แอ็คชั่นเอดเตือน อย่าละเลยที่พึ่งของผู้หญิง หลัง ความรุนแรง ทางเพศ พุ่งช่วงโควิด-19

แอ็คชั่นเอดเตือน อย่าละเลยที่พึ่งของผู้หญิง หลังความรุนแรงทางเพศพุ่งสูงช่วงโควิด-19

รายงานใหม่ของแอ็คชั่นเอดชี้ การฆาตกรรมผู้หญิงและความรุนแรงในครอบครัวพุ่งสูงหลายเท่าตัวช่วงวิกฤติโควิด-19

เมื่อโลกตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินและสภาวะล็อกดาวน์โควิด-19 ความรุนแรงทางเพศพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงในหลายประเทศทั่วยุโรป แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ เนื่องจากบ้านพักฉุกเฉินปิดทำการและรัฐบาลประเทศต่าง ๆ โยกงบประมาณเพื่อรับมือกับโรคระบาด

รายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response” อ้างอิงข้อมูลและสำรวจจากหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและขบวนการสิทธิสตรีจากทั่วโลก พบว่าการปิดเมืองกลายเป็นสถานการณ์บังคับให้คดีความรุนแรงจำนวนมากถูกไกล่เกลียหรือยอมความนอกศาล ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้รับความยุติธรรม มีโอกาสน้อยลงที่จะตั้งต้นชีวิตใหม่ รวมถึงสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นภายในชุมชน

เอเน โอบี ผู้อำนวยการองค์การแอ็คชั่นเอด ไนจีเรีย กล่าวว่า “เราไม่เคยตื่นตระหนกกับความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กมากเท่าในระยะหลังมานี้

“เด็กหญิงและผู้หญิง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ กำลังใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว พวกเขาไม่รู้สึกปลอดภัยแม้แต่ในบ้านของตัวเอง ในสถานการณ์ตอนนี้ การจับกุมตัวไม่เพียงพออีกต่อไปในฐานะเครื่องยับยั้งการลงมือของผู้กระทำ เพราะคดีความรุนแรงส่วนใหญ่กำลังถูกไกล่เกลียหรือยอมความนอกศาล หมายความว่าผู้ถูกกระทำ ผู้รอดชีวิต และครอบครัวของพวกเขาจะไม่ได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง”

รายงานยังระบุว่า:

    • ในบังคลาเทศ เครือข่ายหน่วยงานด้านความช่วยเหลือของแอ็คชั่นเอด ซึ่งรวมถึงค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา พบว่าในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว (983%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา
    • ในบราซิล กลุ่มหน่วยงานด้านความปลอดภัยเผยว่า ผู้หญิง 143 คน ใน 12 รัฐ ถูกกระทำความรุนแรงถึงชีวิตในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการฆาตกรรมผู้หญิงเพิ่มขึ้น 22% จากปีที่แล้ว ในรัฐอาเกรทางตอนเหนือ การฆาตกรรมผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้น 300%
    • ในอูกานดา แอ็คชั่นเอดจำเป็นต้องปิดทำการบ้านพักฉุกเฉิน 10 แห่ง เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ แม้ว่าปริมาณเคสช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของปีก่อนหน้า
    • ในฉนวนกาซา พันธมิตรแอ็คชั่นเอดรายงานว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม หน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศเพิ่มขึ้น 700% มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562
    • ในอิตาลี ข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน 228 แห่ง เผย ผู้หญิงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนของรัฐบาล มีจำนวนมากขึ้น 59%
    • ในไนจีเรีย รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจำนวนคดีฆาตกรรมผู้หญิงและข่มขืนพุ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง บ้านพักฉุกเฉินแห่งหนึ่งรายงานว่ามีได้รับเรื่องเพิ่มขึ้น 700% ตั้งแต่เริ่มมีการล็อกดาวน์ แอ็คชั่นเอดกำลังเรียกร้องให้มีประกาศห้ามประกันตัวผู้กระทำและการยอมความนอกศาล สำหรับคดีความรุนแรงที่โหดร้ายลักษณะนี้ หลังได้รับรายงาน 253 เหตุร้ายแรงที่ถูกบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษร

