COVID-19: เมื่ออยู่บ้านให้ปลอดไวรัส ไม่ได้แปลว่า "ปลอดภัย"

ปลอดจากไวรัส แต่ก็ยังไม่ “ปลอดภัย”?

การ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อสังคม เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ควบคู่ไปกับการปิดห้างร้าน-สถานที่สาธารณะหลายประเภท และการเลื่อนเปิดภาคการศึกษาใหม่เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563

แต่ในระยะห่างที่ทำให้เราทุกคนอยู่ไกลโรค มีผู้หญิง เด็ก และคนกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงจากคนใกล้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่กับคู่รัก หรือสมาชิกในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงเป็นประจำ สภาวะล็อคดาวน์ทำให้พวกเขาไม่สามารถเลี่ยงผู้กระทำความรุนแรง หรือออกไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้บริการต่าง ๆ ได้

ในครัวเรือนอื่นที่ไม่เคยมีการใช้ความรุนแรงมาก่อน ความตึงเครียดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของการตกงานกะทะหัน หรือระยะเวลาการปิดภาคเรียนที่นานขึ้น อาจเป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่ง ความเครียดยังนำไปสู่การบริโภคแอลกอฮอลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชนวนของความรุนแรง เราจะเห็นว่ามีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว

สถิติเหตุความรุนแรงในครอบครัวในเดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 154 ราย
เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีจำนวน 144 ราย

Photo: Abbie Trayler Smith/ActionAid

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยว่า สถิติเหตุความรุนแรงในครอบครัวในเดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 154 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีจำนวน 144 ราย และเดือนมีนาคม 2562 ที่มีจำนวน 140 ราย

มีความเป็นไปได้ว่า ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับช่วงเดือนเมษายนที่มาตรการการกักตัวถูกปรับใช้อย่างเข้าที่มากขึ้นในทุกจังหวัด ขณะเดียวกัน จำนวนเหตุที่ได้รับการรายงานอาจไม่สะท้อนความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ที่แจ้งเหตุความรุนแรงมักเป็นคนนอก เช่น ครู หรือเพื่อน เมื่อโรงเรียนถูกปิดนานขึ้นอีก 2 เดือน เด็กที่ประสบความรุนแรงในบ้านไม่มีโอกาสหรือช่องทางบอกใครได้เมื่อเกิดปัญหา

จากการสำรวจเครือข่ายโรงเรียนที่มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ทำงานด้วย พบว่า โรงเรียนพบข้อจำกัดหลายด้านในการช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ และกลุ่มเปราะบางในครอบครัว

จากการสำรวจเครือข่ายโรงเรียนที่มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ทำงานด้วย พบว่า โรงเรียนพบข้อจำกัดหลายด้านในการช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ และกลุ่มเปราะบางในครอบครัว รวมไปถึงองค์ความรู้ความเข้าใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง เช่น การรับมือกับเหตุ กระบวนการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ และการเสริมสร้างความตระหนักในชุมชน ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนต่อไปนี้ มูลนิธิฯ จะสนับสนุนเครือข่ายโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ในการรับมือภาวะวิกฤติ COVID-19 และการฟื้นตัวของชุมชนหลังภาวะวิกฤติโดยมีฐานคือโรงเรียน (School Safety Initiative)

ในช่วงนี้ หากใครประสบ หรือพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว ขอให้รีบโทรแจ้ง 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ 1323 บริการปรึกษาสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข สายด่วนฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

หากสายไม่ว่างเนื่องจากมีการติดต่อเข้าไปเป็นจำนวนมาก สามารถโทรขอความช่วยเหลือโดยตรงจากหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกจังหวัด ซึ่งทาง มายซิส MySisBot ได้ทำ mapping รวบรวมข้อมูลติดต่อและพิกัดที่ตั้งของหน่วยงานเหล่านี้ไว้ในแผนที่ด้านล่าง

อ้างอิงข้อมูล:
https://www.prachachat.net/general/news-444654
https://www.matichon.co.th/lifestyle/social-women/news_2138524
https://tdri.or.th/2020/04/domestic-violence-victims-during-covid19


โรงเรียนขนาดเล็ก “ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

“ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิด”: พี่ทรอส นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนวัดโคกทอง

พี่ทรอสเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองมานานหรือยัง

เรียนที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล 2 ถึงปัจจุบัน ก็ 5 ปีแล้วครับ

ได้เรียนที่นี่รู้สึกอย่างไรบ้าง

ชอบครับ เพราะมีสนาม BBL (Brain-Based Learning หรือ การเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง) ใหญ่และกว้างครับ คุณครูก็สอนดีครับ ครูประจำชั้นผมชื่อครูม็อบ กิจกรรมที่ชอบคือกิจกรรม PBL (Problem-Based Learning หรือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) เป็นการตอบคำถามแล้วก็เขียนครับ ได้ทำงานกลุ่มและงานเดี่ยว และได้เขียนเรื่องที่เราเรียน

ตอนนี้เรียนเรื่องเตา ในเทอมนี้เพิ่งเริ่มเรียน ครูก็จะให้เราคิดว่าเตามีรูปทรงเป็นยังไง แล้วก็ครูก็ให้เราเขียนว่าเตามีรูปทรงยังไง และวัสดุอะไรที่จะสามารถนำมาทำเตาได้บ้าง ซึ่งเตาก็มีประโยชน์ในการเอาไปทำอาหารได้ เรียนรู้เตาหลายชนิดเลย ทั้งเตาแก๊ซ เตาถ่าน ซึ่งทำให้รู้ว่าเตาสามารถทำอาหารได้ เผาขยะได้ ส่วนการเผาไหม้ก็คือใช้กิ่งไม้ใบไม้มาเผาได้

กิจกรรมจิตศึกษาสนุกดีครับ ที่จริงบางวันก็สนุกบางวันก็เบื่อ วันที่สนุกคือวันที่ได้วาดรูป เพราะผมชอบวาดรูปครับ แล้วก็มีเล่าเรื่องด้วยครับ ผมชอบวาดตัวการ์ตูนครับ ชอบอุลตร้าแมน เพราะชอบดูมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ เวลามีชั่วโมงจิตศึกษาก็จะมีช่วงเวลาให้ได้เขียนและวาดรูปตอนเช้า ในชั่วโมงจิตศึกษาคุณครูใจดี แต่บางทีก็มีดุบ้าง เพราะนักเรียนดื้อ ผมจะเป็นคนที่ฟังคุณครู เพราะไม่งั้นเดี๋ยวทำตามเพื่อนไม่ทันถ้าไม่ฟังคุณครู เมื่อไม่ฟังคุณครูก็จะทำตามเพื่อนไม่ทันและส่งงานไม่ทันเวลา เวลาผมมีคำตอบในใจ ผมจะยกมือ ครูสอนไว้ว่าให้ยกมือ ไม่งั้นจะไม่มีใครฟังเรา ถ้าโตขึ้นผมก็คิดว่าสิ่งที่เรียนเอาไปใช้ตอนโตได้ครับ เวลาเราโตขึ้น มีคนมาถามเรา เราก็ต้องฟังและยกมือก่อนตอบคำถาม

