฤติกรรมที่รุนแรงกับผู้เรียน ห้องเรียนที่เด็กสามารถได้แสดงความคิดเห็น ครูรับฟังและเข้าใจกันและกัน ไม่มีความตึงเครียด ยิ้มและหัวเราะได้ ห้องเรียนนั้นจะเป็นห้องเรียนที่น่าเรียน ถึงแม้ห้องจะแคบ ไม่มีสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีแค่โต๊ะไม้เก่า ๆ พัดลมแก่ ๆ แต่ครูและนักเรียนเรารักและเข้าใจกัน ทุกคนมีความสุข ครูอยากสอนนักเรียนก็อยากเรียน โดยส่วนตัวดิฉันมองว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นจำเป็น แต่ไม่มากไปกว่ากระบวนการและการปฏิบัติที่ครูมีต่อลูกศิษย์ ซึ่งถึงแม้โรงเรียนบ้านฮากฮานจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรครบครัน แต่โรงเรียนของเราจะข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาทางกายภาพไปได้"

แม้ภาพที่ครูบัวมองว่าโรงเรียนในฝันจะไม่ต่างไปจากภาพของสังคมที่คาดหวังจากโรงเรียน ว่าจะต้องมีห้องเรียนที่เหมาะสมพอเพียง ตัวอาคารเรียนแข็งแรงมั่นคง สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีสนามเด็กเล่น มีแหล่งเรียนรู้ มีห้องสมุดที่น่าเข้าไปหาความรู้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่บนชุมชนภูเขาอย่างบ้านฮากฮาน ไม่มีทุกอย่างครบตามที่เคยมองภาพโรงเรียนในฝัน เพราะในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กยังถูกจำกัดอยู่ด้วยนโยบายการบริหารจัดการตามกรอบงบประมาณที่ส่วนกลางกำหนด

อาชีพครูในโรงเรียนของรัฐก็คือข้าราชการที่ส่วนหนึ่งคือต้องปฏิบัติตามสายงานบังคับบัญชา ในฐานะครูคนหนึ่ง ครูบัวได้สะท้อนมุมมองด้านระบบการศึกษาว่า “ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายก็เปลี่ยน ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง คนเป็นครูต้องติดตามข่าวสารและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงระบบจะเปลี่ยนไปแค่ไหนผู้เป็นครูก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนด้วยการศึกษา ครูควรทำตัวเป็นไม้ไผ่ลู่ไปตามลมและสถานการณ์ ไม่ยึดติดแบบต้นไม้ใหญ่ เพราะเมื่อเจอปัญหาหรือพายุใหญ่ ลำต้นที่ใหญ่และแข็งแรงนั้นจะหักโค่นล้มได้ง่าย”

"ระบบการศึกษาควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก
การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็ก
ก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน"

โรงเรียนบ้านฮากฮานหันมาใช้นวัตกรรมเครื่องมือสอนคิด หลังจากที่ได้ไปอบรมที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย "ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้ความรู้และเรียนรู้จากสถานที่จริง สร้างแรงบันดาลใจในการใช้นวัตกรรมการสอนคิด ต้องขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ หลังจากอบรมเสร็จก็เกิดความร้อนวิชา ได้กลับมาทดลองใช้และเกิดผลดีกับผู้เรียน จึงนำมาใช้จัดการกับการเรียนการสอนเรื่อยมา รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ”

“การนำเครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือ มาใช้ในการเรียนการสอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่เปลี่ยนคือตัวครูเอง ต้องแสวงหาความรู้ ไม่อาศัยตำราในการสอน ใช้สื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่สอนแบบเลข คัด เลิกเหมือนสมัยก่อน โดยส่วนตัวมองว่าเกิดผลเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้เรียนอย่างชัดเจน คือเด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กล้าโต้ตอบ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อครูได้ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการจัดการกับความคิดได้ดีขึ้น สามารถพูดสื่อสารและฟังอย่างตั้งใจ เมื่อต้องการให้แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งใดก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผล ความเหมือนและแตกต่าง คิดสรุปรวบรวมข้อมูล ตัดสินใจแก้ปัญหาได้”

Cause and Effect, Compare and Contrast, and Mind Mapping are some of the Thinking Tools used at this school. Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

