สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: คุยกับครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน โรงเรียนสอนคิด เครื่องมือสอนคิด

สอนคิด คำนึงถึงความแตกต่าง: โรงเรียนเล็กของครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์

นางสาวบุณฑริก ซื่อสัตย์ หรือครูบัว บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก ที่โรงเรียนบ้านซิวาเดอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยสอนเด็กชาวกะเหรี่ยงในเขตทุระกันดารเป็นเวลากว่า 4 ปี ก่อนทำเรื่องขอโอนย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่าน

ปัจจุบันครูบัวสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ต.ยาบหัวนา อ.เวียงสา จ.น่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 เป็นครูประจำชั้น ป. 6 ต้องสอนทุกรายวิชา เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมด 57 คน

สิ่งที่หล่อหลอมให้ครูบัวเป็นตัวเองในทุกวันนี้นั้นย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เนื่องจากพื้นฐานทางความครัวค่อนข้างยากจน ครูบัวได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนด้านทุนการศึกษามาโดยตลอด แม้จะลำบากเรื่องเงิน แต่ครอบครัวก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา ในสมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะต้องเลือกว่าจะเรียนต่อสายอาชีพหรือสายอุดมศึกษา ครูบัวก็มีความตั้งใจทำตามความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นครู กู้เงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สอบชิงทุนต่าง ๆ และได้รับโอกาส เมื่อเรียนจบชั้น ม.6 จึงเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาประถมศึกษา

เหตุผลที่อยากเป็นครูประถมนั้นเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยประถมของตัวเอง ด้วยความที่ต้องเรียนกับครูที่ดุมากที่มักตีนักเรียน เลยทำให้ไม่ชอบวิชาของครูจนแกล้งปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง พอไม่เข้าเรียนก็ส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง จึงทำให้อยากมาเป็นครูประถม เพื่อที่จะทำให้เด็กรุ่นใหม่รักในตัวครูและวิชาที่เรียน เพราะช่วงวัยประถมนั้นเป็นช่วงที่สำคัญมากในการสร้างพื้นฐานความรู้ เด็กต้องมีพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับการเรียนในระดับมัธยม

Ban Hak Han School students. Photo: Patchgorn Pattawipas/ActionAid

ก่อนจะได้มารู้จักกับเครื่องมือสอนคิด ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนบ้านฮากฮานใช้สอนในปัจจุบัน ครูบัวก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งคำถามและพยายามมองภาพความเป็นครูในตัวเอง ว่าการที่เราเป็นครูผู้สอนนั้น หากจะมีเครื่องมือใดบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนคิดได้ คิดเป็น สามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะกระบวนการคิดสำหรับผู้เรียนนั้นสำคัญ “มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้” ครูบัวกล่าว

“มันคงไร้ประโยชน์ ถ้าผู้เป็นครูให้เด็กท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง
แต่ยังไม่สามารถช่วยให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับมิติด้านการจัดการห้องเรียนครูบัวมองว่า “การจัดการชั้นเรียนผ่านการสร้างวินัยเชิงบวกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ครูต้องเป็นผู้ให้ความเข้าใจ ให้แนวทาง ให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ไม่มีการลงโทษหรือใช้พฤติกรรมที่รุนแรงกับผู้เรียน ห้องเรียนที่เด็กสามารถได้แสดงความคิดเห็น ครูรับฟังและเข้าใจกันและกัน ไม่มีความตึงเครียด ยิ้มและหัวเราะได้ ห้องเรียนนั้นจะเป็นห้องเรียนที่น่าเรียน ถึงแม้ห้องจะแคบ ไม่มีสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีแค่โต๊ะไม้เก่า ๆ พัดลมแก่ ๆ แต่ครูและนักเรียนเรารักและเข้าใจกัน ทุกคนมีความสุข ครูอยากสอนนักเรียนก็อยากเรียน โดยส่วนตัวดิฉันมองว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นจำเป็น แต่ไม่มากไปกว่ากระบวนการและการปฏิบัติที่ครูมีต่อลูกศิษย์ ซึ่งถึงแม้โรงเรียนบ้านฮากฮานจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีทรัพยากรครบครัน แต่โรงเรียนของเราจะข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาทางกายภาพไปได้"

