โครงการ Access School จัดอบรม Active Learning แก่ครูรุ่นใหม่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

โครงการ ACCESS School จัดอบรม Active Learning แก่ครูรุ่นใหม่เพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใด คนรุ่นใหม่คือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา โครงการ ACCESS School นำโดยสมาคมไทบ้าน สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จัดกิจกรรมปฐมนิเทศและอบรมนวัตกรรมผ่านโปรแกรม Zoom แก่นักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ได้รับคัดเลือกร่วมโครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

กิจกรรมมุ่งแนะแนวทางการเตรียมตัวก่อนครูรุ่นใหม่ทั้ง 25 คน จะเข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกับโรงเรียนขนาดเล็กภายใต้โครงการ พี่ ๆ นักศึกษาได้เข้าอบรมวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) รวมถึงนวัตกรรมสร้างคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เรียกว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยได้รับการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผอ. ทักษิน เชื้อสูง และคุณครูอมรรัตน์ มาตรา จากโรงเรียนจินดาสินธวานนท์ จ.กาฬสินธุ์ และ ดร.ปราโมทย์ พลราชม รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และมีคณะครูจากเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กภาคอีสานร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบออนไซต์

ในงานนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายอุทัย แก้วกล้า ประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์, นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย, ผศ.ดร.อมร มะลาศรี คณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, และว่าที่ ร.ต.เฉลิมชัย จันทรนิมะ รองประธานสภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผู้ร่วมกล่าวเปิดและปิดกิจกรรมปฐมนิเทศ พร้อมมอบโอวาทและกำลังใจแก่พี่ ๆ นักศึกษาสำหรับเส้นทางฝึกประสบการณ์ในช่วง 5 เดือนข้างหน้านี้

นวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC เป็นนวัตกรรมที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับสิทธิในด้านการศึกษากับบริการสาธารณะที่ตอบสนองความแตกต่างหลากหลายและความเสมอภาค พวกเราตื่นเต้นไปกับพี่ ๆ นักศึกษาทุกคนที่จะได้เรียนรู้ฝึกฝนจากประสบการณ์จริงในห้องเรียนนวัตกรรม และร่วมเป็นหนึ่งพลังขับเคลื่อนโมเดลการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน ชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน


1 สัปดาห์ในชีวิตของครูโรงเรียนขนาดเล็ก (ยุคโควิด) เป็นอย่างไร?

เคยสงสัยมั้ย 1 สัปดาห์ของครูโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงโควิดเป็นอย่างไร?

ช่วงปลายเดือนเมษายนแบบนี้ ทุกโรงเรียนต่างกำลังเตรียมตัวสำหรับภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสนับสนุนให้เปิดทำการสอนที่โรงเรียน แต่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของสถานการณ์โรคระบาดในแต่ละพื้นที่

ครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน บอกเราว่าตอนนี้โรงเรียนพร้อมแล้วสำหรับเทอมใหม่ on-site หลังจากที่ภาคเรียนก่อนต้องเรียนแบบ on-hand เพราะการระบาดของโควิดในชุมชนยังไม่ลดลง

ตอนนั้น โรงเรียนทำทุกอย่างเพื่อปรับตัว เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในชุมชนยังดำเนินต่อไปได้

ตอนนั้น 1 สัปดาห์ในชีวิตของครูโรงเรียนขนาดเล็กเป็นอย่างไร? โควิดทำให้ความเป็นครูเปลี่ยนไปอย่างไร? มีอะไรเป็นบทเรียนสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคตที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา? เรามาฟังครูบัวเล่ากัน

ครูบัวรายวัน

อังคารที่ 1 มีนาคม 2565 – ไรเดอร์ on-hand

โรงเรียนขนาดเล็กต้องปรับตัวเป็นอย่างมากจากการประกาศปิดโรงเรียน ที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจัดการเรียนการสอนแบบ on-site สู่การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand เมื่อรัฐมีมาตรการให้แต่ละพื้นที่จัดการกับสถานการณ์ตามความเหมาะสม มอบหมายให้แต่ละชุมชนดูแลกันเอง ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานของเราต้องดูแลตนเอง จัดการค่าถ่ายเอกสาร ทำใบงานแจกกันเอง ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้ เนื่องจากครอบครัวของนักเรียนมีฐานะยากจน ไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์และผู้ปกครองต้องไปทำไร่ทำสวนกลับบ้านตอนมืดค่ำ

ในบางชุมชนที่เกิดการระบาดหนัก โรงเรียนขนาดเล็กใช้วิธีฝากใบงานไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนมารับ ลดความเสี่ยงในการสัมผัสระหว่างครูและนักเรียน

การทำใบงานที่ต้องใช้งบประมาณทางด้านกระดาษ หมึกพิมพ์ และค่ายานพาหนะไปบ้านนักเรียน ครูและโรงเรียนต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด แถมสิ่งที่พ่วงมาด้วยคือค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ถูกผลักภาระมาให้ครูมอบให้กับนักเรียน ห้องเรียนของครูบัวมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ครูบัวได้ทำการแจกใบงานด้วยตนเองตามบ้านของพี่นักเรียน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน วางแผนการเดินทางในหัว บางคนก็ดีใจเมื่อได้รับใบงาน ส่วนบางคนก็ทำหน้ามุ่ยเพราะอยากไปโรงเรียนมากกว่า

“เวลาแม่สอนไม่ใจดีแบบครูสอน”

บางคนร้องไห้ไปเรียนไป เพราะที่บ้านสอนแบบถือไม้เรียวไปด้วย ในสถานการณ์ปกติผู้ปกครองหลายท่านฝากลูกหลานไว้กับทางโรงเรียน ส่วนตัวเองก็เข้าสวน เข้าไร่ ทำงานกลับบ้านตอนค่ำ ๆ ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน เมื่อโรงเรียนปิดจึงเจออุปสรรคทั้งเรื่องการหารายได้จุนเจือครอบครัวและจัดการเรียนรู้ของลูกหลาน เพราะไม่สามารถฝากไว้ที่โรงเรียนได้

การหยุดการเรียน on-site สร้างผลกระทบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ครูบัวคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการเรียนการสอนของเด็กในระดับประถมศึกษา ก็คือการพบกันระหว่างครูและนักเรียน

พุธที่ 2 มีนาคม 2565 – ว่าด้วยเรื่อง “เป็ด”

ครูบัวเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการสะสางงานเก่า จากภาระงานการสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่เราสอนทุกวิชาและทำงานธุรการประจำชั้น วันนี้ใช้เวลาตรวจงานอย่างละเอียด กินเวลานานนับหลายชั่วโมง ลายมือกระยึกกระยือบนกระดาษใบงานทำเอาปวดตา แต่ก็ทำให้รู้ตัวว่าจริง ๆ ต้องตัดแว่นใหม่เสียแล้ว

การสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์คือภาระหน้าที่ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จัดการเรียนการสอนทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่มีแม้แต่คาบว่างสำหรับการตรวจงานในชั่วโมงที่เพิ่งทำการสอนเสร็จ พวกเราคือครูที่สอนได้ทุกวิชา แต่คงมีวิชาที่ตนเองไม่ถนัดและไม่สามารถสอนได้อย่างเต็มที่ รู้กว้างๆ แต่ไม่รู้ลึก ๆ บางครั้งมักถูกนักวิชาการหลายท่าน เรียกกันว่า “ครูเป็ด” คือ ลักษณะคล้ายกับความสามารถของเป็ด ที่อยู่บนบกก็ได้ อยู่ในน้ำก็ได้ บินก็ได้ แต่ก็ไม่เก่งอะไรสักอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว เราคือผู้ที่มีศักยภาพหลากหลาย (Multipotential) กล่าวคือ เป็นคนที่มีความชอบที่หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จึงขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนครูทุก ๆ ท่านในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่กำลังทำงานหลายด้าน แต่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เก่งอะไรด้านใดด้านหนึ่ง นำโอกาสนี้ให้เราสามารถได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความหลากหลาย สนุกกับงานที่เข้ามา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในตัวเอง เรียนรู้จากงานที่ถาโถมเข้ามาในโรงเรียนขนาดเล็ก จนทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2565 – WFH ที่ย่อมาจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน”

WFH ของครูบัวย่อมากจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน” ภารกิจวันนี้ ตรวจชิ้นงาน เก็บคะแนนนักเรียน กรอกข้อมูลลงของนักเรียนลงใน “ปพ.” หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเอกสารหลักฐานการศึกษาซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่สถานศึกษาต้องจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของการจัดการศึกษา บันทึกข้อมูลในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน และประเมินผลการเรียน แบบ ปพ. มีทั้งหมด 9 แบบด้วยกัน ได้แก่

    • ปพ.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript) เป็นเอกสารบันทึกผลการเรียนตามสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาและกิจกรรมต่าง ๆ
    • ปพ.2 หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา (ใบประกาศนียบัตร) เป็นเอกสารที่สถานศึกษาออกให้กับผู้สำเร็จการศึกษาและรับรองวุฒิการศึกษา
    • ปพ.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นแบบรายงานรายชื่อและข้อมูลภาคบังคับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    • ปพ.4 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นเอกสารรายงานพัฒนาการด้านคุณลักษณะของผู้เรียน เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
    • ปพ.5 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เป็นเอกสารสำหรับผู้สอนใช้บันทึกเวลาเรียน ข้อมูลการวัดและประเมินผลการเรียนต่างๆ (โรงเรียนครูบัวเขียนด้วยมือลายมือบรรจง)
    • ปพ.6 แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล
    • ปพ.7 ใบรับรองผลการศึกษา
    • ปพ.8 ระเบียนสะสม เป็นเอกสารบันทึกข้อมูลพัฒนาการและผลงานด้านต่างๆ
    • ปพ.9 สมุดบันทึกผลการเรียน เป็นสมุดบันทึกผลการเรียนรู้ เพื่อบันทึกรายวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนในแต่ละชั้นปีตามโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษา

นี่เป็นเพียงเอกสารงานส่วนหนึ่งที่ครูต้องทำในแต่ละปีการศึกษา จะเห็นได้ว่าภาระงานครู ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว งานเอกสารต่าง ๆ ก็มีมากมายเช่นกัน ไม่ว่าโรงเรียนจะมีบุคลากรเท่าไร่ ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน ปริมาณเอกสารนั้นมากเท่าเดิม นี่คงเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า “ทำไมครูไทยถึงอยากลาออก?”

ศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2565 – มีนาหน้าสอบ

เมื่อเข้าช่วงเทศกาลสอบปลายภาค งานเตรียมข้อสอบก็มาถึง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ชีวิตครูตัวน้อย ๆ จะวุ่นวายอีกครั้ง วันนี้ครูบัวอยากนำเสนอวิธีการเตรียมข้อสอบ เทคนิคคือทำตามมาตรฐานและตัวชี้วัด และมีข้อสอบ 2 ฉบับ เป็นข้อสอบแบบอัตนัย (subjective) ซึ่งเป็นข้อเขียนตอบ และแบบปรนัย (objective) หรือข้อสอบแบบเลือกตอบ เพราะบางทีพี่นักเรียนก็กากบาทแม่น มือแม่นดังเช่นจับวาง ครูจึงต้องออกข้อสอบเขียนตอบเพื่อแยกคนที่ดวงดี กับคนตั้งใจเรียนออกจากกัน ครูบัวสอนทุกวิชาก็ต้องออกข้อสอบทุกวิชา แต่บางรายวิชาสามารถสอบนอกตารางได้หรือเก็บคะแนนจากผลงานได้ ครูบัวจึงเน้นมีการสอบสำหรับวิชาหลัก

หลังสอบปลายภาคแล้ว งานสอบแก้ตัวก็ตามมาติดมาเป็นเช่นเงา ย่อมมีผู้เรียนที่สอบไม่ผ่าน คำถามคือครูจัดการแก้ปัญหาอย่างไร งานสอบแก้ตัว งานสอบซ่อม งานทำผลงานเพื่อแก้ไขคะแนนเพื่อไม่ให้ติดศูนย์ จึงต้องเป็นแผน B ที่เตรียมไว้ให้กับผู้เรียน นอกจากแผน A สอบ แผน B สอบซ่อม ครูบางท่าน อาจจะมี แผน C D E F G … ซึ่งเป็นไปตามหลักการและบริบทของแต่ละสถานศึกษา

งานนี้ต้องบอกเลยว่ายากกว่าที่เคย เพราะการที่พี่นักเรียนไม่ได้เรียนในห้อง ความรู้ที่ได้นั้นย่อมไม่เต็ม 100% เด็กบางคนก็ไม่สามารถทำใบงานส่งได้ อันมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ขาดผู้ปกครองที่คอยแนะนำ เนื้อหายากเกินไป ขาดทักษะในเนื้อหาวิชาหรือการสืบค้นข้อมูลความรู้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลแล้ว เด็กของเรามักมีความขาดแคลนทางด้านเทคโนโลยี ครัวเรือนส่วนมากยากจน ไม่มีอินเตอร์เน็ต มิหนำซ้ำอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถสอนการบ้านได้ และยังต้องให้หลานคอยดูแลงานต่าง ๆ ภายในบ้านอีกด้วย ครูจึงต้องเข้าใจพื้นฐานชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้เรียน และสามารถช่วยเหลือ-สนับสนุนได้อย่างเหมาะสม

เสาร์ที่ 5 มีนาคม 2565 – โรงเรียนของชุมชน

วันนี้ไม่เข้าไปทำงานที่โรงเรียนหนึ่งวัน ครูบัวตั้งใจว่าจะไปตามบ้านเพื่อขอเอกสารการสมัครเข้าเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งต้องใช้เอกสารดังต่อไปนี้

  • สำเนาสูติบัตรของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา 1 ฉบับ

กรณี ไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา

  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง 1 ฉบับ
  • สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) 1 ฉบับ

ซึ่งทางโรงเรียนได้แจ้งผ่านทางเพจประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ปกครองบางส่วนที่ไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าถึง หรือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ไม่รู้ข่าวสารจ่าง ๆ ครูจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในเชิงรุก คือการไปหานักเรียนถึงที่บ้าน เพื่อขอเอกสารประกอบต่าง ๆ บางกรณี หลังจากตามไปที่บ้านก็พบว่าสาเหตุที่ไม่มาติดตามส่งเอกสาร เพราะไม่มีร้านค้าหรือที่สำเนาเอกสาร ครูจึงแก้ปัญหาให้ด้วยการบริการถ่ายเอกสารฟรี

ความสัมพันธ์ของชุมชนและโรงเรียนจึงมีความเกื้อหนุนกัน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่เรามองในมุมของครอบครัว สำหรับชุมชน โรงเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่ราชการ แต่เราเป็นบ้านหลังเดียวกัน ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนมีความสำคัญต่อกันและกัน

อาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2565 – เวรรักษาการณ์

ถ้าทำงานทุกวันเราจะไม่รู้จักวันหยุด

วันอาทิตย์นี้ครูบัวเป็นเวรรักษาการณ์ที่โรงเรียน

ครูผู้หญิงจะได้อยู่เวรกลางวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. หน้าที่ของครูเวรคือตรวจตราความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ ทำงานในชั้นเรียนหรืองานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนมากจะเป็นคำสั่งครูเพียงหนึ่งคน การมาอยู่โรงเรียนเพียงคนเดียวสำหรับครูผู้หญิง เราไม่รู้ได้เลยว่าอันตรายจะย่างเข้ามาเมื่อไร ทั้งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ครูบัวได้ติดตามเพจต่าง ๆ ทางเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับครูและการศึกษา มีครูผู้หญิงท่านหนึ่งถูกกลุ่มคนร้ายล่วงละเมิดทางเพศขณะไปทำการอยู่เวร หรือบางกรณีถูกครูต่างเพศฉวยโอกาสคุกคาม ทุกครั้งที่ครูบัวมาอยู่เวรที่โรงเรียน จะชักชวนพี่นักเรียนมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยเป็นประจำ ซึ่งต้องขออนุญาตผู้ปกครองเด็กก่อน และเลี้ยงอาหารกลางวันด้วย ที่ผ่านมาผู้ปกครองให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด มาส่งบุตรหลานถึงบ้านพักครู เพราะครูสามารถช่วยดูได้ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ที่บ้านคนเดียว ถ้าให้มาอยู่กับครูจะปลอดภัยมากกว่า บางครั้งครูบัวก็ชวนเพื่อนมาอยู่เวรด้วย ช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียน รดน้ำต้นไม้ ทำงานต่าง ๆ ทำให้การมาอยู่เวรยามของเรารู้สึกปลอดภัย มีความหมาย และมีความสุขเพราะได้ใช้เวลาทำประโยชน์หลายอย่าง

การทำงานในเวลาราชการบางครั้งก็ไม่พอ ครูส่วนมากจึงต้องเสียสละเวลาในวันหยุดส่วนตัวมาทำงานที่โรงเรียน จะเห็นได้ว่าการเป็นครูมักไม่มีวันหยุดและเวลาว่าง ครูบัวถึงได้ไม่แปลกใจทำไมครูสาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายท่าน ถึงยังครองความเป็นโสดอยู่ได้นาน ดังเช่นเกลือที่รักษาความเค็ม

ก็คงเพราะความทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเด็กและชุมชน มากกว่าการใช้เวลาในการไขว่คว้าวิ่งตามหาความรักของตนเอง

จันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 – คำถามสำคัญ

วันแห่งการรอคอยผลงานการทำใบงานของพี่นักเรียน ผลจากการเรียนแบบ on-hand ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่ครูคาดคิดไว้กับความเป็นจริง ครูบัวเองก็พอที่จะรู้ผลอยู่ในใจบ้างแล้ว เพราะเรารู้และเข้าใจสภาพบริบทของครอบครัวแต่ละคน

จากการทำใบงาน ผลปรากฏว่า พี่นักเรียน 3 คนที่อาศัยอยู่กับผู้ปกครอง ทำเสร็จเรียบร้อยถูกต้อง พี่นักเรียน 1 คน ทำเกือบเสร็จ เขาอาศัยอยู่กับคุณย่าแต่มีพี่สาวที่สามารถช่วยเหลือได้บ้าง แต่พี่ก็มีใบงานที่ต้องทำด้วยเช่นกันและงานของพี่สาวเองก็ไม่เสร็จ ส่วนพี่นักเรียนอีก 1 คน ทำงานไม่เสร็จ เพราะคุณแม่ไปรับจ้างทำงานให้กับนายจ้าง ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องทบทวนเนื้อหาร่วมกันอีกครั้ง และคอยเก็บตกพี่นักเรียนที่ทำใบงานไม่ได้หรือไม่เสร็จ เราจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง ปล่อยให้เขาเรียนไม่ทันเพื่อนเนื่องจากปัจจัยที่เหนือการควบคุมของเขาไม่ได้

การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand ในโรงเรียนขนาดเล็กจึงเป็นความท้าทายของครูผู้สอน ภายใต้ขีดจำกัดหลาย ๆ อย่าง ผู้เรียนควรได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ภายใต้บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่ภาระงานหนัก มีใครบ้างที่จะไม่อยากสอนแบบสบาย ๆ อยากมีคาบว่าง อยากมีเวลาให้ครอบครัว อยากรวย ทำงานน้อย ๆ แต่ได้เงินเยอะ ๆ จากสภาพปัญหาต่าง ๆ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกยุบควบรวม เพื่อให้ส่วนกลางสามารถบริหารจัดการด้านทรัพยากรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ทำให้เด็กออกห่างจากชุมชนไปเรื่อย ๆ เด็กที่อาศัยอยู่กับคนชราจะถูกละเลย เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ใช้แรงงานก็มักจะถูกเพิกเฉย กลุ่มเด็กเปราะบางเหล่านี้กำลังจะถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตและความความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ ต้องตื่นจากความใฝ่ฝันของพวกเขามาสู้กับความเป็นจริงที่ไม่อยู่ข้างพวกเขาเลย

หากเราทำเพื่อกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เปราะบาง หากความรู้ความสามารถของคนคนหนึ่งมีมีประโยชน์ต่อใครบางคน จะสามารถช่วยให้หลาย ๆ ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ทุกครั้งที่เหนื่อยและท้อกับภาระหน้าที่อันหนักหน่วง เราคงต้องมองย้อนกลับไปตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามให้ได้คำตอบกับตนเองว่า “ทำไมถึงอยากมาเป็นครู?”


ครูบัวคือครูแกนนำโครงการ ACCESS School ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดน่าน ผ่านการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมและชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้


โรงเรียนขนาดเล็กที่เอาชนะการยุบควบรวม บอกอะไรเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน

จากโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าข่ายถูกยุบ-ควบรวม โรงเรียนบ้านฮากฮาน อ.เวียงสา จ.น่าน ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ให้แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่านโยบายร้อนปี ’59-60 ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 1 หมื่นโรง

“ความแข็งแกร่ง” นี้หมายถึงอะไร บอกอะไรเราได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และเป็นตัวอย่างของการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่และนโยบายได้อย่างไรบ้าง?

จากการถอดบทเรียนผ่านประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านฮากฮาน Access School โครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป พบว่า กว่าโรงเรียนบ้านฮากฮานจะมีวันนี้ที่โรงเรียนและชุมชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและรอดพ้นจากการยุบควบรวมได้ เริ่มจากความพยายามของอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ปรียานุช วงษ์แก้ว หรือ “ผอ.หญิง” อย่างที่เป็นที่รู้จักในโรงเรียนและชุมชน ผอ.หญิง เข้ามาบริหารตั้งแต่ ปี 2559 ก่อนหน้านี้ ภาพของชาวบ้านที่มีต่อโรงเรียนนั้นไม่ได้สู้ดีนัก และช่วงแรกของการเข้ามาบริหารโรงเรียน ผอ. ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเท่าไร แต่ด้วยความพยายามของ ผอ. ในการสร้างความร่วมมืออย่างจริงใจกับชุมชน จนปัจจุบัน ผ่านไปร่วม 5 เกือบ 6 ปี ชุมชนกับโรงเรียนนั้นแยกกันแทบไม่ออก ผอ. กล่าวว่า หัวใจคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่าโรงเรียนมีอยู่เพื่อพัฒนาชุมชนและลูกหลานของชุมชนอย่างแท้จริง

โรงเรียนร่วมใจ

ผอ.หญิง แบ่งปันเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งว่า ปกติเวลาที่ชาวบ้านมีประชุมหรือหารือกัน จะมาใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ประชุม ซึ่งทาง ผอ. มองว่าโรงเรียนไม่ได้มีพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการจัดประชุมของชาวบ้านมากนัก ต้องนั่งบ้าง ยืนบ้างเวลามานัดพบที่โรงอาหารของโรงเรียน จึงเกิดความคิดอยากสร้างอาคารเอนกประสงค์ขึ้นมาเพื่อการประชุมและการใช้งานอื่น ๆ ขึ้น แต่ด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จึงไม่มีงบประมาณสำหรับการต่อเติมโรงเรียน ทางผอ. จึงพยายามติดต่อภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือนี้ จนไปได้วัสดุก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างอาคารมาจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทว่าบริษัทสามารถให้ได้เพียงค่าวัสดุมูลค่า 250,000 บาทเท่านั้น ไม่มีค่าแรงงานก่อสร้างให้ ลำพังโรงเรียนก็ไม่สามารถหาเงินมาจ้างคนมาสร้างแน่นอน ผอ.จึงนำเรื่องมาปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนว่ามีโอกาสนี้เข้ามา จะรับไว้กันดีหรือไม่ ทางคณะกรรมการเลือกที่จะรับ ผู้ใหญ่บ้านฮากฮานซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย ก็ได้นำเรื่องไปหารือกับชุมชนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ ชุมชนก็ตอบตกลง จากนั้นเอง สมาชิกชุมชนก็หมุนเวียนกันมาช่วยสร้างอาคารเอนกประสงค์จนเสร็จสิ้น “เราตั้งชื่อว่าอาคารประชาร่วมใจ นี่คือจุดเริ่มต้นที่โรงเรียนสามารถรวมใจของชาวบ้านได้ ชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ว่านี่คือโรงเรียนที่เขาทุกคนเป็นเจ้าของ” ผอ.หญิงกล่าว “ช่วงแรก ๆ ที่มาอยู่ที่บ้านฮากฮานเรามุ่งไปที่ทำอย่างไรให้ปัจจัยพื้นฐานครบก่อน เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ที่ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ” และในที่สุด เมื่อความหวังดีและน้ำพักน้ำแรงของทุกคนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเป็นมรดกที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงไม่แปลกที่ชุมชนเริ่มเชื่อมั่นและศรัทธาในโรงเรียนของพวกเขา รวมถึงในตัวผู้นำโรงเรียนเองด้วย

ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน ผอ.หญิงเล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทมาก เป็นผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า บวกกับเป็นกรรมการสถานศึกษาด้วย จึงทำให้ทำงานร่วมกันใกล้ชิด “ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ในฐานะตัวกลางที่จะประสานกับชุมชน เมื่อโรงเรียนขอความช่วยเหลือไป ท่านก็สามารถช่วยรวมพลังชุมชนมาช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ เป็นเหมือนแรงร่วมใจที่เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศ ชุมชนก็จะรีบมาทันที”

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือตอนที่ชาวบ้านร่วมลงขันจ้างครู 2 คนให้แก่โรงเรียนบ้านฮากฮาน ซึ่งมีครูไม่ครบชั้น แม้ว่าชาวบ้านจะมีอาชีพเกษตรกรที่อาจจะมีรายได้ไม่แน่นอน แต่ด้วยความเชื่อมั่นและคุณค่ามีให้ต่อการศึกษา พวกเขากลับบอกว่า “ในเมื่อผู้อำนวยการและครูทำเพื่อชุมชนขนาดนี้ ทำไมพวกเขาจะทำให้ไม่ได้” เงินที่ได้จากการลงขันต่อปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานมีทุนช่วยเหลือในการจ้างครูโดยไม่ต้องทอดผ้าป่าเลย

ผู้ปกครองช่วยกันเตรียมแปลงผักของโรงเรียน / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ในฐานะผู้อำนวยการ ผอ.หญิงเชื่อมาตลอดว่า โรงเรียนที่ดีไม่ได้วัดกันที่โล่หรือป้ายรางวัล แต่ดูที่คุณภาพของผู้เรียน ซึ่งเป็นผลจากการที่ครูจัดการเรียนการสอนอย่างประสิทธิภาพ มีความต้องการของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบและรูปแบบการบริหารโดยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีการบริหารจัดการที่ดี เมื่อวันที่โรงเรียนบ้านฮากฮานเริ่มเข้าที่เข้าทางด้านกายภาพ ก็เหลือเพียงทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ได้ตามที่ผู้อำนวยการเคยฝันไว้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อเดิม ๆ ต่อโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทนั้นหมดอายุเสียแล้ว

ในปี 2560 ผอ.หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนโดยสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กน่าน เขต 1 ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ได้ทำความรู้จักและอบรมเรื่องเครื่องมือสอนคิดที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย “พอเราเรียนรู้แล้วเราก็ปิ๊งเลย อยากนำกลับมาใช้ ก็เลยปรับใช้เครื่องมือสอนคิดมาเรื่อย ครูกลายเป็นผู้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เหมือนโค้ชคอยให้คำปรึกษาและกระตุ้นผู้เรียน นักเรียนเองจากที่นิ่ง ๆ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวว่าจะผิด ก็ค่อย ๆ กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น บางคนสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างสร้างสรรค์ และกระตือรือร้นอยากจะเข้าห้องเพื่อเรียนรู้”

“ตัวเราเองก็เปลี่ยน” ผอ.หญิงเสริม “ในฐานะผู้บริหารจากเดิมที่เน้นการเรียนการสอนเป็นหลักโดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วม เราใช้ความเป็นกัลยาณมิตรและเพิ่มการพูดคุยและรับฟังกันมากขึ้น สุดท้ายผู้ปกครองเองก็เข้ามาร่วมออกแบบการเรียนรู้ และพัฒนาโรงเรียนร่วมกับครู ชุมชนมีความภาคภูมิใจกับความคิดสร้างสรรค์ของบุตรหลานตนเอง และมีความเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกันในแง่วิชาการด้วย”

