โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


เพชรในตม: ความฝันของอุ้มและมะเฟือง

โรงเรียนบ้านน้ำลัด เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 61 คน ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนจึงไม่ต่างจากคนในครอบครัว เห็นได้ชัดจากพี่ใหญ่ชั้นป.6 ที่ช่วยทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตั้งแต่เรื่องระเบียบเวลาดื่มนมโรงเรียน ไปจนถึงจริยธรรม สำหรับอุ้มและมะเฟือง สองเพื่อนสนิทชั้นป.6 นี่เป็นสิ่งที่พวกเธอเต็มใจทำ เพราะได้ฝึกตนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนและความฝันที่ได้ค้นพบ มะเฟืองอยากเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้คน เธอมีลูกพี่ลูกน้องเป็นต้นแบบ ส่วนอุ้มอยากเป็นครูประถมวัย “หนูอยากสอนศิลปะ อยู่กับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ” อุ้มเสริม “อยากได้ทุนโครงการเพชรในตม (โครงการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบสามารถบรรจุเป็นครูได้เลย) พ่อแม่ก็จะสบายด้วย มีสวัสดิการ เป็นไปตามความฝันของเรา”

 

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

แม้ผู้เรียนจะยังมีอายุเพียงสิบปีต้นๆ การทำให้พวกเขามีคำตอบสำหรับคำถามเก่าแก่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นไม่ยาก หากมีกระบวนการเรียนการสอนที่เข้าใจผู้เรียน จริงอยู่ที่ความฝันคนเราอาจเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนคิดมอบให้เด็กๆ คือ ความเชื่อมั่นในความคิดของตน และเครื่องมือที่สามารถช่วยแปรงความฝันนั้นๆ เป็นแผนรูปธรรม

“ตั้งแต่เป็นโรงเรียนสอนคิด รู้สึกว่าคุณครูสนใจฟังเรามากขึ้น ให้นักเรียนคิดมากขึ้นและแสดงสิ่งที่คิดออกมา เครื่องมือก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแต่ละวิชาได้” อุ้มเล่า "เรารู้จักเปรียบเทียบ แยกแยะ อันไหนคือสิ่งที่ดี อันไหนไม่ดี เวลาตัดสินใจอะไร Six Thinking Hats ก็ช่วยได้ ทำให้คิดได้เร็วกว่าเดิม" เครื่องมือที่ว่าคือหมวกหกใบช่วยให้ผู้ “สวม” ตัดสินใจโดยพิจารณาหลายมุมมอง และเปลี่ยนความคิดหรือวิธีได้ง่ายขึ้น เพราะหมวกแต่ละใบมีสีและความหมายแตกต่างกัน เช่น หมวกสีขาว ใช้ค้นหาข้อเท็จจริงและตัวเลข หมวกสีแดงแสดงถึงความรู้สึก เป็นต้น

“ใช้มายด์แมป (แผนภาพความคิด) ทำสรุปอ่านสอบ ONET ก็ดี” มะเฟืองเสริม “เราได้ออกแบบเอง ทำแล้วไม่เบื่อ ใช้แก้ปัญหานอกห้องเรียนได้ ถ้าเจอปัญหาเป็นแบบนี้ๆ แล้วเราจะมีวิธีแก้ยังไง ทำได้หมดเลย"

 


 

นอกจากอุ้มและมะเฟือง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในโรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน โทร. 02 279 6601 ถึง 2 ต่อ 113


“หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด": เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของน้องเตย เด็กหญิงชั้น ป.4 จากกาฬสินธุ์

อาคารเรียนไม้ 2 ชั้นนั้นเคลือบด้วยสีฟ้าซีด บ่งบอกอายุอานามผ่านแดดผ่านฝนหลายฤดูกาล แต่ในห้องเรียนกลับสดใสไปด้วยความตื่นรู้ เด็กนักเรียนชายหญิงเพียงสิบกว่าคนที่รวมทั้ง ป.3 และ ป.4 เรียนรวมกันเพราะมีครูเพียงคนเดียว