แม้ภาพที่ครูบัวมองว่าโรงเรียนในฝันจะไม่ต่างไปจากภาพของสังคมที่คาดหวังจากโรงเรียน ว่าจะต้องมีห้องเรียนที่เหมาะสมพอเพียง ตัวอาคารเรียนแข็งแรงมั่นคง สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีสนามเด็กเล่น มีแหล่งเรียนรู้ มีห้องสมุดที่น่าเข้าไปหาความรู้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่บนชุมชนภูเขาอย่างบ้านฮากฮาน ไม่มีทุกอย่างครบตามที่เคยมองภาพโรงเรียนในฝัน เพราะในความเป็นจริง โรงเรียนขนาดเล็กยังถูกจำกัดอยู่ด้วยนโยบายการบริหารจัดการตามกรอบงบประมาณที่ส่วนกลางกำหนด

อาชีพครูในโรงเรียนของรัฐก็คือข้าราชการที่ส่วนหนึ่งคือต้องปฏิบัติตามสายงานบังคับบัญชา ในฐานะครูคนหนึ่ง ครูบัวได้สะท้อนมุมมองด้านระบบการศึกษาว่า “ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร นโยบายก็เปลี่ยน ระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง คนเป็นครูต้องติดตามข่าวสารและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถึงระบบจะเปลี่ยนไปแค่ไหนผู้เป็นครูก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนด้วยการศึกษา ครูควรทำตัวเป็นไม้ไผ่ลู่ไปตามลมและสถานการณ์ ไม่ยึดติดแบบต้นไม้ใหญ่ เพราะเมื่อเจอปัญหาหรือพายุใหญ่ ลำต้นที่ใหญ่และแข็งแรงนั้นจะหักโค่นล้มได้ง่าย”

"ระบบการศึกษาควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก
การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็ก
ก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน"

โรงเรียนบ้านฮากฮานหันมาใช้นวัตกรรมเครื่องมือสอนคิด หลังจากที่ได้ไปอบรมที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย "ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้ความรู้และเรียนรู้จากสถานที่จริง สร้างแรงบันดาลใจในการใช้นวัตกรรมการสอนคิด ต้องขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ หลังจากอบรมเสร็จก็เกิดความร้อนวิชา ได้กลับมาทดลองใช้และเกิดผลดีกับผู้เรียน จึงนำมาใช้จัดการกับการเรียนการสอนเรื่อยมา รวมระยะเวลาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ”

“การนำเครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือ มาใช้ในการเรียนการสอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่เปลี่ยนคือตัวครูเอง ต้องแสวงหาความรู้ ไม่อาศัยตำราในการสอน ใช้สื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่สอนแบบเลข คัด เลิกเหมือนสมัยก่อน โดยส่วนตัวมองว่าเกิดผลเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้เรียนอย่างชัดเจน คือเด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี กล้าโต้ตอบ สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อครูได้ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการจัดการกับความคิดได้ดีขึ้น สามารถพูดสื่อสารและฟังอย่างตั้งใจ เมื่อต้องการให้แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งใดก็สามารถอธิบายถึงเหตุและผล ความเหมือนและแตกต่าง คิดสรุปรวบรวมข้อมูล ตัดสินใจแก้ปัญหาได้”

Cause and Effect, Compare and Contrast, and Mind Mapping are some of the Thinking Tools used at this school. Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

ครูบัวคิดว่าระบบการศึกษาไทย “ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มาก การบังคับปลาที่เป็นสัตว์ว่ายน้ำเก่งที่สุด มาปีนต้นไม้แข่งกับสัตว์อื่น ๆ คงเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างระหว่างตัวเด็กเองก็เช่นกัน ตราบใดที่ ใช้การทดสอบมาวัดกับเด็กก็จะได้แต่เด็กเก่งกับเด็กอ่อน สิ่งที่เป็นอยู่คือระบบการศึกษาที่พรากครูออกจากนักเรียน พรากความเป็นคน สร้างความเป็นหุ่นยนต์ให้กับเยาวชน”