เมื่อพูดถึงชุมชนที่ตั้งอยู่บนขุนเขาภาคเหนือ เราคงมองข้ามความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมไปไม่ได้ แต่นั่นไม่มีผลต่อความเป็นหนึ่งของชุมชนแต่อย่างใด เพราะความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง โรงเรียนเองยังได้นำบริบทพื้นฐานทางชุมชนที่มีความหลากหลายมาบูรณาการกับการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของเพื่อนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของผู้อื่น ให้เกียรติและมีความเห็นอกเห็นใจในตัวผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญในผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ผอ.ปรียานุช วงษ์แก้ว ในงานอบรมการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือสอนคิด. ภาพ: ActionAid

มากกว่าโรงเรียน

งานวิจัยในหลายประเทศที่ศึกษาโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางของชุมชน พบว่า โรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือชุมชนหนึ่ง ๆ มักทำหน้าที่และมีคุณค่านอกเหนือไปจากการเป็นสถานศึกษา และรองรับความต้องการของชุมชนได้กว้างขวางมากที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันพลเมืองอื่น ๆ เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โบสถ์ ศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัย ฯลฯ โรงเรียนเป็นทรัพยากรสำคัญของหมู่บ้าน เป็นสถานที่นัดพบที่เอื้อให้ผู้อาศัยในชุมชน โรงเรียน กิจการ และชุมชนในพื้นที่มีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สายสัมพันธ์ และคอนเนคชั่นใหม่ ๆ โรงเรียนอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และโอกาสทางสังคม วัฒนธรรม และการพักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ โรงเรียนเป็นสถานที่ที่คนจากรุ่นสู่รุ่นมารวมตัวกัน เป็นสถานที่ที่ “หล่อหลอมตัวตนของชุมชน”

สำหรับชุมชนที่โอบล้อมโรงเรียน โรงเรียนบ้านฮากฮานเป็นอะไรบ้าง? ที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานศึกษาใกล้บ้านและ "บ้านหลังที่สอง” ของลูกหลานในชุมชน แต่ยังเป็นทั้ง (1) ห้องเรียนของชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพแก่ชาวบ้าน เช่น การทำขนม เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพ (2) ห้องสมุดชุมชนที่สามารถมาหาข่าวสารและความรู้ (3) พื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ของ กสทช. (4) พื้นที่จัดประชุม ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และการประชุมการหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เมื่อ อบต. หรือ ธกส. เข้ามาพูดคุยเรื่องการทำเกษตร (5) ศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น สำหรับชาวบ้านกลุ่มโครงการปลูกโกโก้ของอำเภอเวียงสา (6) พื้นที่ปลูกพืชผักสำหรับชาวบ้าน (7) พื้นที่ออกกำลังกายของชุมชนในตอนเย็น ซึ่งโรงเรียนจะเปิดไฟและมีน้ำดืมไว้ให้ (8) สถานที่จัดงานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณูปการต่อชุมชน

เมื่อเป็นพื้นที่ของชุมชน โรงเรียนย่อมคุ้นหน้าคร่าตาสมาชิกชุมชนเป็นอย่างดี แต่หากพูดถึงตัวละครที่มีปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนมากที่สุด และมีบทบาทในการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้อยู่รอดโดยไม่ถูกยุบควบรวมโดยตรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มต่อไปนี้ (1) ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นทั้งผู้นำชุมชนและประธานกรรมสถานศึกษา มีบทบาทมากในการเชื่อมชุมชนกับโรงเรียน (2) คณะกรรมการสถานศึกษา ทั้งหมด 9 ท่าน ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียน (เลขานุการ) ครู องค์กรทางศาสนา ตัวแทนผู้ปกครอง ศิษย์เก่า สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ผู้ทรงคุณวุฒิแพทย์ประจำตำบล ผู้แทนชุมชนหรือผู้ใหญ่ที่ชุมชนเคารพนับถือ เช่น อดีตผู้ใหญ่บ้าน (3) ผู้ปกครองในชุมชน ซึ่งติดต่อกันโดยตรงได้ผ่านนักเรียน (4) สมาชิกชุมชนคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้ปกครองนักเรียน (5) ผู้อำนวยการและคณะครู ที่กระตือรืนร้นในการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ไปประชุมชุมชนของผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน (6) องค์กรเอกชน นิติบุคคลธรรมดา รวมตัวกันมาช่วยผู้อำนวยการ ช่วยสร้างอาคาร ห้องน้ำ นำขนมมาแจกเด็ก ๆ

บรรยากาศการประชุมผู้ปกครองที่จัดขึ้นใน "ศาลารวมใจ" / ภาพ: ประชาสัมพันธ์โรงเรียนบ้านฮากฮาน

ผอ.หญิงเสริมว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก็มีบทบาท แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น “เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราก็อยู่ได้ เพราะตัวละครกลุ่มอื่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่โอบอ้อมกันและเข้มแข็งมาก”

หากตอนนั้นโรงเรียนและชุมชนไม่สู้ ไม่เกื้อกูลกันในเรื่องทรัพยากร พิสูจน์คุณภาพทางวิชาการ และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง โรงเรียนบ้านฮากฮานอาจจะได้รับผลจากนโยบายยุบ-ควบรวม และหากโรงเรียนหายไป ย่อมทำให้ชุดความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนได้รับผลกระทบ เพราะนอกจากเด็ก ๆ ของชุมชนจะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน และผู้ปกครองต้องรับมือกับ “ราคา” ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น (ตั้งแต่ราคาเม็ดเงิดของค่าเดินทาง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปจนถึงความรู้สึก ความกังวลใจต่าง ๆ ที่มาจากการส่งลูกหลานไปเรียนที่ไกล) เมื่อชุมชนเสียโรงเรียน ชุมชนก็จะเสียพื้นที่สาธารณะไปด้วย พื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการพัฒนาและความอยู่รอดของชุมชนในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม


รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข

📢 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข 📢

ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา ปี 3 คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ทั้ง 25 คน ที่จะมาร่วมพัฒนาศักยภาพครูรุ่นใหม่ และยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กไปด้วยกัน

โครงการนักศึกษาฝึกสอนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือความร่วมมือของคณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และโครงการ Access School เฟ้นหา "ครูรุ่นใหม่" ที่มีศักยภาพสูง ร่วมฝึกสอนจริงด้วยการใช้นวัตกรรมในโรงเรียนขนาดเล็กต้นแบบ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

นักศึกษาที่ผ่านการฝึกสอนภายใต้โครงการนี้ นอกจากจะได้ฝึกสอนในวิชาเอกของตน จะยังได้รับ

✨ การอบรมพิเศษเกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ (Active Learning)
✨ การดูแลอย่างใกล้ชิดจากครูพี่เลี้ยงที่ใช้นวัตกรรมจริง
✨ ประกาศนียบัตรที่ได้การรับรองในระดับสากล และอื่น ๆ อีกมากมาย

สอบถามข้อมูลโครงการนักศึกษาฝึกสอน ติดต่อ: https://www.facebook.com/access.school.project


ในนามของพี่เลี้ยงครู: กชพร ตุณสุวรรณ ศึกษานิเทศก์ จ.กาฬสินธุ์

หญิงวัย 57 ปี ในชุดผ้าไหมดูกระฉับกระเฉง แม้จะเป็นข้าราชการมาค่อนชีวิต แต่แววตาของเธอที่เหลืออายุราชการอีกไม่นาน กลับยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

และทั้งหมดจากบรรทัดนี้ไป คือ พลังของราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กำลังเข็นความหวังความฝันให้เข้าใกล้เป้าหมายอุดมคติทางการศึกษามากที่สุด

ตลอดการทำงานด้านการศึกษามา 35 ปี กชพร ตุณสุวรรณ เริ่มต้นจากการเป็นครูอยู่ 16 ปี ก่อนจะขยับตัวเองมาเป็นศึกษานิเทศก์ "เราเป็นครูมาก่อน สอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขยายโอกาส มีตั้งแต่อนุบาลถึง ม.3 เคยสอนทุกชั้น ยกเว้น ป.1 เริ่มสอนตั้งแต่ ป.2 แต่ส่วนใหญ่จะสอน ป.5-6 ต่อมาเป็น ม.1-3"

ครั้งนั้นเธอเล่าว่าการสอนเป็นระบบเก่า หลักสูตรการศึกษา พ.ศ. 2533 เป็นหลักสูตรที่มีสาระวิชาแค่ 5 วิชา คือ สปช.1 คณิตศาสตร์ ภาษาไทย กพอ.2 สลน.3 เวลาสอนจะไม่วุ่นวายมาก สำหรับระดับประถม เพราะเป็นวิชารวม

เธอว่าเธอเป็นครูที่อยู่กับบ้าน คือบ้านกับโรงเรียนอยู่ใกล้กัน เพราะฉะนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนว่าบ้านกับโรงเรียนไม่ได้แยกจากกัน "เราอยากมาโรงเรียนเมื่อไหร่ก็มาได้ เสาร์ อาทิตย์ก็มา เป็นเหมือนที่ทำงาน หรือเป็นบ้านอีกที่หนึ่ง เริ่มงานครูครั้งแรกบรรจุที่โรงเรียนหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ พอเราเป็นครูในพื้นที่ สอนมาหลายช่วงอายุ สามารถพูดคุยกับชาวบ้านและชุมชนได้"