ถ้าให้เลือกไปเรียนโรงเรียนใหญ่ กับเรียนที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อยากเรียนที่ไหน

เรียนที่นี่ครับ เพราะเด็กไม่เยอะมาก มันไม่วุ่นวายดีครับ

ถ้าต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ คิดว่าผลกระทบกับชีวิตเราคืออะไร

ทำให้ปู่ต้องเหนื่อย และเสียค่าน้ำมันเยอะขึ้นครับ ปู่เป็นคนขับรถเครื่องมาส่ง ใช้เวลาไม่นานจากบ้านมาถึงโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถเดินมาได้ หรือปั่นจักรยานก็ไม่ได้ เพราะถนนมันกว้าง ถ้าเด็กย้ายออกไปก็ทำให้โรงเรียนนี้ร้าง แล้วก็จะไม่มีโรงเรียนดีๆ แบบนี้อยู่อีกแล้วครับ

ถ้าอยากให้โรงเรียนคงอยู่ จะทำอะไรได้บ้าง

คุยกับ ผอ.ครับ

โตขึ้นพี่ทรอสอยากทำอะไร

อยากช่วยพ่อแม่ขายเห็ดครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยพ่อแม่คิดเลขครับ คิดเห็ดครับว่ามีเห็ดกี่กิโลที่จะเอาไปขายได้ เพราะเรียนจากวิชาคณิต ส่วนใหญ่ตอนนี้พ่อแม่ก็ขายให้ลูกค้าประจำครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดบ้างครับ

อยากจะบอกอะไรกับผู้ใหญ่

ขอให้ทุกโรงเรียนไม่ถูกปิดครับ เพราะว่านักเรียนบางคนบ้านอยู่ใกล้ เขาไม่อยากนั่งรถไกลเขาก็ไปได้ครับ


โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 102 คน

เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมและมัธยมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนแห่งนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกควบรวมกับโรงเรียนแม่เหล็ก หลังสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเริ่มดำเนินการพิจารณายุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านงบประมาณ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกกล่าวถึงคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงในระยะยาว และผลกระทบหลากมิติทางเศรษฐกิจและสังคมต่อนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนวัดโคกทอง นำโดยผู้อำนวยการ ชนิตา พิลาไชย เชื่อว่าเสียงของเครือข่ายโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง บวกกับการบูรณาการนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาห้องเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นนอกเหนือไปจากโร้ดแมปที่ส่วนกลางวาดไว้ จะช่วยโรงเรียนต่อสู้กับนโยบายที่มองการศึกษาผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ที่ต้องคุ้มทุนต่อหัว


เพชรในตม: ความฝันของอุ้มและมะเฟือง

โรงเรียนบ้านน้ำลัด เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 61 คน ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนจึงไม่ต่างจากคนในครอบครัว เห็นได้ชัดจากพี่ใหญ่ชั้นป.6 ที่ช่วยทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตั้งแต่เรื่องระเบียบเวลาดื่มนมโรงเรียน ไปจนถึงจริยธรรม สำหรับอุ้มและมะเฟือง สองเพื่อนสนิทชั้นป.6 นี่เป็นสิ่งที่พวกเธอเต็มใจทำ เพราะได้ฝึกตนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ตรงกับตัวตนและความฝันที่ได้ค้นพบ มะเฟืองอยากเรียนพยาบาล เพื่อจะได้ดูแลรักษาผู้คน เธอมีลูกพี่ลูกน้องเป็นต้นแบบ ส่วนอุ้มอยากเป็นครูประถมวัย “หนูอยากสอนศิลปะ อยู่กับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ” อุ้มเสริม “อยากได้ทุนโครงการเพชรในตม (โครงการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อเรียนจบสามารถบรรจุเป็นครูได้เลย) พ่อแม่ก็จะสบายด้วย มีสวัสดิการ เป็นไปตามความฝันของเรา”

 

Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

แม้ผู้เรียนจะยังมีอายุเพียงสิบปีต้นๆ การทำให้พวกเขามีคำตอบสำหรับคำถามเก่าแก่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นไม่ยาก หากมีกระบวนการเรียนการสอนที่เข้าใจผู้เรียน จริงอยู่ที่ความฝันคนเราอาจเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนสอนคิดมอบให้เด็กๆ คือ ความเชื่อมั่นในความคิดของตน และเครื่องมือที่สามารถช่วยแปรงความฝันนั้นๆ เป็นแผนรูปธรรม

“ตั้งแต่เป็นโรงเรียนสอนคิด รู้สึกว่าคุณครูสนใจฟังเรามากขึ้น ให้นักเรียนคิดมากขึ้นและแสดงสิ่งที่คิดออกมา เครื่องมือก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับแต่ละวิชาได้” อุ้มเล่า "เรารู้จักเปรียบเทียบ แยกแยะ อันไหนคือสิ่งที่ดี อันไหนไม่ดี เวลาตัดสินใจอะไร Six Thinking Hats ก็ช่วยได้ ทำให้คิดได้เร็วกว่าเดิม" เครื่องมือที่ว่าคือหมวกหกใบช่วยให้ผู้ “สวม” ตัดสินใจโดยพิจารณาหลายมุมมอง และเปลี่ยนความคิดหรือวิธีได้ง่ายขึ้น เพราะหมวกแต่ละใบมีสีและความหมายแตกต่างกัน เช่น หมวกสีขาว ใช้ค้นหาข้อเท็จจริงและตัวเลข หมวกสีแดงแสดงถึงความรู้สึก เป็นต้น

“ใช้มายด์แมป (แผนภาพความคิด) ทำสรุปอ่านสอบ ONET ก็ดี” มะเฟืองเสริม “เราได้ออกแบบเอง ทำแล้วไม่เบื่อ ใช้แก้ปัญหานอกห้องเรียนได้ ถ้าเจอปัญหาเป็นแบบนี้ๆ แล้วเราจะมีวิธีแก้ยังไง ทำได้หมดเลย"

 


 

นอกจากอุ้มและมะเฟือง ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในโรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุน โทร. 02 279 6601 ถึง 2 ต่อ 113


Opinion: National Ed Expo and the new Education Act พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ

พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ

งานมหกรรม “การศึกษาแห่งชาติ: ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า” มีขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์คลีย์ ประตูน้ำ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ภายในงานมีนิทรรศการ และหัวใจของงานอย่าง การเสวนาพูดคุยกันในหลากหลายประเด็นการศึกษาของนักวิชาการการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงจากระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นที่จัดบริการการศึกษาในประเทศ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักคงไม่พ้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ ที่มีกรอบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับปี…) ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อที่จะเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป รวมไปถึงเรื่องประเด็นความเหลื่อมล้ำและความเสมอภาคในการจัดบริการทางด้านการศึกษา ประเด็นมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561 และการเรียน “โค้ดดิ่ง” หรือภาษาคอมพิวเตอร์ มาถึงตรงนี้ เราๆ ท่านๆ ที่เป็นประชาชนทั่วไปอาจจะงงกับตัวบทกฎหมายและหลักการในการบริหารการศึกษาของประเทศกันเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ดี ต้องขอชื่นชมในความพยายามและการทำงานของหน่วยงานที่มุ่งพัฒนาการศึกษาของประเทศ เพราะจากการเข้าร่วมฟังเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองของนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ทุกภาคส่วนมีความมุ่งหวังจะให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศเท่าทันโลก หลักคิดและแนวทางในออกแบบวิถีทางต่างๆ ที่ส่วนกลางมีความพยายามจะเปิดช่องให้การบริหารจัดการการศึกษาไม่ได้รวมศูนย์อำนาจที่รัฐหรือกระทรวง แต่พยายามที่จะกระจายให้โรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และเคารพในความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียนเป็นสำคัญด้วย ซึ่งหลักการเหล่านั้นได้ถูกบรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กฎหมายการศึกษาไทยจึงไม่ได้ถอยหลังเข้าคลองแต่อย่างใด แต่มีความก้าวหน้าในระดับที่เอื้อให้การศึกษาเป็นของปวงชน

แต่สิ่งที่น่ากังวลใจและเป็นคำถามที่สะท้อนกลับไปในเวทีเสวนาน่าจะเป็นเรื่องการตีความ ความเข้าใจ และการนำไปใช้ของผู้ปฏิบัติมากกว่า เพราะแม้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันเองจะเอื้อให้เกิดการจัดการศึกษาโดยหลายภาคส่วน ที่ผ่านมาเราก็ยังคงเห็นได้ว่ามีหลายประเด็นที่ติดขัด และรัฐไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น การอุดหนุนจัดสรรทรัพยากรไปยังศูนย์การเรียน และลู่ของการศึกษานอกระบบอื่นๆ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงเป็นโจทย์สำคัญอย่างมากในการที่รัฐจะต้องตอบโจทย์เรื่องความเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรมในการบริหารการศึกษาให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้สัตยาบันในการพัฒนาตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อมุ่งสู่ปี พ.ศ. 2573 ซึ่งนับจากนี้ไปอีกเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น

โจทย์การศึกษาเป็นเรื่องเรื้อรังและยืดเยื้อมานานมาก แต่กลับเป็นประเด็นที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามที่ผ่านมายังไม่สามารถฉีดยาได้ตรงจุด และแก้ปัญหาจนคลี่คลายเห็นทางสว่างได้ ในทุกรัฐบาลจะมีนโยบาลไม่ซ้ำกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ครูกว่า 3 แสนคนถูกใช้เป็นตัวแปรในการทดลอง เด็กกว่า 6 ล้านคนในระบบการศึกษาเป็นดั่งหนูทดลอง ที่เมื่อวัคซีนหนึ่งไม่ได้ผลก็เปลี่ยนตัว วูบวาบไม่ต่างกับพลุที่จุดขึ้นฟ้าแล้วดับหายไป

 

Opinion: National Ed Expo and the new Education Act พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสภาพการศึกษาไทย: มุมมองคนนอกจากมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ในอนาคตต่อไป ขอเพียงว่าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายต่างๆ เห็นความสำคัญของเด็กเป็นหลัก และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพราะเด็กในที่นี้ไม่ใช่เด็กในโรงเรียนในเมืองเท่านั้น ยังต้องมองถึงเด็กอีกกว่า 1.2 ล้านคนในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ผู้ใหญ่ต้องพิจารณาถึงความแตกต่างหลากหลายในบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพราะหากว่าหัวใจของการศึกษาคือการเรียนรู้เพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ เราก็ควรคำนึงถึงความเสมอภาคและเท่าเทียม สังคมต้องช่วยกันตั้งคำถามถึงนโยบายการบริหารจัดการของภาครัฐด้วยว่า สิ่งที่รัฐพยายามดำเนินการเป็นธรรมกับคนทุกคนในสังคมแล้วหรือยัง

ดังนั้นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นกฎหมายที่วางกรอบการสร้างอนาคตของประเทศ ที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นเราจึงควรต้องทำความเข้าใจและให้ความเห็นกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่ช้าก็เร็ว ผลจากระบบการศึกษาของประเทศจะเกิดขึ้นกับเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

 

ร่วมศึกษาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และแสดงความเห็นได้ ที่ลิ้งค์ด้านล่าง

➡️ ศึกษาร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ http://bit.ly/2zvqlhy

➡️ ร่วมเเสดงความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ http://bit.ly/34cml3B


Equal Stand Network organised first talk on Equality in Education and Disappearing Schools การศึกษาเพื่อความเท่าเทียมกับโรงเรียนที่หายไป งานเสวนาแรกของเครือข่าย Equal Stand

การศึกษาเพื่อความเท่าเทียมกับโรงเรียนที่หายไป งานเสวนาแรกของเครือข่าย Equal Stand

“ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยที่ชัดเจนมากที่สุด”

เก็บตกภาพบรรยากาศจากงานเสวนา “การศึกษาเพื่อความเท่าเทียมกับโรงเรียนที่หายไป” เมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์กิตติคุณ อำไพ สุจริตกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นกิจกรรมแรกของเครือข่าย Equal Stand ที่ผนึกกำลังขององค์กรที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้การศึกษาไทยเท่าเทียม ยุติธรรม มีคุณภาพ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

งานเสวนาแบ่งเป็นเป็นช่วงเช้าและบ่าย และดำเนินรายการโดยผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วงเช้า “นโยบายยุบ-ควบรวมโรงเรียนเล็กและเสียงสะท้อนของผู้ถูกกระทำ” เป็นเสียงสะท้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายยุบ-ควบรวม รวมถึงตัวแทนภาคประชาสังคมผู้ต่อสู้ในประเด็นการศึกษา และร่วมมือกับชุมชนในการจัดการการเรียนการสอน

โดยเราได้พูดคุยกับของน้องนิสา บุญเลี้ยง นักเรียนโรงเรียนวัดประสิทธาราม จ.สุราษฎร์ธานี คุณจินดา สุดจิตร แกนนำชุมชนวัดประสิทธาราม คุณจิราภรณ์ สุดสิน ครูชุมชน พร้อมคุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และคุณเทวินฎฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