การเพิ่มขึ้นของเหตุข่มขืนและฆาตกรรมผู้หญิงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในสถานการณ์ฉุกเฉินใด แต่กลับเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจและงบประมาณน้อยที่สุดในแผนงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 (Global Humanitarian Response Plan for COVID-19) โดยที่ผ่านมา มีการจัดสรรงบประมาณเพียงน้อยกว่า 0.3% จากทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการป้องกันความรุนแรงต่อผู้หญิง

4 ปีที่แล้ว ณ การประชุมสุดยอดว่าด้วยการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม (World Humanitarian Summit) ผู้นำจากทั่วโลกตั้งพันธสัญญาไว้ว่า 25% ของงบประมาณเพื่องานด้านมนุษยธรรม จะไปที่องค์กรท้องถิ่น อาทิ บ้านพักฉุกเฉินต่าง ๆ ที่รายงานของแอ็คชั่นเอดอ้างอิงถึง ทว่าแผนงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 ไม่เป็นไปตามการให้คำมั่นดังกล่าว โดยมีงบประมาณไปถึงหน่วยงานท้องถิ่นเพียง 0.1%

จูเลีย ซานเชส เลขาธิการองค์การแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า:

“โควิด-19 เป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่ส่งผลถึงเหตุฆาตกรรมผู้หญิง การข่มขืน และความรุนแรงอื่น ๆ ต่อผู้หญิงและเด็กหญิง รายงานของเราแสดงให้เห็นว่านี่คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถคาดการณ์ได้ และเห็นได้ชัดว่ามีการแจ้งเหตุน้อยกว่าความเป็นจริง

“รัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรการกุศล และผู้บริจาคทั่วโลก ต้องยื่นมือช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ยกระดับงบประมาณที่ไม่อาจเพียงพอหรือไปไม่ถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิง และองค์กรท้องถิ่นที่ทำงานอยู่หน้าด่านของโรคระบาดครั้งนี้ รวมถึงวิกฤติมนุษยธรรมและภัยพิบัติต่าง ๆ

“สองในสามของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้หญิง แต่ในระดับผู้มีอำนาจการตัดสินใจในสถานการณ์โควิด-19 ผู้หญิงคิดเป็นหนึ่งในสี่เท่านั้น นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่การวิจัยทางแพทย์ต่าง ๆ ไม่ให้น้ำหนักความต้องการเฉพาะของผู้หญิง และมีการตัดสินใจมากมายที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้หญิง แม้ผู้หญิงจะกำลังประสบผลกระทบของวิกฤตินี้อย่างหนักหน่วงก็ตาม”

รายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response” ของแอ็คชั่นเอด เตือน “เรากำลังเดินละเมอเข้าสู่อีกภาวะโรคระบาดทั่วโลกที่คร่าชีวิตผู้หญิง” พร้อมเรียกร้องให้ยกระดับศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านความรุนแรงทางเพศ เช่น บ้านพักฉุกเฉิน และแผนการดูแลผู้ถูกกระทำและกระบวนการส่งต่อ เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกประเทศ

แอ็คชั่นเอด กำลังรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ใน 40 ประเทศทั่วโลก หน่วยงานความช่วยเหลือในพื้นที่ที่นำโดยผู้หญิงในเครือข่ายต่างระบุว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิงมีเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงไวรัสเริ่มระบาด มากกว่า 60% ของงบประมาณเพื่องานด้านมนุษยธรรมของแอ็คชั่นเอดนั้นไปยังองค์กรท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง

ดาวน์โหลดรายงาน “Surviving COVID-19: A Women-Led Response”