จากประสบการณ์ครู เธอบอกว่าสมัยก่อนหากควบคุมเด็กให้อยู่ในกรอบได้ เด็กจะเชื่อถือ และเชื่อมั่นเรา เพราะไม่มีสื่อ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ทีวีก็ยังมีน้อย แต่ทุกวันนี้แตะเด็กไม่ได้ ตีก็ไม่ได้ เป็นยุคโซเชียลมีเดียและการตระหนักถึงสิทธิ กชพรเล่าถึงหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ว่า ช่วงที่ตนเป็นครู ไม่เคยเห็นศึกษานิเทศก์เข้าไปในห้องเรียนเลย ทั้งที่ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้พัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และช่วยเหลือครู นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของหน้าที่เรา อีกทั้งเมื่อก่อนมีหน่วยงานเดียวคือกรมวิชาการ พอมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เริ่มมีหลายสำนัก คนก็แข่งกันเก่ง แข่งกันเรียนหนังสือ แข่งกันเป็นด็อกเตอร์ ทำให้ด้านวิชาการต่าง ๆ นวัตกรรมต่าง ๆ เริ่มถูกเอาออกมาทดลอง แล้วผลักมาสู่โรงเรียน โดยผ่านศึกษานิเทศก์

"ต่างคนต่างเอามาทดลอง เพื่อทำวิทยานิพนธ์เป็นผลงานของตัวเอง ศึกษานิเทศก์เลยออกมาในรูปของการอบรมเป็นส่วนใหญ่"

แต่ด้วยอายุและประสบการณ์ กชพรรู้สึกว่าทำไมต้องวิ่งตามนโยบายที่มีเยอะเหมือนคนกินข้าวอิ่มมาก ๆ เมื่อก่อนมีพลังเยอะ ใครเอาอะไรมารับได้หมด พร้อมที่จะถ่ายทอดตลอดเวลา แต่ตอนนี้เริ่มที่จะเลือกกินอาหารดี ๆ เลือกที่เหมาะสม

"มันเกิดความคิดว่าเด็กจะเปลี่ยนได้ครูต้องเปลี่ยนก่อน อะไรที่จะทำให้ครูเปลี่ยน ก็ไปเจอกับนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าตลอดชีวิตข้าราชการ ไปดูงานจะเจอที่ไม่ใช่ของจริง เราเห็นมาหมดแล้ว ผักชีโรยหน้าทั้งนั้น มีของจริงอยู่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่พอไปเห็นแล้วก็เดินเข้าห้องเรียนก่อนเลย เข้าไปดูว่าสอนยังไง เราก็ไปเจอมายแมป (Mind Map) เจอผลงานเด็ก เราเข้าไปอ่าน ที่ผ่านมาเจอผลงานเด็กที่เป็นลักษณะก็อปปี้ แต่โรงเรียนนั้นกลับไม่เหมือน เวลาเด็กพูดคุยกับครู ก็ไม่ตื่นตูม มีสมาธิดีมาก จากนั้นก็เริ่มแนะนำผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่เราดูแล เช่น โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม"

นวัตกรรมการเรียนการสอนแบบใหม่ กชพรบอกว่า ถ้าคนมององค์รวมเป็นจะรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เศรษฐกิจพอเพียงคือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning หรือ PBL) อย่างหนึ่ง ซึ่งเริ่มทำกัน 3 โรงเรียนก่อน คือโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม โรงเรียนหนองพอกวิทยายน โรงเรียนดงพยุงสงเคราะห์ “เราพาผอ.โรงเรียน กับครูวิชาการไปโรงเรียนละ 2 คน ไปดูก่อน ถ้าชอบต้องมาทั้งโรงเรียน ถ้าไม่ชอบก็จบ พอเข้าไปดูแล้วเขาชอบ เลยพาครูไปทั้งโรงเรียน เดิมทีในเครือข่ายของเรามีทั้งหมด 30 โรงเรี ยน พอกลับมาส่วนใหญ่ฮึกเหิม จิตศึกษาทำง่าย เห็นผลเร็วกับเด็ก เด็กนิ่ง มีสมาธิ มีจิตอ่อนโยนลง”

ในนามศึกษานิเทศก์ที่ต้องเสมือนเป็นพี่เลี้ยงครู กชกรบอกว่าครูทดลองทำอยู่ 30 สัปดาห์ เด็กเปลี่ยน เด็กมัธยมจากหนีเรียนไปข้างนอก ไปขี่มอเตอร์ไซค์ เขาไม่หนีเรียน เพราะกิจกรรมจิตศึกษาทำให้เด็กรักครู รักที่จะเรียน ครูรักเด็ก จากที่ครูตวาดเด็ก ตีเด็ก เขาจะไม่ตี ไม่ดุ ส่วนเด็กก็ได้สะท้อนตัวเอง โดยให้เขาบอกว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร ภูมิใจอะไร เขาจะพูดทุกวัน

"การสอนของครูแบบเดิมคือพูดคนเดียว แล้วเด็กก็มีหน้าที่ฟัง จด พอเราไปเห็นลักษณะนั้น เราเลยมีความรู้สึกว่าเหนื่อย บางทีแค่คำถามเล็ก ๆ เด็กตอบไม่ได้ เด็กต้องรอครู บางทีเราไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้อง แต่เราถามเพื่อดูไหวพริบ ทักษะการตอบ วิธีการตอบของเขา แต่ครูบอกไม่ได้ ต้องตอบให้ถูก"

กชพรพาเดินเข้าไปในหัวใจครู เธอบอกว่า "ครูมีจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าต้องสอนอะไร แต่อาจจะมีความรู้ใหม่ที่ต้องเพิ่มเติม สำคัญที่สุดคือใจ ถ้ามีใจรักที่จะทำ จุดเปลี่ยนของครูอยู่ตรงนี้ คำว่ายากก็จะไม่มี คำว่าทำไม่ได้ก็จะไม่มี"

แน่นอนว่าการเปลี่ยนเด็กเริ่มจากการเปลี่ยนครู แต่ในสายธารของการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ที่กชพรพูดมาก็เปลี่ยนตัวเธอเองไม่น้อยเช่นกัน

"มีความรู้สึกว่าอยากทำศูนย์เรียนรู้ ให้ลูกใครก็ได้ที่เขาไม่มีทรัพยากรพอที่จะส่งเสียเรียน เราจะสอนโดยจะใช้ทั้งนวัตกรรมจิตศึกษา กับ PBL" กชพรบอก คล้ายกับอยากเป็นครูเองอีกรอบ

ถามกชพรว่า คิดว่าช่วงก่อนเกษียณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหรือไม่ เธอบอกว่าสิ่งที่อยากเห็นคงไม่ได้หวังผลว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศไทย เอาแค่เฉพาะกาฬสินธุ์ที่ทำอยู่ คิดว่าจะได้เห็น มั่นใจว่าภายใน 3 ปีต้องมีอีกหลายโรงเรียนที่จะประสบความสำเร็จแน่นอน

"ทำไมถึงกล้าบอกว่า 3 ปี เพราะตอนนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด เมื่อก่อนเข้าไปนิเทศก์ห้องอนุบาล ตอนบ่ายวุ่ยวายมาก เพราะเด็กจะไม่ฟัง ไม่เป็นระเบียบ เด็กวิ่งมาตะโกนโหวกเหวก คุยไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นภาษา ถามคำตอบคำ หรือพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่ปลายปี 60 หลังจากใช้นวัตกรรม ไปคุยกับเด็ก เขาคุยกับเราเหมือนผู้ใหญ่คุยเป็นเรื่องเป็นราว มีสัมมาคารวะ หรือถ้าถามว่านี่ผักอะไร เอาไปทำอะไร สีอะไร เขาจะตอบรู้เรื่องกว่าเด็กที่ไม่ผ่านกระบวนการเรียนนี้"

กชพรย้ำถึงการปฏิบัติลงมือทำจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง "พอทำแล้วได้ผล ขนาดโรงเรียนหรืออายุของครูไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่จะเอานวัตกรรมเข้าไปใช้ อยู่ที่ใจล้วน ๆ ถ้าพร้อมจะเปิดรับและกล้าสู้กล้าทำ ที่สำคัญคือการสื่อสาร

"ตอนนี้ครูเรายังเปลี่ยนไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ท้าท้ายคือจะทำยังไงให้ครูทุกคนในโรงเรียนเห็น แต่ก็มีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาอีก เช่นครูที่เราเทรนไว้แล้ว ให้ความรู้ ปรับสภาพจิตใจทุกอย่างดีหมดแล้ว แต่เขาย้าย พอได้ครูคนใหม่มาแทน เราต้องมาทำการเทรนใหม่อีก นี่คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้"

ส่วนครูที่ไม่ย้ายไปไหนก็มีไม่เห็นด้วยและไม่ลงมือทำ นี่คือโจทย์ของกชพรในนามของศึกษานิเทศก์ แต่เหมือนเธอบอกว่าทุกอย่างถ้ามีใจ ไม่มีคำว่ายาก ตรงนี้เธออาจกำลังบอกกับตัวเองอยู่ด้วยก็เป็นได้

"ถ้าจะให้เปลี่ยนได้จริง ๆ ครูต้องเห็นผลผลิตของคนที่ทำ เมื่อเขาเห็นว่าได้ผลจริง ซึ่งเราขออย่างเดียวคือว่าถ้าไม่ทำอย่าขัดขวาง ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนจะนิ่งไม่ได้ ครูก็ต้องคอยดูเด็กของตัวเอง ผอ.ต้องคอยดูครูของตัวเอง ถ้าครูเริ่มไฟมอดแล้วก็ต้องคอยเติมไฟให้"