นี่เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีใครอยากให้เป็นของโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

น้องเตย หรือ ด.ญ.จิตราภรณ์ จุลทะกอง ชั้น ป.4 กำลังร่วมกิจกรรมบอดี้สแกนกับเพื่อนๆ โดยมีครูปุ๊ก ครูประจำชั้นของพวกเธอนำการบอดี้สแกนให้เด็กๆ บอดี้สแกนเป็นวิธีการหนึ่งในจิตศึกษาที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมที่นำมาใช้เพื่อในวิธีการสอน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อก่อนไม่มี เด็กๆ นอนบนพื้นไม้ล้อมวงกันเป็นรูปวงกลม บางคนนอนตะแคง บางคนนอนท่าอาสนะ บางคนนอนเอามือทาบอก ไม่มีใครผิด เพราะทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจฟังครูปุ๊กเล่านิทานให้ฟัง เตยเองก็นอนหลับตาพริ้มเหมือนเพื่อนๆคนอื่น เธอเล่าว่า “พวกเราจะนอนกันประมาณ 10-15 นาที แต่ไม่หลับ แค่หลับตาเฉยๆ เพื่อฟังครูเล่านิทานให้ฟัง แล้วเรามีหน้าที่คิดเรื่องตาม พอนิทานจบ ครูจะถามทีละคนว่าคิดยังไง เราต้องมีเรื่องที่คิดไว้ของตัวเองเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อน”

พอกิจกรรมบอดี้สแกนเสร็จ ราวๆ บ่ายสองโมงครึ่ง เด็กๆชั้น ป.3-ป.4 จะลงมาเล่ากีฬาที่สนาม เตยชอบเล่นวอลเลย์บอล เธอเป็นมือเสิร์ฟของทีม เตยเป็นเด็กผู้หญิงค่อนข้างตัวเล็ก แต่เธอก็คล่องแคล่วกว่าเพื่อนตัวใหญ่หลายคน แดดบ่ายในเดือนมกราคมไม่ร้อนเกินไป เงาของเด็กๆ ทอดยาวลงบนพื้นสมส่วนกับร่างกายพวกเขา และนั่นก็กลายเป็นอีกกิจกรรมจินตนาการนอกรอบที่พวกเขาเล่นกันสนุกสนาน คือ ไล่เหยียบเงาเพื่อน

Photo: ActionAid

เตยเกิดที่กรุงเทพฯ เพราะครอบครัวเธอทำงานที่นั่น ทำให้ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ในเมืองใหญ่ก่อนจะย้ายกลับมาบ้านปู่บ้านย่าที่ครอบครัวยึดอาชีพทำนาใน อ.กมลาไสย และเข้าเรียนต่อชั้นอนุบาล 2 ที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม เธอเป็นลูกคนกลาง พี่ของเธอเรียนชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ส่วนน้องเรียนอยู่ชั้น ป.1 ที่บึงสว่างเหมือนกัน

กิจกรรมนิทานสอนใจที่ครูของเตยเล่าให้ฟังแต่ละวัน จะตามมาด้วยอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเตย คือการจินตนาการเป็นงานศิลปะลงบนแผ่นกระดาษขนาดเอสี่ แต่ทำไมเด็กหญิงผู้ชอบวาดรูป ชอบฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ เวลาไปแข่งวิชาศิลปะกับโรงเรียนอื่น เธอว่าได้ที่ 2 ในขณะที่กับการสอบในโรงเรียน เตยสอบได้ที่ 1 มาตั้งแต่ ป.2