ผู้บริจาคแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ส่งน้ำใจให้เด็กโรงเรียนเล็ก บรรเทาผลกระทบ โควิด -19

ผู้บริจาคแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ส่งน้ำใจให้เด็กโรงเรียนเล็ก บรรเทาผลกระทบโควิด-19

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ทำงานร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุนชนในกระบวนการดังกล่าว แต่เมื่อโควิด-19 ก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินด้านอาหารและสาธารณะสุขทั่วประเทศ เด็กจากครอบครัวที่ถูกเลิกจ้างงานและขาดรายได้นั้นไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และไม่สามารถพึ่งมื้อกลางวันจากโรงเรียนได้เช่นเคยเนื่องจากการปิดภาคเรียนที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์สุขอนามัยที่จะช่วยป้องกันโรคระบาดได้ โรงเรียนขนาดเล็กเองก็มีกำลังและทรัพยากรอย่างจำกัดเกินกว่าจะสามารถช่วยเหลือดูแลเด็ก ๆ ในชุมชนอย่างทั่วถึง

มูลนิธิฯ จึงเร่งระดมทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบเหล่านี้ ด้วยแรงสนับสนุนของผู้บริจาคจำนวน 27,710 บาท เราสามารถทยอยนำส่งปัจจัยช่วยเหลือด้านอาหารและด้านสุขอนามัยไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2563 เราได้ส่งต่อชุดความช่วยเหลือไปยังครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก 10 โรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม และน่าน รวมมีผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้วมากกว่า 40 ชีวิต

เราขอขอบคุณในความมุ่งมั่นและการประสานงานของคณะครูโรงเรียนขนาดเล็ก ได้แก่ โรงเรียนวัดโคกทอง โรงเรียนวันมหาราช โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ โรงเรียนบ้านหนองขาม โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง โรงเรียนวัดอมรวดี โรงเรียนวัดบ้านยาง โรงเรียนแหลมบัววิทยา โรงเรียนวัดปากน้ำ โรงเรียนวัดสระด่าน และโรงเรียนบ้ารฮากฮาน มา ณ ที่นี้

ผู้บริจาคแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ส่งน้ำใจให้เด็กโรงเรียนเล็ก บรรเทาผลกระทบ โควิด -19
Photo: Suppanat Phaka / ActionAid Thailand

ชุดความช่วยเหลือ 1 ชุดประกอบด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม, ไข่ไก่ 1 แผง 30 ฟอง, นม UHT 2 แพ็ค, ปลากระป๋อง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำมันพืช, ซีอิ๊ว, น้ำตาลทราย, สบู่, เจลแอลกอฮอล์, หน้ากากอนามัย และผ้าอนามัย รวมมูลค่า 500 บาท / ชุด สำหรับความช่วยเหลือในจังหวัดน่าน เราได้ส่งต่ออาหารและสิ่งของด้านสุขอนามัยประเภทเดียวกันนี้ โดยมีมูลค่า 1,000 / ชุด เนื่องจากครอบครัวเป้าหมายของเด็ก ๆ เชื้อสายมลาบรีจำนวน 4 ครอบครัว เป็นครัวเรือนยากจนพิเศษ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างลำบาก และขาดโอกาสทางสังคมเป็นอย่างมาก

ผู้บริจาคแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ส่งน้ำใจให้เด็กโรงเรียนเล็ก บรรเทาผลกระทบ โควิด -19
Photo: Suppanat Phaka / ActionAid Thailand
ผู้บริจาคแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ส่งน้ำใจให้เด็กโรงเรียนเล็ก บรรเทาผลกระทบ โควิด -19
Photo: ActionAid Thailand

ขณะนี้ การสนับสนุนที่ส่งผ่านทางมูลนิธิฯ ยังมีไม่มากพอที่จะส่งต่อได้อย่างทั่วถึง และยังมีเด็กกลุ่มเปราะบางในชุมชนชนบทอีกจำนวนมาก ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างหนักหน่วงและกำลังรอความช่วยเหลือ