ครูบัวคือตัวอย่างหนึ่งของครูบนพื้นที่สูงที่ใช้เครื่องมือสอนคิด และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ครบครันเสมอไป เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกสภาวะ แม้แต่พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนที่สูงอย่างโรงเรียนบ้านฮากฮาน ตอนนี้ ครูบัวยังคงเดินหน้าในการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนผ่านนวัตกรรมที่ไม่เพียงสอนความคิด แต่สอนความเป็นคนให้เด็ก ๆ ด้วย เธอเป็นอีกกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นในจังหวัดน่าน และอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศ


EU สหภาพยุโรป สนับสนุนแอ็คชั่นเอดและภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือ-ฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 / European Union

สหภาพยุโรป สนับสนุนแอ็คชั่นเอดและภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือ-ฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 

สหภาพยุโรป ให้การสนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 ในประเทศไทย

ภายใต้การทำงานของทีมยุโรปในการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทั่วโลก สหภาพยุโรปได้แถลงการสนับสนุนโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณ 2.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 90 ล้านบาท จำนวนสองโครงการ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มความสามารถและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมของไทย ที่จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในประเทศ ทั้งสองโครงการมีระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี และปฎิบัติงานโดยภาคีขององค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทย

โครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยของอียู มีส่วนประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด การฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยการพัฒนาการดำรงชีพของชุมชนที่ได้ผลกระทบให้ดีขึ้น และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนในการรับมือวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบตามมาอย่างใหญ่หลวง ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ผลกระทบที่ว่านี้มีทั้งปัญหาด้านสาธารณสุขและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน” ฯพณฯ เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าว “สิ่งที่แน่ชัดในตอนนี้คือ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันรับมือกับผลลัพธ์เชิงลบที่จะตามมา ในฐานะที่สหภาพยุโรปเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ โดยจะไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง ผมยินดีอย่างยิ่งที่การร่วมมือกันของเราจะช่วยให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อกลุ่มประชากรเปราะบางทั่วประเทศ”

องค์กรหลักในการดำเนินงานของโครงการระดับประเทศคือ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย โดยร่วมกับองค์กรภาคี ซึ่งได้แก่ มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ และมูลนิธิชีววิถี โดยมีพื้นที่ในการปฏิบัติงานในเกือบ 40 จังหวัด และจะทำงานกับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ เด็ก และประชาชนชายขอบ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้เป็นผู้หญิง

“เราร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ และรับมือกับความต้องการเฉพาะของแต่ละชุมชน ทั้งในช่วงวิกฤตจากการระบาดของโรคและหลังจากนั้น โครงการจะดำเนินการครอบคลุมหลายภาคส่วน โดยจะมีการเตรียมชุมชนให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเตรียมการเพื่อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นและระยะกลาง และมีมาตรการสร้างความยืดหยุ่นสำหรับกลุ่มคนชายขอบที่เปราะบางที่สุด” เทาฮิด ฟาริด ผู้อำนวยการมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ให้ความเห็น

องค์การช่วยเหลือเด็กได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสมาคมนิสิตเก่าบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการดำเนินงานโครงการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มเยาวชน และแรงงานอพยพคืนถิ่น โดยเน้นที่กลุ่มผู้หญิงเป็นสำคัญ

“มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่หลายครอบครัวที่ยากจนและเปราะบางในประเทศไทยจะไม่สามารถกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติหลังจากวิกฤตโควิด-19” นายประเสริฐ ทีปนาถ ผู้อำนวยการองค์การช่วยเหลือเด็ก กล่าว “เราต้องมั่นใจว่าบุคคลเหล่านี้จะมีความเข้มแข็ง และมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ส่วนบุคคล ครอบครัวและชุมชน ให้สามารถรับมือ ป้องกัน และลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

เกี่ยวกับสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

สหภาพยุโรป สนับสนุนแอ็คชั่นเอดและภาคประชาสังคม เปิดตัวโครงการรับมือ-ฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 


แอ็คชั่นเอดเตือน อย่าละเลยที่พึ่งของผู้หญิง หลัง ความรุนแรง ทางเพศ พุ่งช่วงโควิด-19

แอ็คชั่นเอดเตือน อย่าละเลยที่พึ่งของผู้หญิง หลังความรุนแรงทางเพศพุ่งสูงช่วงโควิด-19

รายงานใหม่ของแอ็คชั่นเอดชี้ การฆาตกรรมผู้หญิงและความรุนแรงในครอบครัวพุ่งสูงหลายเท่าตัวช่วงวิกฤติโควิด-19