ใช่ว่าใครก็ตามจะเป็นเด็กเรียนเก่งเลยโดยธรรมชาติ ถ้าไม่ผ่านการขัดเกลา ไม่ผ่านการฝึกฝน เส้นทางการเรียนรู้ของเตยก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่จะสอบได้ที่ 1 ติดต่อกันมา 3 ปี ตั้งแต่ ป.2-ป.4 เธอก็เคยเรียนไม่เก่งมาก่อน และไม่ใช่แค่เรื่องเรียนไม่เก่งอย่างเดียว จนกระทั่งจิตศึกษาพาเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ครูประจำชั้นของเธอเล่าก่อนที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมจะเอานวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่มาใช้ เด็กๆที่นี่ส่วนมากไม่ชอบเรียนหนังสือ “ไม่ชอบเรียนเพราะเขารู้ว่ามันยาก เขาเขียนไม่ได้ สะกดไม่ถูก พอมีการเรียนจิตศึกษา ถ้าบอกให้พวกเขาทำงาน แม้ว่าเขาจะคุยเล่นกันไปด้วย แต่ทุกคนจะตั้งใจทำงานของตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือจะเดินวนทั่วห้อง เล่น กวนเพื่อน จะไม่มีสมาธิทำงานของตัวเอง”

ครูปุ๊กบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ เด็กๆ นิ่งขึ้นมาก มีสมาธิดี แต่ละสัปดาห์ เราจะนั่งล้อมวงกัน ยกตัวอย่างวันจันทร์ เป็นการเรียนเชื่อมโยงสาระหลัก เพื่อทบทวนกันว่าสัปดาห์ที่แล้วเราได้เรียนรู้เรื่องอะไรไปบ้าง และแต่ละคนได้อะไรบ้างจากกิจกรรมที่ทำกัน ส่วนวันอังคาร จะทำกิจกรรมเชื่อมโยงธรรมชาติ ครูจะให้นักเรียนไปหาอะไรก็ได้ที่อยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่โรงเรียน เช่น ใบไม้ก็ได้ “แต่ละคนจะเลือกใบไม้มาไม่เหมือนกัน ครูจะให้พวกเขาจินตนาการต่อว่าสามารถประยุกต์ใบไม้เป็นอะไรได้บ้าง ด้วยการวาดเขียนแต่งแต้มลงไป บางคนก็ใส่หูให้ใบไม้ บางคนก็ต่อเป็นรถ” พอวันพุธเด็กจะได้ร้องเพลง มีครูเล่นดนตรีไปด้วย

Photo: ActionAid

นวัตกรรมการเรียนการสอนเริ่มที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมได้เพียง 1 ปี หรือ 2 ภาคการศึกษา ซึ่งสำหรับเตย ครูของเธอเล่าว่า เมื่อก่อนเตยเป็นเด็กค่อนข้างมีปัญหา ช่วงที่เธออยู่ ป.3 ชอบแย่งของของเพื่อน ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เด็กอธิบายกับครูว่าที่ทำลงไปนั้นรู้ตัว แต่ว่าหยุดตัวเองไม่ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนไม่ค่อยอยากมาโรงเรียน จะชอบไปแอบที่โอ่งน้ำ พอขึ้น ป.4 ได้เรียนจิตศึกษา พฤติกรรมที่ว่ามาไม่เป็นอีกเลย แถมยังสอบได้ที่ 1 อีกด้วย

ครูปุ๊กเล่าย้อนไปที่กิจกรรมบอดี้สแกนว่า ถ้าดูเผินๆ อาจเหมือนการนอนกลางวันทั่วไป แต่จริงๆแล้วเป็นการนอนทบทวนความคิดจิตใจตัวเอง ใคร่ครวญว่าตัวเราเป็นอย่างไร ตั้งแต่หัวจรดเท้า “แรกๆ ก็มีเด็กหลับบ้าง แต่เราอธิบายพวกเขาว่า ให้ระลึกอยู่เสมอว่าตัวเราเกิดมาอยู่บนโลกนี้มีเวลาเหลืออยู่กี่วัน มีเวลาไม่มาก วันนี้เราทำดีอะไรบ้าง ทำดีหรือยัง ระหว่างทำดีกับทำไม่ดีทำอะไรเยอะกว่ากัน ระหว่างที่เด็กนอน เราก็อธิบายไปแบบนี้ คนที่เคยซนๆ มาตั้งแต่เช้า เขาจะสำนึกผิดโดยอัตโนมัติ พอช่วงบ่ายเขาจะตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ต่อว่าเขา เราให้กำลังใจว่าคนเราถ้ารู้ตัวก็ปรับเปลี่ยนได้”