💝 ร่วมบริจาคผ่านเว็บไซต์ (เลือกบริจาคแบบ "ครั้งเดียว") หรือผ่านการโอนเงินมาที่

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน
เลขที่บัญชี 014 306145 2

สอบถามรายละเอียดเพิ่ม โทร 02 279 6601 อีเมล retention.thailand@actionaid.org หรือ facebook.com/ActionAidThailand


โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


เพชรในตม: ความฝันของอุ้มและมะเฟือง

โรงเรียนบ้านน้ำลัด เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 61 คน ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนจึงไม่ต่างจากคนในครอบครัว เห็นได้ชัดจากพี่ใหญ่ชั้นป.6 ที่ช่วยทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตั้งแต่เรื่องระเบียบเวลาดื่มนมโรงเรียน ไปจนถึงจริยธรรม สำหรับอุ้มและมะเฟือง สองเพื่อนสนิทชั้นป.6 นี่เป็นสิ่งที่พวกเธอเต็มใจทำ เพราะได้ฝึกตนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนและความฝันที่ได้ค้นพบ มะเฟืองอยากเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้คน เธอมีลูกพี่ลูกน้องเป็นต้นแบบ ส่วนอุ้มอยากเป็นครูประถมวัย “หนูอยากสอนศิลปะ อยู่กับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ” อุ้มเสริม “อยากได้ทุนโครงการเพชรในตม (โครงการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบสามารถบรรจุเป็นครูได้เลย) พ่อแม่ก็จะสบายด้วย มีสวัสดิการ เป็นไปตามความฝันของเรา”

 

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

แม้ผู้เรียนจะยังมีอายุเพียงสิบปีต้นๆ การทำให้พวกเขามีคำตอบสำหรับคำถามเก่าแก่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นไม่ยาก หากมีกระบวนการเรียนการสอนที่เข้าใจผู้เรียน จริงอยู่ที่ความฝันคนเราอาจเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนคิดมอบให้เด็กๆ คือ ความเชื่อมั่นในความคิดของตน และเครื่องมือที่สามารถช่วยแปรงความฝันนั้นๆ เป็นแผนรูปธรรม

“ตั้งแต่เป็นโรงเรียนสอนคิด รู้สึกว่าคุณครูสนใจฟังเรามากขึ้น ให้นักเรียนคิดมากขึ้นและแสดงสิ่งที่คิดออกมา เครื่องมือก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแต่ละวิชาได้” อุ้มเล่า "เรารู้จักเปรียบเทียบ แยกแยะ อันไหนคือสิ่งที่ดี อันไหนไม่ดี เวลาตัดสินใจอะไร Six Thinking Hats ก็ช่วยได้ ทำให้คิดได้เร็วกว่าเดิม" เครื่องมือที่ว่าคือหมวกหกใบช่วยให้ผู้ “สวม” ตัดสินใจโดยพิจารณาหลายมุมมอง และเปลี่ยนความคิดหรือวิธีได้ง่ายขึ้น เพราะหมวกแต่ละใบมีสีและความหมายแตกต่างกัน เช่น หมวกสีขาว ใช้ค้นหาข้อเท็จจริงและตัวเลข หมวกสีแดงแสดงถึงความรู้สึก เป็นต้น

“ใช้มายด์แมป (แผนภาพความคิด) ทำสรุปอ่านสอบ ONET ก็ดี” มะเฟืองเสริม “เราได้ออกแบบเอง ทำแล้วไม่เบื่อ ใช้แก้ปัญหานอกห้องเรียนได้ ถ้าเจอปัญหาเป็นแบบนี้ๆ แล้วเราจะมีวิธีแก้ยังไง ทำได้หมดเลย"

 


 

นอกจากอุ้มและมะเฟือง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในโรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน โทร. 02 279 6601 ถึง 2 ต่อ 113