เวที “แสงสว่างปลายอุโมงค์ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก” ในช่วงบ่ายได้รวมตัวผู้เชี่ยวชาญและผู้นำโรงเรียนขนาดเล็กมาแลกเปลี่ยนกันถึงทางออกของโรงเรียนขนาดเล็ก และ ทางเลือกที่ผู้กำหนดนโยบายมีในการบริหารจัดการการศึกษาให้ลดความเหลื่อมล้ำ รองรับความหลากหลาย และไม่ละเลยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วิทยากรในช่วงนี้ได้แก่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กและเยาวชน คุณฤทัยวรรณ หาญกล้า ผอ.โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง จ.สุพรรณบุรี และคุณยุทธชัย เฉลิมชัย อุปนายกสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของเครือข่าย Equal Stand ผ่านทาง Facebook

 


ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา ณ ราชบุรี

ผ่านไปด้วยดีอีกครั้ง สำหรับทริปเยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้สนับสนุนมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ที่มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนวัดโคกทอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เหล่าผู้ใหญ่ใจดีได้ทำความรู้จักหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน พูดคุยกับผู้อำนวยการและคณะครู ผู้ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้เป็นต้นแบบของโรงเรียนอื่น รวมถึงเป็นตัวแทนของผู้สนับสนุนเงินบริจาค มอบเช็คจำนวน 26,100 บาท สมทบทุนการพัฒนาสนามเด็กเล่น และเพิ่มสุขอนามัยของโรงเรียน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยผู้เข้าร่วม 23 ท่าน ทุกเพศทุกวัย ทั้งท่านที่เคยและไม่เคยร่วมเดินทางกับเรา มาพบเราแต่เช้าด้วยความสดใสและความตั้งใจที่จะมอบสิ่งดีๆ และรับสิ่งดีๆ กลับไป ก่อนเดินทางโดยรถทัวร์ไปยังโรงเรียนวัดโคกทอง ซึ่งเปิดเรียนปกติในวันเสาร์นี้ เพื่อชดเชยวันอบรมบุคลากรของโรงเรียนที่ไม่มีการเรียนการสอน

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ผู้บริจาคและผู้สนับสนุนงานของเราอาจคุ้นเคยรูปแบบการสอนโดยใช้นวัตกรรมกันมาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่หลายๆ ท่านได้สัมผัสและลองปฏิบัติกิจกรรมด้วยตัวเอง ทั้งจิตศึกษา และการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ PBL (Problem-Based Learning) นอกจากนี้ยังได้รู้จักกระบวนทัศน์สำคัญของโรงเรียน อาทิ การทำให้โรงเรียนเป็นชุมชนพลังบวก การใช้จิตวิทยาเชิงบวก การชื่นชมความถูกต้องและแบบอย่างที่ดี และการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์

จิตศึกษา เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างปัญญาภายใน ความฉลาดทางอารมณ์ และเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนวิชาหลัก โดยสามารถทำได้หลายรูปแบบ และใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวนำได้อย่างแทบไม่มีกรอบจำกัด สำหรับวันนี้ นอกจากจะได้สังเกตการณ์กิจกรรมของน้องๆ ป.1-6 แล้ว เรายังได้ครูส้ม ครูประจำชั้นป.6 มาเป็นผู้นำกิจกรรมจิตศึกษาให้กับเรา โดยได้ลองทำ “เบรนยิม” (Brain Gym) หรือเกมกระตุ้นระบบประสาท นั่งสมาธิ และร่วมกันตกตะกอนความคิดจากคลิปวิดีโอสะท้อนสังคม ที่ใช้ในการสอนนักเรียนจริง ซึ่งผู้สนับสนุนทุกท่านได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างกระตือรือร้น

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ในช่วงพัก พี่ๆ แบ่งงานกันประจำ “สถานีไอศกรีม” ช่วยกันเตรียมขนมปัง ใส่เครื่อง และตักไอศกรีมกะทิหวานอร่อยให้น้องๆ นักเรียนที่เข้าแถวมารับอย่างเรียบร้อยหลังรับประทานอาหารกลางวัน

จากนั้น ผู้ร่วมทริปเป็นตัวแทนของมูลนิธิฯ และผู้บริจาคทั้งหมดในการมอบเช็คจำนวน 26,100 บาท ให้แก่ผอ.แหม่ม–ชนิตา พิลาไชย เพื่อสมทบทุนซื้อสีและอุปกรณ์พัฒนาสนามเด็กเล่นโรงเรียน และติดตั้งตาข่ายโพลิโพรพิลีนบริเวณอาคารเรียน เพื่อป้องกันนกพิราบไม่ให้สร้างความสร้างความสกปรกและแพร่เชื้อโรค เนื่องจากทุนดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าที่โรงเรียนและมูลนิธิฯ​ ขอรับบริจาคไว้ เพราะความอนุเคราะห์และน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามา ทุนส่วนที่เหลือจึงจะนำไปซ่อมแซมห้องน้ำของนักเรียนชั้นอนุบาล และติดตั้งพัดลมในห้องกิจกรรมนักเรียน

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ก่อนเริ่มการเรียนการสอนในคาบบ่าย โรงเรียนจะให้นักเรียนจะทำกิจกรรม “บอดี้สแกน” (Body Scan) ซึ่งช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความตึงเครียด พัฒนาสติและสมาธิจากการทำให้คลื่นสมองมีความถี่ต่ำ พี่ๆ ผู้ร่วมทริปก็มีโอกาสได้ลองทำกิจกรรมนี้เช่นกัน

“ทั้งจิตศึกษาตอนเช้าและบอดี้สแกน ถือว่าเป็นการทำสมาธิแบบที่เหมาะกับเด็กประถมมากกว่าที่จะให้นั่งทำสมาธิแบบศาสนา” คุณเกลียวพันธ์ ผู้ร่วมทริป กล่าวเป็นเสียงสะท้อนหลังกิจกรรม “แบบนั้นอาจทำให้เด็กรุ่นใหม่ตีตัวออกห่าง เพราะเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ สำหรับบางคนอาจจะไม่เข้ากับชีวิตประจำวัน

“กิจกรรมนี้เป็นกลไกสำคัญถ้าเรามองในเรื่องการพัฒนาการศึกษาองค์รวม ซึ่งต้องมองทั้งในเรื่องวิชาการ อารมณ์ สังคม และจิตใจ ดังนั้นสิ่งที่ระบบนี้ให้เด็กๆ ทำอยู่คือการสร้างคุณลักษณะที่ดีกับพวกเขาตั้งแต่เล็ก”

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

หลังจากที่ได้เห็นภาพการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านนวัตกรรมมากขึ้น ผู้ร่วมทริปทั้ง 23 ท่านก็อาสาแรงทาสีเครื่องเล่นเก่าในสนามเด็กเล่นให้กลับมาสดใสอีกครั้ง หนึ่งภาพที่น่ารักของช่วงนี้เห็นจะเป็นตอนที่พี่ๆ ทุกท่านพร้อมกับนักเรียนชั้นป.6 แบ่งเป็นทีมสีน้ำเงิน แดง เหลือง และชมพู แล้วช่วยกันออกแบบ และทาสีนั้นๆ บนเครื่องเล่นจนเสร็จ