เด็กทุกคนมีความฝัน แม้ผ่านช่วงวัยเด็กไป หลายคนก็หวนระลึกถึงความฝันตัวเอง หรืออาจจะฝันใหม่ มองไปข้างหน้า เตยบอกว่าเธอฝันโตขึ้นอยากเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และจะสอนด้วยการใช้ศิลปะ เพราะเธอชอบวาดรูป “ไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะยังอ่านไม่ออก ยังพูดไม่เป็น แต่ตอนนี้หนูท่องสูตรคูณได้ถึงสูตรที่ 12 แล้ว ถ้าวันที่เป็นครูแล้ว ก็อยากสอนชั้น ป.3 หรือ ป.4”

แต่ให้สอนตอนนี้เลยสอนได้ไหม เตยตอบด้วยรอยยิ้มว่า สอนไม่ได้ เพราะยังไม่โตพอ ยังคิดไม่ได้พอ “ต้องท่องสูตรคูณให้ได้เยอะกว่านี้ก่อน”

ในวัยแห่งการเรียนรู้ เตยบอกว่า การเรียนจิตศึกษาทำให้เธอเรียนเก่งขึ้น แต่ก่อนนั้นยังไม่ค่อยรู้อะไร พอเรียนจิตศึกษาทำให้เธอได้คิดเยอะขึ้น และทำให้ชอบเขียนไดอารี่ด้วย เธอเขียนบันทึกทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขียนมาได้ 4 หน้าแล้ว ส่วนในวันธรรมดาหลังเลิกเรียน เธอจะกลับไปบ้านแล้วโพสต์เฟซบุ๊คบอกคิดถึงเพื่อนๆ

ถ้าไม่ได้เรียนจิตศึกษาจะเป็นอย่างไร เตยคิด ทอดสายตาออกไปยังที่โล่ง ก่อนจะตอบว่า ก็คงไม่มีสมอง เพราะสำหรับเธอ “สมองมีไว้คิด มีไว้สั่งให้แขนขา ร่างกายขยับได้”

ถ้าไม่มีสมองจะเป็นอย่างไร เตยเงียบนิ่งกับคำถามอยู่ราว 3 วินาที ก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ก็ตาย หรือโง่ ร่างกายก็ขยับไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก คุยกับเพื่อนไม่ได้” เตยบอก “หนูชอบมีสมองมากกว่า หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด”

Photo: ActionAid

หลังโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม มีแปลงผักคะน้า และผักกาดที่เด็กๆ และครูร่วมกันปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เย็นนี้พวกเขาตกลงร่วมกันว่าจะตัดผักส่วนหนึ่งไปขายให้ชาวบ้าน เพื่อให้โรงเรียนมีรายได้ และชาวบ้านได้กินผักปลอดสารพิษ

เตยกับเพื่อนๆ ลากสายยางมารดน้ำผัก แสงแดดอ่อนๆ ต้องกับละอองน้ำ เปล่งสะท้อนแสงระยิบระยับ ผักกำลังโตงามได้เวลาตัดไปทำอาหาร เตยรับมีดสั้นจากเพื่อน ก่อนจะลงมือตัดโคนต้นคะน้าอย่างแคล่วคล่อง

นึกทวนถึงคำพูดของเด็กวัย ป.4 ว่า สมองมีไว้คิด ชอบตัวเองที่มีความคิด ส่วนคนที่พูดคำนี้กำลังลงแรงเก็บผักไปขายสร้างรายได้ให้โรงเรียน

ใคร่ครวญดูอีกที ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แสงแดดบนละอองน้ำเท่านั้นที่กำลังเปล่งประกาย


นอกจากเตย ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในพื้นที่ห่างไกลวันนี้