อย่างน้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ในสายตาของกชพร อาจบรรลุเป้าไปเกินครึ่งทางแล้ว

"เด็กตั้งใจเรียน มีทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ความรับผิดชอบ อ่อนน้อมถ่อนตน และมีมารยาท" กชพรย้ำถึงสิ่งที่ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจในการเปลี่ยนแปลง

บางความคิดที่กำลังหมดหวังต่อราชการไทย แต่คนอย่างกชพรกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอกำลังสร้างความหวังใหม่ และส่งต่อไฟให้ครูอีกหลายคนรับไปลุกโชนเพื่อนักเรียนของพวกเขา

 


1 สปช. (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์

2 กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหางานบ้าน การเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และคอมพิวเตอร์

3 สลน. (สร้างเสริมลักษณะนิสัย) กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักสูตร พ.ศ.2521 ที่ประกอบด้วยเนื้อหาวิชาจริยศึกษา พระพุทธศาสนา ดนตรี-นาฏศิลป์ และศิลปะ


จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

Full Access: จดหมายข่าว โครงการ Access School ฉบับที่ 1

ในปีที่ 1 ของโครงการ แม้จะพบข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 แต่โครงการก็ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ จดหมายข่าว "Full Access" ฉบับปฐมฤกษ์ รวบรวมข่าวสารและไฮไลท์สำคัญของโครงการ ในปี 2563 ไว้แล้ว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเส้นทางสู้การศึกษาที่ "เข้าถึง" ได้ ความก้าวหน้าของโครงการผ่านตัวเลข และเสียงสะท้อนจากชาว Access School อาทิ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (ภาคกลาง) สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต ๑ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ดาวน์โหลดจดหมายข่าวโครงการ Access School ฉบับที่ 1

โครงการ Access School คือ โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) บริหารโครงการโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมและบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตน


การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

การศึกษาบนฐานชุมชน ของโรงเรียนบ้านฮ่องทราย จ.ร้อยเอ็ด

เมื่อปี 2557 ผู้ปกครองโรงเรียนบ้านฮ่องทรายหลายคนได้ย้ายบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ ทำให้โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมีนักเรียนเหลือเพียง 52 คน นายเสน่ห์ เสาวพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กแห่งอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เล่า “แต่ต่อมาก็ต้องตัดสินใจย้ายกลับมาเรียนที่เดิม เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บวกกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง และผลการเรียนของลูกหลานที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก”

ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเองก็ไม่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเป็นผู้กำหนดชะตาของโรงเรียน ทำอย่างไรจึงจะสร้างโอกาสในสถานการณ์เฉียดวิกฤติ ทำอย่างไร โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและชุมชนได้เสมอ แม้กระแสสังคมของการเรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ จะวกวนกลับมา

คำตอบนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ทั้งในรูปแบบการบริหารสถานศึกษาและการจัดการห้องเรียน โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมไทบ้าน ในปี 2557 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถของครูและการจัดการการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นำบริบทและนวัตกรรมการศึกษาต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหลักสูตร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

โรงเรียนสามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ที่ปรับนวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ จิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และเครื่องมือสอนคิด บูรณาการเข้ากับแผนการสอน ทั้งยังสร้างวิถีใหม่ของโรงเรียนที่ใส่ใจนักเรียนดั่งเป็นบ้านหลังที่สอง “ครูมีความสนใจเอาใจใส่นักเรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยดูแลด้านสุขอนามัย ตั้งแต่การตัดเล็บ ตัดผม อาหารกลางวันของเราก็พัฒนาคุณภาพมากขึ้น” ผอ. เสน่ห์ เล่า “ด้วยรูปแบบของพ่อแม่ดูแลลูก จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองมีความเชื่อมั่น และนำบุตรหลานย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบ้านฮ่องทรายเหมือนเดิม”

กิจกรรมจิตศึกษา ของพี่ ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านฮ่องทราย / ภาพ: โรงเรียนบ้านฮ่องทราย

ขณะเดียวกัน บ้านหลังที่สองของนักเรียนแห่งนี้ก็มีเจ้าของมากกว่าวงบุคลากรในโรงเรียน โรงเรียนยึดหลักการพัฒนาร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโรงเรียนและวางแผนการทำงานร่วมกัน 100% สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงความสุขและคุณภาพการเรียนรู้ของลูกหลานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงเรียนบ้านฮ่องทราย นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน จึงได้ปรับใช้แนวทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered learning) เข้ากับหลักสูตร จุดเด่นคือโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนวันศุกร์ให้เป็นวันที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบวันของตน โดยบทเรียนเน้นความสนใจและทักษะชีวิตเป็นหลัก ตั้งแต่ การทำขนม ประกอบอาหาร จับปลาในหนองน้ำ เป็นต้น การเรียนรู้ในบริบทธรรมชาติตามความสนใจ ซึ่งแฝงความรู้เชิงวิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะสำคัญในการอยู่รอด มีความเป็นผู้นำ เข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกัน เคารพและกล้าเปิดใจกับครูมากขึ้น โดยโรงเรียนเรียกรูปแบบการเรียนการสอนนี้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน”

ผอ. เสน่ห์ เสาวพันธ์ ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านฮ่องทราย เมื่อเดือนธันวาคม 2563 / ภาพ: Burassakorn Gitipotnopparat

การศึกษาบนฐานชุมชนยังนำไปสู่กิจกรรมอื่น ๆ ที่รักษานิเวศของโรงเรียนและสนับสนุนให้นักเรียนแสดงศักยภาพและความสามารถ เช่น กิจกรรม “ขยะแลกนม” ที่มีขึ้นทุกวัน พี่ ๆ ชั้น ป.6 เป็นผู้นำในการแจกนมให้กับน้อง ๆ ชั้นที่เหลือ (อนุบาล - ป.5) ด้วยเงื่อนไขการเก็บขยะสะสมความดี โดยให้น้อง ๆ เก็บขยะในโรงเรียนนำมาส่ง แล้วพี่ ๆ ทำหน้าที่ตรวจนับ แยกขยะ และให้การบริการแจกนมช่วงเย็นของทุกวัน นอกจากจะเป็นการฝึกนิสัยการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นผู้นำ ความร่วมมือของนักเรียนทุกคนยังส่งผลไปถึงครอบครัวหมูป่าที่โรงเรียนเลี้ยงไว้อีกด้วย รายได้ที่มาจากการขายขยะนั้นนำไปซื้ออาหารสำหรับแม่หมู และลูก ๆ อีก 12 ตัว

วันนี้ โรงเรียนบ้านฮ่องทรายมอบบรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสุขของครูและนักเรียน สร้างความเชื่อมั่นและสบายใจให้แก่ผู้ปกครอง ผู้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างแท้จริง เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เข้มแข็งในเครือข่ายภาคอีสานของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ที่กำลังทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นถึงพลังและศักยภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ไม่เล็กไปตามชื่อเลย


ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 55 ของประเทศไทย ได้แถลง นโยบาย 12 ข้อในการจัดการศึกษา ต่อคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชน ในโอกาสการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในนามขององค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ขอแสดงความยินดีกับท่านตรีนุช ที่ได้เข้ามารับหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับท่านรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบาย 12 ข้อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป

ทั้งนี้จากนโยบาย 12 ข้อที่ท่านได้แถลงต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและเพิ่มเติม โดยภาพรวม นโยบายการจัดการศึกษาทั้ง 12 ข้อเป็นแนวนโยบายที่จะเป็นธงนำไปสู่การปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศไทยได้ และเข้าใจว่าคงจะบรรจุอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2565-2569 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังจัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะเพิ่มเติมให้นโยบายการจัดการศึกษามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดรับกับแผนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2561-2565 และสามารถสะท้อนตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2565-2569 ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

เป้าหมายการจัดการศึกษา

ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานอย่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนในสังคม มีทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะและความสุข

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นโยบายชัดเจนในการนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะเป็นธงนำให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามเป้าหมายการจัดการศึกษาชาติ จึงขอเสนอวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ข้อและให้จัดกลุ่มนโยบายทั้ง 12 ข้อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม:

จุดประสงค์ที่ 1 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
จุดประสงค์ที่ 2 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
จุดประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลักการสำคัญของนโยบายการจัดการศึกษาในแต่ละข้อ จะขอเพิ่มเติมขยายความ 5 นโยบาย ได้แก่ ข้อที่ 1 (การปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เท่าทันศตวรรษที่ 21) ข้อที่ 2 (การพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัลของครู) ข้อที่ 3 (การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์ม) ข้อที่ 4 (การกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษา) และ ข้อที่ 10 (การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการศึกษา) ตามลำดับ ดังนี้

 

นโยบายข้อที่ 1 – การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย
เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับให้มีความรู้ มีทักษะและคุณลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