ครูบัวคิดว่าระบบการศึกษาไทย “ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็กก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน สิ่งที่เป็นอยู่คือระบบการศึกษาที่พรากครูออกจากนักเรียน พรากความเป็นคน สร้างความเป็นหุ่นยนต์ให้กับเยาวชน”

ครูบัวคือตัวอย่างหนึ่งของครูบนพื้นที่สูงที่ใช้เครื่องมือสอนคิด และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ครบครันเสมอไป เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกสภาวะ แม้แต่พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนที่สูงอย่างโรงเรียนบ้านฮากฮาน ตอนนี้ ครูบัวยังคงเดินหน้าในการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนผ่านนวัตกรรมที่ไม่เพียงสอนความคิด แต่สอนความเป็นคนให้เด็ก ๆ ด้วย เธอเป็นอีกกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นในจังหวัดน่าน และอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศ


โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


เพชรในตม: ความฝันของอุ้มและมะเฟือง

โรงเรียนบ้านน้ำลัด เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 61 คน ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนจึงไม่ต่างจากคนในครอบครัว เห็นได้ชัดจากพี่ใหญ่ชั้นป.6 ที่ช่วยทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตั้งแต่เรื่องระเบียบเวลาดื่มนมโรงเรียน ไปจนถึงจริยธรรม สำหรับอุ้มและมะเฟือง สองเพื่อนสนิทชั้นป.6 นี่เป็นสิ่งที่พวกเธอเต็มใจทำ เพราะได้ฝึกตนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนและความฝันที่ได้ค้นพบ มะเฟืองอยากเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้คน เธอมีลูกพี่ลูกน้องเป็นต้นแบบ ส่วนอุ้มอยากเป็นครูประถมวัย “หนูอยากสอนศิลปะ อยู่กับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ” อุ้มเสริม “อยากได้ทุนโครงการเพชรในตม (โครงการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบสามารถบรรจุเป็นครูได้เลย) พ่อแม่ก็จะสบายด้วย มีสวัสดิการ เป็นไปตามความฝันของเรา”

 

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

แม้ผู้เรียนจะยังมีอายุเพียงสิบปีต้นๆ การทำให้พวกเขามีคำตอบสำหรับคำถามเก่าแก่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นไม่ยาก หากมีกระบวนการเรียนการสอนที่เข้าใจผู้เรียน จริงอยู่ที่ความฝันคนเราอาจเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนคิดมอบให้เด็กๆ คือ ความเชื่อมั่นในความคิดของตน และเครื่องมือที่สามารถช่วยแปรงความฝันนั้นๆ เป็นแผนรูปธรรม

“ตั้งแต่เป็นโรงเรียนสอนคิด รู้สึกว่าคุณครูสนใจฟังเรามากขึ้น ให้นักเรียนคิดมากขึ้นและแสดงสิ่งที่คิดออกมา เครื่องมือก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแต่ละวิชาได้” อุ้มเล่า "เรารู้จักเปรียบเทียบ แยกแยะ อันไหนคือสิ่งที่ดี อันไหนไม่ดี เวลาตัดสินใจอะไร Six Thinking Hats ก็ช่วยได้ ทำให้คิดได้เร็วกว่าเดิม" เครื่องมือที่ว่าคือหมวกหกใบช่วยให้ผู้ “สวม” ตัดสินใจโดยพิจารณาหลายมุมมอง และเปลี่ยนความคิดหรือวิธีได้ง่ายขึ้น เพราะหมวกแต่ละใบมีสีและความหมายแตกต่างกัน เช่น หมวกสีขาว ใช้ค้นหาข้อเท็จจริงและตัวเลข หมวกสีแดงแสดงถึงความรู้สึก เป็นต้น

“ใช้มายด์แมป (แผนภาพความคิด) ทำสรุปอ่านสอบ ONET ก็ดี” มะเฟืองเสริม “เราได้ออกแบบเอง ทำแล้วไม่เบื่อ ใช้แก้ปัญหานอกห้องเรียนได้ ถ้าเจอปัญหาเป็นแบบนี้ๆ แล้วเราจะมีวิธีแก้ยังไง ทำได้หมดเลย"

 


 

นอกจากอุ้มและมะเฟือง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในโรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน โทร. 02 279 6601 ถึง 2 ต่อ 113