Opinion: National Ed Expo and the new Education Act พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ

พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ

งานมหกรรม “การศึกษาแห่งชาติ: ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า” มีขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์คลีย์ ประตูน้ำ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ภายในงานมีนิทรรศการ และหัวใจของงานอย่าง การเสวนาพูดคุยกันในหลากหลายประเด็นการศึกษาของนักวิชาการการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงจากระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นที่จัดบริการการศึกษาในประเทศ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักคงไม่พ้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ ที่มีกรอบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับปี…) ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อที่จะเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป รวมไปถึงเรื่องประเด็นความเหลื่อมล้ำและความเสมอภาคในการจัดบริการทางด้านการศึกษา ประเด็นมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561 และการเรียน “โค้ดดิ่ง” หรือภาษาคอมพิวเตอร์ มาถึงตรงนี้ เราๆ ท่านๆ ที่เป็นประชาชนทั่วไปอาจจะงงกับตัวบทกฎหมายและหลักการในการบริหารการศึกษาของประเทศกันเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ดี ต้องขอชื่นชมในความพยายามและการทำงานของหน่วยงานที่มุ่งพัฒนาการศึกษาของประเทศ เพราะจากการเข้าร่วมฟังเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองของนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ทุกภาคส่วนมีความมุ่งหวังจะให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศเท่าทันโลก หลักคิดและแนวทางในออกแบบวิถีทางต่างๆ ที่ส่วนกลางมีความพยายามจะเปิดช่องให้การบริหารจัดการการศึกษาไม่ได้รวมศูนย์อำนาจที่รัฐหรือกระทรวง แต่พยายามที่จะกระจายให้โรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และเคารพในความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียนเป็นสำคัญด้วย ซึ่งหลักการเหล่านั้นได้ถูกบรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กฎหมายการศึกษาไทยจึงไม่ได้ถอยหลังเข้าคลองแต่อย่างใด แต่มีความก้าวหน้าในระดับที่เอื้อให้การศึกษาเป็นของปวงชน

แต่สิ่งที่น่ากังวลใจและเป็นคำถามที่สะท้อนกลับไปในเวทีเสวนาน่าจะเป็นเรื่องการตีความ ความเข้าใจ และการนำไปใช้ของผู้ปฏิบัติมากกว่า เพราะแม้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันเองจะเอื้อให้เกิดการจัดการศึกษาโดยหลายภาคส่วน ที่ผ่านมาเราก็ยังคงเห็นได้ว่ามีหลายประเด็นที่ติดขัด และรัฐไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น การอุดหนุนจัดสรรทรัพยากรไปยังศูนย์การเรียน และลู่ของการศึกษานอกระบบอื่นๆ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงเป็นโจทย์สำคัญอย่างมากในการที่รัฐจะต้องตอบโจทย์เรื่องความเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรมในการบริหารการศึกษาให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้สัตยาบันในการพัฒนาตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อมุ่งสู่ปี พ.ศ. 2573 ซึ่งนับจากนี้ไปอีกเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น

โจทย์การศึกษาเป็นเรื่องเรื้อรังและยืดเยื้อมานานมาก แต่กลับเป็นประเด็นที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามที่ผ่านมายังไม่สามารถฉีดยาได้ตรงจุด และแก้ปัญหาจนคลี่คลายเห็นทางสว่างได้ ในทุกรัฐบาลจะมีนโยบาลไม่ซ้ำกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ครูกว่า 3 แสนคนถูกใช้เป็นตัวแปรในการทดลอง เด็กกว่า 6 ล้านคนในระบบการศึกษาเป็นดั่งหนูทดลอง ที่เมื่อวัคซีนหนึ่งไม่ได้ผลก็เปลี่ยนตัว วูบวาบไม่ต่างกับพลุที่จุดขึ้นฟ้าแล้วดับหายไป

 