โดยหัวใจ นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ควรจะขยายความให้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของการศึกษาไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ยังติดอยู่กับระบบการใช้รายวิชาเป็นฐาน (Subject-based learning) ที่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ไม่เน้นการฝึกฝนสมรรถนะ ดังนั้น นโยบายข้อนี้ควรปลดล็อกหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอุปสรรคปัญหา ไปสู่การเรียนรู้ที่ทันสมัยและรู้จริง (Mastery learning) ซึ่งหมายถึง กระบวนการเรียนเพื่อรอบรู้จนเชี่ยวชาญ ด้วยการดำเนินการให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนแต่ละคนตามความชอบ ถนัด สนใจ หรือแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการเหมือนกัน บนฐานชุมชนหรือนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสภาพจริง ด้วยการแสวงหาวิธีการ สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยจนผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนรอบรู้ คือ ”รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กัน (ป้องกัน) รู้แก้ รู้ทำ” ประยุกต์ใช้จนเชี่ยวชาญในแต่ละระดับได้ หากผู้เรียนได้รับเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การที่จะให้ผู้เรียนหรือพลเมืองไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น ต้องระบุว่า ให้มีความรู้และฝึกประยุกต์ใช้ความรู้แบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based Learning) นั่นคือ การใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็นเป้าหมาย ความสามารถของผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตที่สามารถใช้การได้จริงและได้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ยังต้องขยายความคำว่า “บริบทสังคมไทย” ซึ่งเป็นบริบทที่มีความแตกต่างหลากหลาย บนฐานพหุวัฒนธรรม ปัญญาและหลากหลายชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนถึง 56 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6.09 ล้านคนหรือร้อยละ 9.68 ของประชากรในประเทศไทย (รายงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พ.ศ. 2555) ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทั้งในที่สูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ป่าลุ่มน้ำตะวันตก พื้นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชายฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ผูกพันและพึ่งพาวิถีธรรมชาติได้สะสมเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายระบบการศึกษาไทยไม่ได้จัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะของผู้เรียน ที่ยึดโยงกับบริบทที่หลากหลายของสังคมไทยที่ จึงส่งผลให้ผู้เรียนยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งห่างไกลชุมชน ไม่รู้จักรากเหง้าตนเอง ไม่รู้จักพหุภูมิปัญญาของสังคมไทย หรือธรรมชาติในมิติทางนิเวศและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

 

นโยบายข้อที่ 2 – การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล เพื่อให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนา
ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาและดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย
และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน

นโยบายข้อนี้ควรคำนึงถึงการตอบโจทย์หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่แผนการศึกษาชาติและนโยบายได้ปลดล็อกใหม่ ดังนั้นควรเพิ่มสมรรถนะให้ครูและอาจารย์ได้รับการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาที่ใช้สมรรถนะเป็นฐานการเรียนรู้ (Competency-Based Learning) และพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานพหุปัญญาชุมชน วัฒนธรรม ธรรมชาติตามบริบทของสังคมไทย

 

นโยบายข้อที่ 3 – การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลฝานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (NDLP)
และการส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ
พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ ที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย
และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษามาใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา

เนื่องจากปัจจุบัน ฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของชาติที่กล่าวไว้ในนโยบายข้อนี้ ยังไม่เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกันได้ในทุกระบบ ทุกประเภทการศึกษา เช่น ระบบฐานข้อมูลของการศึกษาทางเลือก หรือกลุ่มการศึกษาของเด็กนอกระบบและตามอัธยาศัยของสถาบันสังคม (ตามมาตรา 12) ยังไม่มีการรวบรวมจัดเก็บที่ชัดเจน อย่างเป็นระบบและยังไม่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาแห่งชาติ (DMC) ได้ รวมถึงยังไม่เอื้อต่อการสนับสนุนระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการจุดมุ่งหมายการศึกษาชาติ ดังนั้น จึงขอให้เพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบ Big Data ด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อสนับสนุนการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือผู้เรียนให้เข้าถึงการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยทุกประเภทและสามารถเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลส่วนราชการอื่นๆได้ตามเงื่อนไขของระบบกฎหมายข้อมูลข่าวสารที่กำหนด

เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ขับเคลื่อนไปบนโลกที่เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ระบบฐานข้อมูลการศึกษาชาติควรเท่าทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และสร้างสรรค์การศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ดังนั้น ระบบฐานข้อมูลกลางการศึกษาชาติ ขอให้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

    1. ปรับปรุงฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ หรือ Data management Center (DMC) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาประเภทนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของสถาบันสังคมตามมาตรา12 (การศึกษาโดยครอบครัวและการศึกษาในศูนย์การเรียนของบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา) ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเฉพาะ กศน.จึงทำให้ฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนนอกระบบกว่า 10,000 คนและสถานศึกษานอกระบบกว่า 1,500 แห่งไม่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลการจัดการศึกษาชาติ
    2. ฐานข้อมูลสถานศึกษาขนาดเล็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ด้วยตนเอง หรือมีคุณภาพและมาตรฐานที่หลากหลายตามบริบทสังคมไทย
    3. ฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษาและพัฒนาเด็กเยาวชนของประเทศไทยที่หนุนเสริมและสนับสนุนพัฒนาการศึกษาไทย
    4. ฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา ครูอาสา ครูชุมชนที่ร่วมสนับสนุนการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่างๆ
    5. ฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้เรียนทุกเพศวัยและสถานศึกษาทุกระดับ เช่น แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกษตรกรรม หัตถกรรม ศิลปะ เทคโนโลยี กีฬา ฯลฯ
    6. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย นโยบาย กฎหมาย และแผนการศึกษาชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ควรเปิดระบบหรือกลไกที่ให้ประชาชน ผู้เกี่ยวข้อง หรือภาคประชาสังคมที่สนใจสามารถเข้าถึงและเข้าใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้โดยสะดวกมากขึ้น

 

นโยบายข้อที่ 4 – การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษา
ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน
โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อกำหนดให้มีระบบบริหารและการจัดการ
รวมถึงการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัว
การบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน มีระบบการบริหารงานบุคคลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

ข้อนี้เป็นแนวนโยบายที่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้รับการขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เขียนขอเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

ให้มีการศึกษาทบทวน กฎหมายการศึกษาเพื่อปลดล็อก ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายรวมถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง สถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจเป็นอุปสรรค ปัญหา และรวมศูนย์อำนาจการจัดการศึกษาไว้ที่ส่วนกลางมานาน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 4 (4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าหน้าที่การจัดการศึกษาเป็นของรัฐโดยกระทรวงศึกษาส่วนกลาง หน้าที่ของบุคคล/ประชาชนมีเพียงต้องเข้ารับการศึกษาอบรมโดยขาดการมีส่วนร่วม สนับสนุน พัฒนาการศึกษา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ควรมีศึกษาเรื่องกฎหมายการศึกษาหรืองานวิจัยอย่างจริงจัง

นอกจากการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายการศึกษาแล้ว การบริหารและจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐานจะให้สำเร็จได้ต้องเพิ่มเติม กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน เขต 1 ได้ร่วมดำเนินงานในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่และระดับประเทศร่วมกับมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนและยื่นข้อเสนอต่อนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงแรกเริ่ม จวบจนกระทั่งในปี 2559 ได้มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการทำงานร่วมกัน ด้านการพัฒนาพื้นที่เชิงรูปธรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้เครื่องมือการสอนคิด หรือ Thinking Tools ซึ่งได้รับนวัตกรรมมาจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มาทำงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน สมาคมฯ นำนวัตกรรมเครื่องมือสอนคิดมาขยายผลอย่างเป็นระบบ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเครือข่ายในการออกแบบการสอน อบรมครู ลงมือทำ ติดตามผล รวมถึงสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต 1 ที่เล็งเห็นความสำคัญ จนรับแนวทางการสอนคิดเข้าเป็นหนึ่งในนโยบายระดับ

ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่หยุดการพัฒนาและมุ่งหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้วยกำลังและความตั้งใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพของโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ วันนี้ สมาคมฯ และสพป. น่าน เขต 1 ได้วางรากฐานความร่วมมือกับ สพป. น่าน เขต 2 ในการขยายผลการเปลี่ยนแปลงไปยังโรงเรียนอีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

 

นโยบายข้อที่ 10 – การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้สามารถสะท้อนออกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์และตัวชี้วัดในแผนการศึกษาแห่งชาติได้ชัดเจน ขอเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน และการใช้นอกจากผ่านระบบดิจิทัลแล้วควรผ่านระบบการประยุกต์ใช้ความรู้บนฐานสมรรถนะจริงในปัจจุบันด้วย

ผู้เขียนขอชื่นชมนโยบายข้อที่ 11 นโยบายข้อที่ 12 ที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทางการศึกษาและผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ ในนโยบายข้อที่ 12 การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ควรรวมถึงผู้เรียนที่อยู่ระบบการศึกษาทางเลือกที่ประสงค์จะเรียนตามที่ตนเองสนใจ ถนัดและมีความต้องการที่จำเป็นพิเศษอื่น ๆ ด้วย

 

โดย เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School

ก่อนเปิดเทอมใหม่ ภาคประชาสังคมคิดเห็นอย่างไรกับ นโยบาย ของ รมว.ศึกษาธิการ ตรีนุช เทียนทอง
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat/ActionAid

เกี่ยวกับโครงการ ACCESS School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา)

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโดยสหภาพยุโรป และบริหารโครงการโดย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และสมาคมไทบ้าน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการสถานศึกษาในชุมชนของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง

เกี่ยวกับสหภาพยุโรปในประเทศไทย (European Union in Thailand)

สหภาพยุโรป (อียู) เป็นการรวมตัวในลักษณะสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในทวีปยุโรป มีสมาชิกในปัจจุบันจำนวน 27 ประเทศ ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก เปิดกว้างในการยอมรับซึ่งกันและกัน และเคารพเสรีภาพของประชาชน ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) สหภาพยุโรปได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนในยุโรป

สหภาพยุโรปเป็นสมาคมทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นแหล่งทุนและเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ นอกจากนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มูลค่าการให้ความช่วยเหลือรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งโลก

 


 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บุรัสกร กิติพจน์นพรัตน์ (ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารโครงการ ACCESS School)
อีเมล: burassakorn.gitipotnopparat@actionaid.org
Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project


เพราะโรงเรียนเป็นของ ชุมชน : สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

เพราะโรงเรียนเป็นของชุมชน: สมัย มะหา ครูอาสาแห่งบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง มหาสารคาม

ใครคือเจ้าของโรงเรียน?