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่านที่ร่วมเดินทางกับเราในครั้งนี้ ถึงการเดินทางครั้งนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา แต่ทุกท่านให้ความร่วมมือและทำกิจกรรมต่างๆ กันอย่างเต็มที่

ขอขอบคุณโรงเรียนวัดโคกทอง ผู้อำนวยการและคณะครู สำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น และการเปิดพื้นที่ให้เราทำหน้าที่ผู้สื่อกลางระหว่างผู้บริจาคและโรงเรียน โดยหวังให้พวกเขาเห็นผลลัพธ์ของงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นที่พวกเขาสนับสนุนอยู่

มูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสพาผู้สนับสนุนเยือนโรงเรียนขนาดเล็กอีกครั้งในปีนี้ และปีต่อๆ ไป โปรดติดตามข่าวสารจากช่องทางสื่อสารของเรา

 

ผู้สนับสนุนแอ็คชั่นเอด สร้างความประทับใจครั้งใหม่ เยี่ยมงานพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ณ ราชบุรี
Photo: Burassakorn Gitipotnopparat / ActionAid

 

สำหรับผู้ร่วมบริจาคสมทบทุน 26,100 บาท ที่เรามอบให้โรงเรียนวัดโคกทองทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายนั้น โรงเรียนได้จัดใบเสร็จเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีให้กับท่านแล้ว


ทำไมโรงเรียนในชนบทแห่งนี้ถึงสอนให้เด็กเรียนรู้จากปัญหา

ใครจะรู้ว่าไกลออกไปจากกรุงเทพฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง ชุมชนเกษตรกรขนาดเล็กแห่งหนึ่งในอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กำลังรุดหน้าพัฒนาเยาวชนท้องถื่นอย่างเต็มที่

โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ โรงเรียนระดับอนุบาล-ประถมภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการพิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ ลุกขึ้นมานำร่องรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย และท้าทายการศึกษาไทยแบบเดิมๆ

หลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้นำนวัตกรรมการศึกษาที่เรียกว่า “การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน” หรือ “Problem-Based Learning” มาปรับใช้ในห้องเรียน รวมทั้งเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการ
พัฒนาให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างและสานความสัมพันธ์ และมีทักษะเชิงปฏิบัติและความสามารถในการตัดสินใจ ผู้เรียนจะไม่ถูกประเมินเป็นเกรดหรือตัวเลข แต่ประเมินตามมาตรฐานปัจเจกของแต่ละคน ทั้งในด้านความสามารถทางวิชาการและความฉลาดทางอารมณ์ พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้ตระหนักและเข้าใจทัศนคติและความรู้สึกที่ตนมีต่อตนเอง เพื่อนร่วมชั้น และกระบวนการเรียนรู้

เด็กๆ มีโอกาสคิดและนำเสนอวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนของพวกเขาเอง โดยได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจากครู ส่วนครูเองก็สนับสนุนให้พวกเขาคิดนอกกรอบ และแสดงความคิดเห็นและใช้จินตนาการได้อย่างเต็มที่

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช้าแต่ละวันเริ่มต้นด้วยกิจกรรมสะท้อนตนที่เรียกว่า “จิตศึกษา” ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของหลักสูตร นักเรียนและครูจะนั่งล้อมวงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ทำจิตใจให้สงบ โดยเป็นการเตรียมพร้อมกับการเรียนรู้ในวันนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจิตศึกษาจะนั่งลงที่พื้นเหมือนกัน มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่มีการแบ่งลำดับขั้นหรือความเป็นอาวุโสในวงกลมวงนี้ กิจกรรมที่แสนจะเรียบง่ายกิจกรรมนี้ช่วยให้นักเรียนปล่อยวางสิ่งที่หนักหน่วงใจ ซึ่งอาจจะเป็นหน้าที่ทำเวรหรือปัญหาที่บ้าน และรู้ว่าโรงเรียนก็สามารถเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยได้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

กิจกรรมจิตศึกษาเป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนกับการเรียนรู้แบบบูรณาการในชั่วโมงต่อๆ มา โดยการเรียนจะผสมผสานเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นเข้ากับความรู้ทางสังคมศาสตร์ผ่านกิจกรรมปฏิสัมพันธ์ต่างๆ แทนที่จะแบ่งชั่วโมงเรียนเป็น 8 วิชาสามัญตามการเรียนการสอนของไทยแบบเดิม โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุออกแบบตารางเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ และเน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก ครูจะสอนผ่านการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมของนักเรียน และสามารถพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันนอกเหนือไปจากช่วงเวลาที่โรงเรียน

ยกตัวอย่างเช่น หน่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำครัว ซึ่งให้เด็กๆ นำผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ของที่บ้านมาโรงเรียน อาทิ ไข่สด นม อ้อย ตะไคร้ ข้าวโพด ฯลฯ และเรียนวิธีการปรุงอาหารจากวัตถุดิบเหล่านั้น โดยการสอนจะบูรณาการวิชาอื่นๆ อย่างศิลปะ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วย เช่น ให้นักเรียนวาดภาพประกอบแผนการสอน เรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของอาหารชนิดต่างๆ และเรียนวิธีการชั่งตวงวัด ขณะกำลังเตรียมอาหารที่พวกเขาจะได้แบ่งกันทาน

บทเรียนนี้ไม่สิ้นสุดเพียงในห้องเรียน เด็กๆ กลับบ้านพร้อมความกระตือรือร้นที่จะช่วยพ่อแม่ทำกับข้าว การเข้าครัวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและเด็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่อาจกำลังประสบปัญหาภายในบ้าน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรของโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น และเสริมสร้างทักษะสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้สืบทอดชุมชนแห่งนี้

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

เช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆ ที่แอ็คชั่นเอดสนับสนุน หลักสูตรที่ใช้นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีหัวเรือสำคัญคือผู้นำในพื้นที่ผู้อุทิศตนให้กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ระหว่างที่ลงพื้นที่ ดิฉันมีโอกาสพบกับ ผอ. พิญช์สินี ชื่นชูวงษ์ และฟังเธอเล่าเกี่ยวกับความตั้งใจที่มุ่งให้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่ทันโลก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กของเธอขึ้นจากระบบการศึกษาไทย “ฟรีไซส์” ที่ถูกผลิตขึ้นมาแบบเดียวและหวังให้ใช้ได้กับทุกโรงเรียน นอกเหนือไปจากการตอบรับทางลบจากผู้ปกครองและครูในช่วงแรก ผอ. พิญช์สินีอาจยังต้องประสบผลต่างๆ ที่ตามมาจากการผันโรงเรียนออกจากหลักสูตรเดิม

 

Photo: Meredith Slater / ActionAid

 

แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรค ผอ. พิญช์สินีก็มุ่งมั่นที่จะทำให้เยาวชนมีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เต็มไปด้วยพลังบวก และมีความยืดหยุ่น เธอดำเนินงานร่วมกับกลุ่มพัฒนาการศึกษาและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย และวันนี้ก็ประสบความสำเร็จในฐานะโรงเรียนนำร่องนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งเธอหวังว่าจะเป็นแพร่หลายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต

ความท้าทายต่อไปที่ผอ. พิญช์สินีต้องรับมือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เธอเข้าใจดีว่าหากไม่มีเธอเป็นแกนนำในการทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ การปรับใช้หลักสูตรนี้และการขยายผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ผอ. ร่วมมือกับครูและผู้ปกครองเพื่อพัฒนาเครือข่ายที่มีเป้าหมายร่วมในการใช้วิธีที่อยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน หล่อหลอมเยาวชน หากเธอก้าวต่ออย่างไม่ท้อถอย และมีแรงสนับสนุนจากชุมชนและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ นักเรียนอีกนับล้านคนทั่วประเทศก็อาจจะได้เรียนหลักสูตรบูรณาการแบบนี้เช่นกัน

 

_

 

บทความนี้เดิมปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ ActionAid USA โดย เมริดิธ สเลเตอร์ ผู้อำนวยการงานพัฒนา แอ็คชั่นเอด สหรัฐอเมริกา


จิตศึกษา คืออะไร?

จิตศึกษา คืออะไร?

จิตศึกษา... หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้มาก่อน และอาจทราบว่าเป็นเครื่องมือบางอย่างที่ครูใช้ในการสอน เพื่อพัฒนาสมาธิของเด็ก หรือจำได้ลางๆ ว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวของกับการทำงานด้านการศึกษาของแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย…

มาถูกทางแล้ว

จิตศึกษา คือกระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นโดย “โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา” จ.บุรีรัมย์ ในปี 2546 ที่พัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้และงอกงามด้านความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) ความฉลาดด้านจิตวิญญาณ (SQ) เพื่อเตรียมเด็กให้สงบ ผ่อนคลาย และมีสมาธิก่อนเรียนทุกเช้า

ในปีต่อๆ มา นวัตกรรมจิตศึกษาได้รับการถ่ายทอดไปยังโรงเรียนอื่นในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการปฏิรูปห้องเรียน หลังจากเห็นว่าการเรียนการสอนรูปแบบเดิมไม่พัฒนาเด็กอย่างที่ควรจะเป็น ก้าวไม่ทันตามยุคสมัย และสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ เมื่อกลางปี 2560 คือ โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่มี ผอ. แหม่ม–ฤทัยวรรณ หาญกล้า เป็นผู้ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยรับและปรับใช้นวัตกรรมจิตศึกษา ร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และชุมชนแห่งเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community)

วันนี้เรามาทำความรู้จักจิตศึกษาให้มากขึ้น ผ่านประสบการณ์ของ ผอ. แหม่ม และคุณครูในโรงเรียน รวมถึงเห็นผลงอกงามของกระบวนการนี้กัน

กระบวนการจิตศึกษาจะผันเปลี่ยนไปตามบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น แต่มีกระบวนทัศน์ 3 ข้อเป็นเสาหลักในการพัฒนาเหมือนกัน คือ กิจกรรมจิตศึกษา การใช้จิตวิทยาเชิงบวก และการสร้างชุมชนและวิถีชุมชน

ในระดับกิจกรรม หลังเคารพธงชาติและก่อนเริ่มการเรียนการสอนที่โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทอง ครูประจำชั้นจะให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลมเพื่อทำกิจกรรมฝึกสมอง สร้างสมาธิ และ “พลังสงบ” เป็นเวลา 20 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในแต่ละวัน โดยกิจกรรมจะมีความยากง่ายและซับซ้อนไปตามระดับชั้นเรียน ตั้งแต่ การวางตัวต่อ โยคะ หรือเกมเบรนยิม (Brain Gym) แบบต่างๆ เช่น จีบมือ-แอล หรือกรรไกร-ไข่-ผ้าไหม เป็นต้น

กระบวนทัศน์ข้อสองคือ การใช้จิตวิทยาเชิงบวก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างมีคุณค่าความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน บ่มเพาะความดีงามให้กับเด็ก และเสริมสร้างความดีงามที่มีอยู่เดิมให้งอกงามยิ่งขึ้น โรงเรียนวัดดอนโพธิ์ทองให้เกียรติ และเรียกนักเรียนว่า “พี่” ไม่ว่าจะกับระดับชั้นไหน ครูจะชื่นชมและขอบคุณเด็กที่ทำดี เพื่อให้คนอื่นเห็นเป็นแบบอย่าง และที่สำคัญ ครูจะไม่ใช้ความรุนแรง ขึ้นเสียง หรือเปรียบเทียบเด็กเพื่อติเตียนหรือตีค่า สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล ครูยังมอบพลังบวกและความรักผ่านการกอดอีกด้วย

“พอใช้คำพูดไพเราะหู เด็กยิ้ม เด็กกล้าพูด ไม่กลัวครูอย่างที่เคยเป็น” ผอ. แหม่มเสริม “เป็นการทำให้เด็กอยากพัฒนาตัวเอง และมองโลกในแง่ดี”

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือการสร้างชุมชนและวิถีชุมชน ซึ่งมีแนวคิดมาจากความเชื่อที่ว่าโรงเรียนสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนในชุมชนผ่านการปฏิบัติของวิถีโรงเรียน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาเด็กโดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ ปลอดภัย มีครูและเพื่อนๆ เป็นมิตรที่ดีต่อกัน วิถีของโรงเรียนวันดอนโพธิ์ทองนั้นมีหลายข้อ ทั้งสำหรับนักเรียน ครู และที่ทั้งสองปฏิบัติร่วมกัน เช่น การเข้าแถวหน้าเสาธงพร้อมกันเวลา 7.55 น. ที่ใช้เวลาไม่นาน (ไม่มีการ “เทศนา”), การร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม, กิจกรรมชมรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่มีทุกวันศุกร์บ่าย, การทำ Body Scan ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และรับรู้ความรู้สึกร่างกาย เป็นต้น

ในมุมมองของ ผอ. แหม่ม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่ชัดเจน และน่าชื่นใจ

“แต่ก่อนจะไปถึงที่ตัวเด็ก ต้องบอกว่ากิจกรรมจิตศึกษาก็ทำให้ตัวผอ.เองเปลี่ยน ในแง่ของการสอน หรือการพูดคุยกับครูก็เปลี่ยนไป อีกคนที่เปลี่ยนไปคือครูของโรงเรียนเรา พวกเขาเป็นครูที่แท้จริงมากขึ้น สอนคนอย่างไม่ได้สอนที่ตัวหนังสือ สุดท้าย ผลที่เห็นในตัวเด็กคือ พวกเขากล้าพูด กล้าแสดงออก ไม่กลัวว่าจะผิดหรือถูก หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้เขาได้คิด เขาก็มีความสุขแล้ว ในภาพรวมคือ ทั้งผอ. ทั้งครู ทั้งเด็ก ก็มีความสุขในการเรียนการสอน”


“หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด": เรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงของน้องเตย เด็กหญิงชั้น ป.4 จากกาฬสินธุ์

อาคารเรียนไม้ 2 ชั้นนั้นเคลือบด้วยสีฟ้าซีด บ่งบอกอายุอานามผ่านแดดผ่านฝนหลายฤดูกาล แต่ในห้องเรียนกลับสดใสไปด้วยความตื่นรู้ เด็กนักเรียนชายหญิงเพียงสิบกว่าคนที่รวมทั้ง ป.3 และ ป.4 เรียนรวมกันเพราะมีครูเพียงคนเดียว

นี่เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีใครอยากให้เป็นของโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

น้องเตย หรือ ด.ญ.จิตราภรณ์ จุลทะกอง ชั้น ป.4 กำลังร่วมกิจกรรมบอดี้สแกนกับเพื่อนๆ โดยมีครูปุ๊ก ครูประจำชั้นของพวกเธอนำการบอดี้สแกนให้เด็กๆ บอดี้สแกนเป็นวิธีการหนึ่งในจิตศึกษาที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมที่นำมาใช้เพื่อในวิธีการสอน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อก่อนไม่มี เด็กๆ นอนบนพื้นไม้ล้อมวงกันเป็นรูปวงกลม บางคนนอนตะแคง บางคนนอนท่าอาสนะ บางคนนอนเอามือทาบอก ไม่มีใครผิด เพราะทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจฟังครูปุ๊กเล่านิทานให้ฟัง เตยเองก็นอนหลับตาพริ้มเหมือนเพื่อนๆคนอื่น เธอเล่าว่า “พวกเราจะนอนกันประมาณ 10-15 นาที แต่ไม่หลับ แค่หลับตาเฉยๆ เพื่อฟังครูเล่านิทานให้ฟัง แล้วเรามีหน้าที่คิดเรื่องตาม พอนิทานจบ ครูจะถามทีละคนว่าคิดยังไง เราต้องมีเรื่องที่คิดไว้ของตัวเองเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อน”

พอกิจกรรมบอดี้สแกนเสร็จ ราวๆ บ่ายสองโมงครึ่ง เด็กๆชั้น ป.3-ป.4 จะลงมาเล่ากีฬาที่สนาม เตยชอบเล่นวอลเลย์บอล เธอเป็นมือเสิร์ฟของทีม เตยเป็นเด็กผู้หญิงค่อนข้างตัวเล็ก แต่เธอก็คล่องแคล่วกว่าเพื่อนตัวใหญ่หลายคน แดดบ่ายในเดือนมกราคมไม่ร้อนเกินไป เงาของเด็กๆ ทอดยาวลงบนพื้นสมส่วนกับร่างกายพวกเขา และนั่นก็กลายเป็นอีกกิจกรรมจินตนาการนอกรอบที่พวกเขาเล่นกันสนุกสนาน คือ ไล่เหยียบเงาเพื่อน

Photo: ActionAid

เตยเกิดที่กรุงเทพฯ เพราะครอบครัวเธอทำงานที่นั่น ทำให้ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ในเมืองใหญ่ก่อนจะย้ายกลับมาบ้านปู่บ้านย่าที่ครอบครัวยึดอาชีพทำนาใน อ.กมลาไสย และเข้าเรียนต่อชั้นอนุบาล 2 ที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม เธอเป็นลูกคนกลาง พี่ของเธอเรียนชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ส่วนน้องเรียนอยู่ชั้น ป.1 ที่บึงสว่างเหมือนกัน

กิจกรรมนิทานสอนใจที่ครูของเตยเล่าให้ฟังแต่ละวัน จะตามมาด้วยอีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเตย คือการจินตนาการเป็นงานศิลปะลงบนแผ่นกระดาษขนาดเอสี่ แต่ทำไมเด็กหญิงผู้ชอบวาดรูป ชอบฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ เวลาไปแข่งวิชาศิลปะกับโรงเรียนอื่น เธอว่าได้ที่ 2 ในขณะที่กับการสอบในโรงเรียน เตยสอบได้ที่ 1 มาตั้งแต่ ป.2

ใช่ว่าใครก็ตามจะเป็นเด็กเรียนเก่งเลยโดยธรรมชาติ ถ้าไม่ผ่านการขัดเกลา ไม่ผ่านการฝึกฝน เส้นทางการเรียนรู้ของเตยก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่จะสอบได้ที่ 1 ติดต่อกันมา 3 ปี ตั้งแต่ ป.2-ป.4 เธอก็เคยเรียนไม่เก่งมาก่อน และไม่ใช่แค่เรื่องเรียนไม่เก่งอย่างเดียว จนกระทั่งจิตศึกษาพาเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ครูประจำชั้นของเธอเล่าก่อนที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมจะเอานวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่มาใช้ เด็กๆที่นี่ส่วนมากไม่ชอบเรียนหนังสือ “ไม่ชอบเรียนเพราะเขารู้ว่ามันยาก เขาเขียนไม่ได้ สะกดไม่ถูก พอมีการเรียนจิตศึกษา ถ้าบอกให้พวกเขาทำงาน แม้ว่าเขาจะคุยเล่นกันไปด้วย แต่ทุกคนจะตั้งใจทำงานของตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือจะเดินวนทั่วห้อง เล่น กวนเพื่อน จะไม่มีสมาธิทำงานของตัวเอง”

ครูปุ๊กบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ เด็กๆ นิ่งขึ้นมาก มีสมาธิดี แต่ละสัปดาห์ เราจะนั่งล้อมวงกัน ยกตัวอย่างวันจันทร์ เป็นการเรียนเชื่อมโยงสาระหลัก เพื่อทบทวนกันว่าสัปดาห์ที่แล้วเราได้เรียนรู้เรื่องอะไรไปบ้าง และแต่ละคนได้อะไรบ้างจากกิจกรรมที่ทำกัน ส่วนวันอังคาร จะทำกิจกรรมเชื่อมโยงธรรมชาติ ครูจะให้นักเรียนไปหาอะไรก็ได้ที่อยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่โรงเรียน เช่น ใบไม้ก็ได้ “แต่ละคนจะเลือกใบไม้มาไม่เหมือนกัน ครูจะให้พวกเขาจินตนาการต่อว่าสามารถประยุกต์ใบไม้เป็นอะไรได้บ้าง ด้วยการวาดเขียนแต่งแต้มลงไป บางคนก็ใส่หูให้ใบไม้ บางคนก็ต่อเป็นรถ” พอวันพุธเด็กจะได้ร้องเพลง มีครูเล่นดนตรีไปด้วย