Opinion: National Ed Expo and the new Education Act พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ในอนาคตต่อไป ขอเพียงว่าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายต่างๆ เห็นความสำคัญของเด็กเป็นหลัก และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพราะเด็กในที่นี้ไม่ใช่เด็กในโรงเรียนในเมืองเท่านั้น ยังต้องมองถึงเด็กอีกกว่า 1.2 ล้านคนในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ผู้ใหญ่ต้องพิจารณาถึงความแตกต่างหลากหลายในบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพราะหากว่าหัวใจของการศึกษาคือการเรียนรู้เพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ เราก็ควรคำนึงถึงความเสมอภาคและเท่าเทียม สังคมต้องช่วยกันตั้งคำถามถึงนโยบายการบริหารจัดการของภาครัฐด้วยว่า สิ่งที่รัฐพยายามดำเนินการเป็นธรรมกับคนทุกคนในสังคมแล้วหรือยัง

ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นกฎหมายที่วางกรอบการสร้างอนาคตของประเทศ ที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นเราจึงควรต้องทำความเข้าใจและให้ความเห็นกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่ช้าก็เร็ว ผลจากระบบการศึกษาของประเทศจะเกิดขึ้นกับเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

 

ร่วมศึกษาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และแสดงความเห็นได้ ที่ลิ้งค์ด้านล่าง

➡️ ศึกษาร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ http://bit.ly/2zvqlhy

➡️ ร่วมเเสดงความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ http://bit.ly/34cml3B


ทำไมโรงเรียนในชนบทแห่งนี้ถึงสอนให้เด็กเรียนรู้จากปัญหา

ใครจะรู้ว่าไกลออกไปจากกรุงเทพฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง ชุมชนเกษตรกรขนาดเล็กแห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กำลังรุดหน้าพัฒนาเยาวชนท้องถื่นอย่างเต็มที่

โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ โรงเรียนระดับอนุบาล-ประถมภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการพิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ ลุกขึ้นมานำร่องรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย และท้าทายการศึกษาไทยแบบเดิมๆ

หลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้นำนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า “การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน” หรือ “Problem-Based Learning” มาปรับใช้ในห้องเรียน รวมทั้งเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการ
พัฒนาให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างและสานความสัมพันธ์ และมีทักษะเชิงปฏิบัติและความสามารถในการตัดสินใจ ผู้เรียนจะไม่ถูกประเมินเป็นเกรดหรือตัวเลข แต่ประเมินตามมาตรฐานปัจเจกของแต่ละคน ทั้งในด้านความสามารถทางวิชาการและความฉลาดทางอารมณ์ พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้ตระหนักและเข้าใจทัศนคติและความรู้สึกที่ตนมีต่อตนเอง เพื่อนร่วมชั้น และกระบวนการเรียนรู้

เด็กๆ มีโอกาสคิดและนำเสนอวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนของพวกเขาเอง โดยได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากครู ส่วนครูเองก็สนับสนุนให้พวกเขาคิดนอกกรอบ และแสดงความคิดเห็นและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช้าแต่ละวันเริ่มต้นด้วยกิจกรรมสะท้อนตนที่เรียกว่า “จิตศึกษา” ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของหลักสูตร นักเรียนและครูจะนั่งล้อมวงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ทำจิตใจให้สงบ โดยเป็นการเตรียมพร้อมกับการเรียนรู้ในวันนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจิตศึกษาจะนั่งลงที่พื้นเหมือนกัน มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่มีการแบ่งลำดับขั้นหรือความเป็นอาวุโสในวงกลมวงนี้ กิจกรรมที่แสนจะเรียบง่ายกิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียนปล่อยวางสิ่งที่หนักหน่วงใจ ซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ทำเวรหรือปัญหาที่บ้าน และรู้ว่าโรงเรียนก็สามารถเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยได้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