สมัย มะหา ครูชุมชนอาสา แห่งโรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง โรงเรียนขนาดเล็กในตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อดคิดไม่ได้เมื่อทราบข่าวนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กช่วง 4 ปีก่อน ในหัวของเธอมีภาพโรงเรียนร้างลอยเข้ามาทันที เธอรู้สึกตกใจ สับสน และมีคำถามอื่น ๆ ตามมามากมาย

โรงเรียนในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร? เด็ก ๆ จะไปเรียนที่ไหน? ในหมู่บ้านเราจะไม่มีโรงเรียนอีกแล้วหรือ? พื้นที่แห่งนี้จะถูกปล่อยให้รกร้าง หรือจะใช้ประโยชน์อะไร? แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เหล่านี้คือคำถามของชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเล็กแห่งนี้ พื้นที่ที่ได้ให้ความรู้แก่คนในชุมชนมาหลายต่อหลายรุ่นจะต้องหายไปหรือ? ณ เวลานั้น สมัยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจคือ การอยู่เฉย ๆ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเป็นแน่

เมื่อสมาคมไทบ้าน องค์กรพัฒนาสังคมในจังหวัดมหาสารคาม ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ. 2560 สมัยได้เข้าร่วมการประชุมของสมาคมฯ ในฐานะสมาชิกชุมชน และเห็นถึงความเป็นไปได้ในการรักษาโรงเรียนไว้ไม่ให้ถูกยุบควบรวม จึงเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เพียงพอเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ เธอจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นครูอาสา บทบาทหน้าที่ใหม่นี้เปิดโอกาสให้เธอแสดงความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ เสนอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับครูในโรงเรียน ทั้งที่บุคลิกเดิมเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก

จากหญิงชาวนา สู่ครูอาสาของชุมชน

การได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมบ่อย ๆ ทำให้ครูสมัยเห็นศักยภาพที่ตนเองมี พัฒนาทักษะเดิม และนำไปสู่การแสดงความสามารถด้านการสอนผ่านความรู้ภูมิปัญญา ผสานเข้ากับนวัตกรรมจิตศึกษา หรือกระบวนการที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) และความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ)

สำหรับครูสมัย จิตศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างสมาธิให้เด็ก ๆ ก่อนพาพวกเขาเรียนรู้จากการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางวิชาการ หรือทักษะชีวิต อาทิ การทอเสื่อกก การปลูกผักและข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงปลา การทำอาหารท้องถิ่น และการประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ เธอพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความงอกงามภายในและทักษะต่าง ๆ นี้ ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่จากผู้เรียน เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน มีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ตั้งคำถาม และคิดต่อยอดได้ดีมากกว่าเดิม การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบทางความคิด หรือแม้แต่กรอบกายภาพของโรงเรียนเล็ก ปูพื้นฐานประสบการณ์ เติมทักษะชีวิต ให้นักเรียนเอาตัวรอดได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่

ความรู้สึกภูมิใจในความเป็นครูชุมชนอาสา ความกล้าที่จะออกมาจากกรอบเดิมเพื่อช่วยสร้างสรรค์ให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสียสละเวลาของผู้หญิงชาวนาคนหนึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่พลเมือง ในการรักษามรดกของชุมชนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กิจกรรมจิตศึกษาสร้างสมาธิ และพลังสงบ

แรงผลักดันของครูสมัย ครูอาสาชุมชน อีก 12 คน และครูประจำ 2 คน ทำให้โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีฐานเรียนรู้ในโรงเรียนมากขึ้น ต่อมาถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูในระบบ ครูอาสา และนักเรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคนในชุมชนที่ให้ความสนใจ เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีการปลูกผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นการต่อยอดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต

"คำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน
เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วม
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานของชุมชน"

จากการถ่ายทอดประสบการณ์ ครูสมัยเล่าว่า ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ "การวางเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมุ่งมั่นลงมือทำให้ถึงที่สุด จะเห็นความสำเร็จเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนคือใจยังอยากให้โรงเรียนคงอยู่กับชุมชนตลอดไป เพราะคำตอบของคำถาม ใครคือเจ้าของโรงเรียน? นั้นก็คือชุมชน เราทราบดีว่าความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชนคืออะไร ดังนั้นจึงกล้าที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหลานในชุมชน" สำหรับชุมชนบ้านนาฝายเหล่าหุ่ง การรักษาโรงเรียนที่เป็นมรดกร่วมของพวกเขา ให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้สามารถทำได้จริง ด้วยหลัก "ปลูกคนดี ให้มีปัญญา ทำมาหากินเป็น" สร้างครูอาสาให้เข้ามาจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

วันนี้ โรงเรียนบ้านนาฝายเหล่าหุ่งมีนักเรียน 26 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และยังเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้มแข็งในเครือข่ายของสมาคมไทบ้าน และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย พร้อมเป็นต้นแบบและรูปธรรมความสำเร็จ และขับเคลื่อนร่วมกันต่อในโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาโรงเรียนในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก ให้คงดำรงอยู่ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง


Access School เสริมศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคม ในการบริหารโครงการอย่างมืออาชีพ

ประมวลภาพบรรยากาศการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายประชาสังคมก้าวไกล เข้าใจบริหารโครงการอย่างมืออาชีพ” วันที่ 2-4 เมษายน 2564 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต

กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ภาคีคณะทำงานโครงการ Access School (โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา) ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมไทบ้าน และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก รวมถึงผู้รับทุนย่อยจากโครงการ ได้แก่ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป. น่าน เขต 1 สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ และกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา รับทราบแนวทางปฏิบัติงานของโครงการที่สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป และมีความเข้าใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการร่วมกันทั้ง 6 องค์กร ในฐานะภาคประชาสังคม ผ่านหัวข้อการอบรมและพูดคุยแลกเปลี่ยน อาทิ การสะท้อนมองโครงการปีที่ 1 ข้อตกลงและแผนด้านการเงิน การเฝ้าติดตามและการประเมินผล การทบทวนการเสนอขอทุนโครงการย่อย การสื่อสารและการรับรู้

"ความเป็นภาคประชาสังคมคือ เราผู้เป็นประชาชน มาร่วมกันเพื่อจะขับเคลื่อนประเทศนี้ การที่เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ โดยถอดทุกสิ่งทุกอย่างออก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หน้าที่ การงาน" รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวในวันที่สองของกิจกรรม "เราคือสมาชิกของสังคมนี้ ต้องการมาอยู่ร่วมกันและขับเคลื่อนประเทศนี้ ไม่ได้ให้อยู่ในมือและเป็นหน้าที่ของนักการเมือง หรือข้าราชการเท่านั้น"

"ในความเป็นภาคประชาสังคม เราอยากให้ทุกท่านได้เข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องของการนำเสนอการปฏิรูปการศึกษาให้กับประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะมันคือการที่เราเคารพสิทธิของเด็ก ที่จะให้พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม เรามองว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ไปถึงเป้านั้น เราจึงต้องการอะไรบางอย่างที่จะนำเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแต่ข้อเสนอ แต่ต้องมีรูปธรรมที่ทำให้เห็น"

"งานภายใต้โครงการนี้ คือการสร้างรูปธรรมที่ชัดเจน ว่านี่คือนวัตกรรมที่เราใช้และมันสามารถขยายผลได้ นี่คือเหตุผลที่เราให้ทุกเครือข่ายขยายผลโรงเรียน เราต้องการที่จะยืนยันว่า มันสามารถทำซ้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดน่านกับเครื่องมือสอนคิด ที่ตอนนี้สามารถขยายผลได้ 50 โรงเรียนแล้ว หรือเครือข่ายภาคกลาง ที่ใช้เครื่องมือจิตศึกษา PBL PLC เราจะพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง ทำได้อย่างไร และต้องใช้เวลาเท่าไร เมื่อถึงช่วงท้ายของโครงการ เราจะสรุปเป็นข้อเสนอแนะและกระบวนการที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก ซึ่งจะเสนอให้แก่ภาครัฐและโรงเรียนอื่นอยากขับเคลื่อนร่วมกัน"

ในช่วงของการอบรบหัวข้อการสื่อสารและการรับรู้ นอกจากผู้เข้าร่วมจะทำความเข้าใจแนวปฏิบัติของโครงการแล้ว ยังได้เรียนรู้จากวิทยากรพิเศษจาก Thai PBS คุณคิม ไชยสุขประเสริฐ ในเรื่องการสื่อสารประเด็นสาธารณะ เทคนิคการเล่าเรื่องและถ่ายภาพ รวมถึงฝึกปรือทักษะนักข่าวพลเมืองผ่านเครื่องมือ C-Site อีกด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีเรื่องราวอะไรจากโรงเรียนเล็ก (ที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ) มาเล่าสู่กันฟัง ติดตามผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid Thailand

ติดตามข่าวสารของโครงการ Access School ตามช่องทางต่อไปนี้:

Facebook: https://www.facebook.com/access.school.project
เว็บไซต์: https://actionaid.or.th
Twitter: https://twitter.com/actionaidthai