เมื่อโลกตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินและสภาวะล็อกดาวน์โควิด-19 ความรุนแรงทางเพศพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงในหลายประเทศทั่วยุโรป แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ เนื่องจากบ้านพักฉุกเฉินปิดทำการและรัฐบาลประเทศต่าง ๆ โยกงบประมาณเพื่อรับมือกับโรคระบาด

รายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response” อ้างอิงข้อมูลและสำรวจจากหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและขบวนการสิทธิสตรีจากทั่วโลก พบว่าการปิดเมืองกลายเป็นสถานการณ์บังคับให้คดีความรุนแรงจำนวนมากถูกไกล่เกลียหรือยอมความนอกศาล ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม มีโอกาสน้อยลงที่จะตั้งต้นชีวิตใหม่ รวมถึงสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นภายในชุมชน

เอเน โอบี ผู้อำนวยการองค์การแอ็คชั่นเอด ไนจีเรีย กล่าวว่า “เราไม่เคยตื่นตระหนกกับความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กมากเท่าในระยะหลังมานี้

“เด็กหญิงและผู้หญิง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ กำลังใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว พวกเขาไม่รู้สึกปลอดภัยแม้แต่ในบ้านของตัวเอง ในสถานการณ์ตอนนี้ การจับกุมตัวไม่เพียงพออีกต่อไปในฐานะเครื่องยับยั้งการลงมือของผู้กระทำ เพราะคดีความรุนแรงส่วนใหญ่กำลังถูกไกล่เกลียหรือยอมความนอกศาล หมายความว่าผู้ถูกกระทำ ผู้รอดชีวิต และครอบครัวของพวกเขาจะไม่ได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง”

รายงานยังระบุว่า:

    • ในบังคลาเทศ เครือข่ายหน่วยงานด้านความช่วยเหลือของแอ็คชั่นเอด ซึ่งรวมถึงค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา พบว่าในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว (983%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา
    • ในบราซิล กลุ่มหน่วยงานด้านความปลอดภัยเผยว่า ผู้หญิง 143 คน ใน 12 รัฐ ถูกกระทำความรุนแรงถึงชีวิตในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการฆาตกรรมผู้หญิงเพิ่มขึ้น 22% จากปีที่แล้ว ในรัฐอาเกรทางตอนเหนือ การฆาตกรรมผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้น 300%
    • ในอูกานดา แอ็คชั่นเอดจำเป็นต้องปิดทำการบ้านพักฉุกเฉิน 10 แห่ง เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ แม้ว่าปริมาณเคสช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของปีก่อนหน้า
    • ในฉนวนกาซา พันธมิตรแอ็คชั่นเอดรายงานว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม หน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้น 700% มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562
    • ในอิตาลี ข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน 228 แห่ง เผย ผู้หญิงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนของรัฐบาล มีจำนวนมากขึ้น 59%
    • ในไนจีเรีย รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจำนวนคดีฆาตกรรมผู้หญิงและข่มขืนพุ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง บ้านพักฉุกเฉินแห่งหนึ่งรายงานว่ามีได้รับเรื่องเพิ่มขึ้น 700% ตั้งแต่เริ่มมีการล็อกดาวน์ แอ็คชั่นเอดกำลังเรียกร้องให้มีประกาศห้ามประกันตัวผู้กระทำและการยอมความนอกศาล สำหรับคดีความรุนแรงที่โหดร้ายลักษณะนี้ หลังได้รับรายงาน 253 เหตุร้ายแรงที่ถูกบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษร

การเพิ่มขึ้นของเหตุข่มขืนและฆาตกรรมผู้หญิงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในสถานการณ์ฉุกเฉินใด แต่กลับเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจและงบประมาณน้อยที่สุดในแผนงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 (Global Humanitarian Response Plan for COVID-19) โดยที่ผ่านมา มีการจัดสรรงบประมาณเพียงน้อยกว่า 0.3% จากทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการป้องกันความรุนแรงต่อผู้หญิง