กิจกรรมจิตศึกษาเป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนกับการเรียนรู้แบบบูรณาการในชั่วโมงต่อๆ มา โดยการเรียนจะผสมผสานเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นเข้ากับความรู้ทางสังคมศาสตร์ผ่านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ต่างๆ แทนที่จะแบ่งชั่วโมงเรียนเป็น 8 วิชาสามัญตามการเรียนการสอนของไทยแบบเดิม โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุออกแบบตารางเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ และเน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก ครูจะสอนผ่านการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมของนักเรียน และสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนอกเหนือไปจากช่วงเวลาที่โรงเรียน

ยกตัวอย่างเช่น หน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำครัว ซึ่งให้เด็กๆ นำผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของที่บ้านมาโรงเรียน อาทิ ไข่สด นม อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพด ฯลฯ และเรียนวิธีการปรุงอาหารจากวัตถุดิบเหล่านั้น โดยการสอนจะบูรณาการวิชาอื่นๆ อย่างศิลปะ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วย เช่น ให้นักเรียนวาดภาพประกอบแผนการสอน เรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของอาหารชนิดต่างๆ และเรียนวิธีการชั่งตวงวัด ขณะกำลังเตรียมอาหารที่พวกเขาจะได้แบ่งกันทาน

บทเรียนนี้ไม่สิ้นสุดเพียงในห้องเรียน เด็กๆ กลับบ้านพร้อมความกระตือรือร้นที่จะช่วยพ่อแม่ทำกับข้าว การเข้าครัวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่อาจกำลังประสบปัญหาภายในบ้าน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น และเสริมสร้างทักษะสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้สืบทอดชุมชนแห่งนี้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆ ที่แอ็คชั่นเอดสนับสนุน หลักสูตรที่ใช้นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีหัวเรือสำคัญคือผู้นำในพื้นที่ผู้อุทิศตนให้กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ระหว่างที่ลงพื้นที่ ดิฉันมีโอกาสพบกับ ผอ. พิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ และฟังเธอเล่าเกี่ยวกับความตั้งใจที่มุ่งให้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่ทันโลก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กของเธอขึ้นจากระบบการศึกษาไทย “ฟรีไซส์” ที่ถูกผลิตขึ้นมาแบบเดียวและหวังให้ใช้ได้กับทุกโรงเรียน นอกเหนือไปจากการตอบรับทางลบจากผู้ปกครองและครูในช่วงแรก ผอ. พิญช์สินีอาจยังต้องประสบผลต่างๆ ที่ตามมาจากการผันโรงเรียนออกจากหลักสูตรเดิม

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรค ผอ. พิญช์สินีก็มุ่งมั่นที่จะทำให้เยาวชนมีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เต็มไปด้วยพลังบวก และมีความยืดหยุ่น เธอดำเนินงานร่วมกับกลุ่มพัฒนาการศึกษาและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และวันนี้ก็ประสบความสำเร็จในฐานะโรงเรียนนำร่องนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเธอหวังว่าจะเป็นแพร่หลายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต

ความท้าทายต่อไปที่ผอ. พิญช์สินีต้องรับมือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เธอเข้าใจดีว่าหากไม่มีเธอเป็นแกนนำในการทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ การปรับใช้หลักสูตรนี้และการขยายผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ผอ. ร่วมมือกับครูและผู้ปกครองเพื่อพัฒนาเครือข่ายที่มีเป้าหมายร่วมในการใช้วิธีที่อยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน หล่อหลอมเยาวชน หากเธอก้าวต่ออย่างไม่ท้อถอย และมีแรงสนับสนุนจากชุมชนและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ นักเรียนอีกนับล้านคนทั่วประเทศก็อาจจะได้เรียนหลักสูตรบูรณาการแบบนี้เช่นกัน

 

_

 

บทความนี้เดิมปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ ActionAid USA โดย เมริดิธ สเลเตอร์ ผู้อำนวยการงานพัฒนา แอ็คชั่นเอด สหรัฐอเมริกา