4 ปีที่แล้ว ณ การประชุมสุดยอดว่าด้วยการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม (World Humanitarian Summit) ผู้นำจากทั่วโลกตั้งพันธสัญญาไว้ว่า 25% ของงบประมาณเพื่องานด้านมนุษยธรรม จะไปที่องค์กรท้องถิ่น อาทิ บ้านพักฉุกเฉินต่าง ๆ ที่รายงานของแอ็คชั่นเอดอ้างอิงถึง ทว่าแผนงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 ไม่เป็นไปตามการให้คำมั่นดังกล่าว โดยมีงบประมาณไปถึงหน่วยงานท้องถิ่นเพียง 0.1%

จูเลีย ซานเชส เลขาธิการองค์การแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า:

“โควิด-19 เป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่ส่งผลถึงเหตุฆาตกรรมผู้หญิง การข่มขืน และความรุนแรงอื่น ๆ ต่อผู้หญิงและเด็กหญิง รายงานของเราแสดงให้เห็นว่านี่คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถคาดการณ์ได้ และเห็นได้ชัดว่ามีการแจ้งเหตุน้อยกว่าความเป็นจริง

“รัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรการกุศล และผู้บริจาคทั่วโลก ต้องยื่นมือช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ยกระดับงบประมาณที่ไม่อาจเพียงพอหรือไปไม่ถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิง และองค์กรท้องถิ่นที่ทำงานอยู่หน้าด่านของโรคระบาดครั้งนี้ รวมถึงวิกฤติมนุษยธรรมและภัยพิบัติต่าง ๆ

“สองในสามของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้หญิง แต่ในระดับผู้มีอำนาจการตัดสินใจในสถานการณ์โควิด-19 ผู้หญิงคิดเป็นหนึ่งในสี่เท่านั้น นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่การวิจัยทางแพทย์ต่าง ๆ ไม่ให้น้ำหนักความต้องการเฉพาะของผู้หญิง และมีการตัดสินใจมากมายที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้หญิง แม้ผู้หญิงจะกำลังประสบผลกระทบของวิกฤตินี้อย่างหนักหน่วงก็ตาม”

รายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response” ของแอ็คชั่นเอด เตือน “เรากำลังเดินละเมอเข้าสู่อีกภาวะโรคระบาดทั่วโลกที่คร่าชีวิตผู้หญิง” พร้อมเรียกร้องให้ยกระดับศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านความรุนแรงทางเพศ เช่น บ้านพักฉุกเฉิน และแผนการดูแลผู้ถูกกระทำและกระบวนการส่งต่อ เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกประเทศ

แอ็คชั่นเอด กำลังรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ใน 40 ประเทศทั่วโลก หน่วยงานความช่วยเหลือในพื้นที่ที่นำโดยผู้หญิงในเครือข่ายต่างระบุว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิงมีเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงไวรัสเริ่มระบาด มากกว่า 60% ของงบประมาณเพื่องานด้านมนุษยธรรมของแอ็คชั่นเอดนั้นไปยังองค์กรท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง

ดาวน์โหลดรายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response”


โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


จิตศึกษา คืออะไร?

จิตศึกษา คืออะไร?

จิตศึกษา... หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้มาก่อน และอาจทราบว่าเป็นเครื่องมือบางอย่างที่ครูใช้ในการสอน เพื่อพัฒนาสมาธิของเด็ก หรือจำได้ลางๆ ว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวของกับการทำงานด้านการศึกษาของแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย…

มาถูกทางแล้ว

จิตศึกษา คือกระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นโดย “โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา” จ.บุรีรัมย์ ในปี 2546 ที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) ความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ) เพื่อเตรียมเด็กให้สงบ ผ่อนคลาย และมีสมาธิก่อนเรียนทุกเช้า

ในปีต่อๆ มา นวัตกรรมจิตศึกษาได้รับการถ่ายทอดไปยังโรงเรียนอื่นในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการปฏิรูปห้องเรียน หลังจากเห็นว่าการเรียนการสอนรูปแบบเดิมไม่พัฒนาเด็กอย่างที่ควรจะเป็น ก้าวไม่ทันตามยุคสมัย และสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ เมื่อกลางปี 2560 คือ โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่มี ผอ. แหม่ม–ฤทัยวรรณ หาญกล้า เป็นผู้ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยรับและปรับใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และชุมชนแห่งเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community)

วันนี้เรามาทำความรู้จักจิตศึกษาให้มากขึ้น ผ่านประสบการณ์ของ ผอ. แหม่ม และคุณครูในโรงเรียน รวมถึงเห็นผลงอกงามของกระบวนการนี้กัน

กระบวนการจิตศึกษาจะผันเปลี่ยนไปตามบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น แต่มีกระบวนทัศน์ 3 ข้อเป็นเสาหลักในการพัฒนาเหมือนกัน คือ กิจกรรมจิตศึกษา การใช้จิตวิทยาเชิงบวก และการสร้างชุมชนและวิถีชุมชน

ในระดับกิจกรรม หลังเคารพธงชาติและก่อนเริ่มการเรียนการสอนที่โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง ครูประจำชั้นจะให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลมเพื่อทำกิจกรรมฝึกสมอง สร้างสมาธิ และ “พลังสงบ” เป็นเวลา 20 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในแต่ละวัน โดยกิจกรรมจะมีความยากง่ายและซับซ้อนไปตามระดับชั้นเรียน ตั้งแต่ การวางตัวต่อ โยคะ หรือเกมเบรนยิม (Brain Gym) แบบต่างๆ เช่น จีบมือ-แอล หรือกรรไกร-ไข่-ผ้าไหม เป็นต้น

กระบวนทัศน์ข้อสองคือ การใช้จิตวิทยาเชิงบวก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างมีคุณค่าความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน บ่มเพาะความดีงามให้กับเด็ก และเสริมสร้างความดีงามที่มีอยู่เดิมให้งอกงามยิ่งขึ้น โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทองให้เกียรติ และเรียกนักเรียนว่า “พี่” ไม่ว่าจะกับระดับชั้นไหน ครูจะชื่นชมและขอบคุณเด็กที่ทำดี เพื่อให้คนอื่นเห็นเป็นแบบอย่าง และที่สำคัญ ครูจะไม่ใช้ความรุนแรง ขึ้นเสียง หรือเปรียบเทียบเด็กเพื่อติเตียนหรือตีค่า สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล ครูยังมอบพลังบวกและความรักผ่านการกอดอีกด้วย

“พอใช้คำพูดไพเราะหู เด็กยิ้ม เด็กกล้าพูด ไม่กลัวครูอย่างที่เคยเป็น” ผอ. แหม่มเสริม “เป็นการทำให้เด็กอยากพัฒนาตัวเอง และมองโลกในแง่ดี”

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือการสร้างชุมชนและวิถีชุมชน ซึ่งมีแนวคิดมาจากความเชื่อที่ว่าโรงเรียนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนในชุมชนผ่านการปฏิบัติของวิถีโรงเรียน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาเด็กโดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ปลอดภัย มีครูและเพื่อนๆ เป็นมิตรที่ดีต่อกัน วิถีของโรงเรียนวันดอนโพธิ์ทองนั้นมีหลายข้อ ทั้งสำหรับนักเรียน ครู และที่ทั้งสองปฏิบัติร่วมกัน เช่น การเข้าแถวหน้าเสาธงพร้อมกันเวลา 7.55 น. ที่ใช้เวลาไม่นาน (ไม่มีการ “เทศนา”), การร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม, กิจกรรมชมรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่มีทุกวันศุกร์บ่าย, การทำ Body Scan ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และรับรู้ความรู้สึกร่างกาย เป็นต้น

ในมุมมองของ ผอ. แหม่ม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่ชัดเจน และน่าชื่นใจ

“แต่ก่อนจะไปถึงที่ตัวเด็ก ต้องบอกว่ากิจกรรมจิตศึกษาก็ทำให้ตัวผอ.เองเปลี่ยน ในแง่ของการสอน หรือการพูดคุยกับครูก็เปลี่ยนไป อีกคนที่เปลี่ยนไปคือครูของโรงเรียนเรา พวกเขาเป็นครูที่แท้จริงมากขึ้น สอนคนอย่างไม่ได้สอนที่ตัวหนังสือ สุดท้าย ผลที่เห็นในตัวเด็กคือ พวกเขากล้าพูด กล้าแสดงออก ไม่กลัวว่าจะผิดหรือถูก หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้เขาได้คิด เขาก็มีความสุขแล้ว ในภาพรวมคือ ทั้งผอ. ทั้งครู ทั้งเด็ก ก็มีความสุขในการเรียนการสอน”