Photo: ActionAid

นวัตกรรมการเรียนการสอนเริ่มที่โรงเรียนบึงสว่างวิทยาคมได้เพียง 1 ปี หรือ 2 ภาคการศึกษา ซึ่งสำหรับเตย ครูของเธอเล่าว่า เมื่อก่อนเตยเป็นเด็กค่อนข้างมีปัญหา ช่วงที่เธออยู่ ป.3 ชอบแย่งของของเพื่อน ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เด็กอธิบายกับครูว่าที่ทำลงไปนั้นรู้ตัว แต่ว่าหยุดตัวเองไม่ได้ อีกทั้งเมื่อก่อนไม่ค่อยอยากมาโรงเรียน จะชอบไปแอบที่โอ่งน้ำ พอขึ้น ป.4 ได้เรียนจิตศึกษา พฤติกรรมที่ว่ามาไม่เป็นอีกเลย แถมยังสอบได้ที่ 1 อีกด้วย

ครูปุ๊กเล่าย้อนไปที่กิจกรรมบอดี้สแกนว่า ถ้าดูเผินๆ อาจเหมือนการนอนกลางวันทั่วไป แต่จริงๆแล้วเป็นการนอนทบทวนความคิดจิตใจตัวเอง ใคร่ครวญว่าตัวเราเป็นอย่างไร ตั้งแต่หัวจรดเท้า “แรกๆ ก็มีเด็กหลับบ้าง แต่เราอธิบายพวกเขาว่า ให้ระลึกอยู่เสมอว่าตัวเราเกิดมาอยู่บนโลกนี้มีเวลาเหลืออยู่กี่วัน มีเวลาไม่มาก วันนี้เราทำดีอะไรบ้าง ทำดีหรือยัง ระหว่างทำดีกับทำไม่ดีทำอะไรเยอะกว่ากัน ระหว่างที่เด็กนอน เราก็อธิบายไปแบบนี้ คนที่เคยซนๆ มาตั้งแต่เช้า เขาจะสำนึกผิดโดยอัตโนมัติ พอช่วงบ่ายเขาจะตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ต่อว่าเขา เราให้กำลังใจว่าคนเราถ้ารู้ตัวก็ปรับเปลี่ยนได้”

เด็กทุกคนมีความฝัน แม้ผ่านช่วงวัยเด็กไป หลายคนก็หวนระลึกถึงความฝันตัวเอง หรืออาจจะฝันใหม่ มองไปข้างหน้า เตยบอกว่าเธอฝันโตขึ้นอยากเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และจะสอนด้วยการใช้ศิลปะ เพราะเธอชอบวาดรูป “ไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะยังอ่านไม่ออก ยังพูดไม่เป็น แต่ตอนนี้หนูท่องสูตรคูณได้ถึงสูตรที่ 12 แล้ว ถ้าวันที่เป็นครูแล้ว ก็อยากสอนชั้น ป.3 หรือ ป.4”

แต่ให้สอนตอนนี้เลยสอนได้ไหม เตยตอบด้วยรอยยิ้มว่า สอนไม่ได้ เพราะยังไม่โตพอ ยังคิดไม่ได้พอ “ต้องท่องสูตรคูณให้ได้เยอะกว่านี้ก่อน”

ในวัยแห่งการเรียนรู้ เตยบอกว่า การเรียนจิตศึกษาทำให้เธอเรียนเก่งขึ้น แต่ก่อนนั้นยังไม่ค่อยรู้อะไร พอเรียนจิตศึกษาทำให้เธอได้คิดเยอะขึ้น และทำให้ชอบเขียนไดอารี่ด้วย เธอเขียนบันทึกทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขียนมาได้ 4 หน้าแล้ว ส่วนในวันธรรมดาหลังเลิกเรียน เธอจะกลับไปบ้านแล้วโพสต์เฟซบุ๊คบอกคิดถึงเพื่อนๆ

ถ้าไม่ได้เรียนจิตศึกษาจะเป็นอย่างไร เตยคิด ทอดสายตาออกไปยังที่โล่ง ก่อนจะตอบว่า ก็คงไม่มีสมอง เพราะสำหรับเธอ “สมองมีไว้คิด มีไว้สั่งให้แขนขา ร่างกายขยับได้”

ถ้าไม่มีสมองจะเป็นอย่างไร เตยเงียบนิ่งกับคำถามอยู่ราว 3 วินาที ก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ก็ตาย หรือโง่ ร่างกายก็ขยับไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก คุยกับเพื่อนไม่ได้” เตยบอก “หนูชอบมีสมองมากกว่า หนูชอบที่ตัวเองมีความคิด”

Photo: ActionAid

หลังโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม มีแปลงผักคะน้า และผักกาดที่เด็กๆ และครูร่วมกันปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เย็นนี้พวกเขาตกลงร่วมกันว่าจะตัดผักส่วนหนึ่งไปขายให้ชาวบ้าน เพื่อให้โรงเรียนมีรายได้ และชาวบ้านได้กินผักปลอดสารพิษ

เตยกับเพื่อนๆ ลากสายยางมารดน้ำผัก แสงแดดอ่อนๆ ต้องกับละอองน้ำ เปล่งสะท้อนแสงระยิบระยับ ผักกำลังโตงามได้เวลาตัดไปทำอาหาร เตยรับมีดสั้นจากเพื่อน ก่อนจะลงมือตัดโคนต้นคะน้าอย่างแคล่วคล่อง

นึกทวนถึงคำพูดของเด็กวัย ป.4 ว่า สมองมีไว้คิด ชอบตัวเองที่มีความคิด ส่วนคนที่พูดคำนี้กำลังลงแรงเก็บผักไปขายสร้างรายได้ให้โรงเรียน

ใคร่ครวญดูอีกที ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แสงแดดบนละอองน้ำเท่านั้นที่กำลังเปล่งประกาย


นอกจากเตย ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับการศึกษาคุณภาพผ่านโครงการของแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย

บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาไทยในพื้นที่ห่างไกลวันนี้


ขับเคลื่อนโรงเรียนแกนนำเพื่อพัฒนาผู้เรียนศตวรรษที่ 21

ส่วนหนึ่งจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ แกนนำโรงเรียนในการใช้เครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) โดย คณะวิทยากร ดร.ศราวุธ สุตะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอบจ. เชียงราย และคณะครู ระหว่าง 17-19 กรกฎาคม 2561 ที่ห้องประชุม สพป.น่าน เขต 1

การอบรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กจ.น่าน และ สพป.น่านเขต1 ร่วมกับแอ็คชั่นเอด ประเทศไทยในการขับเคลื่อนให้เกิดโรงเรียนแกนนำการสอนคิด เพื่อพัฒนาผู้เรียนศตวรรษที่ 21 รวมผู้เข้าอบรมทั้งสิ้น 143 คน จาก 16 โรงเรียน ในจังหวัดน่าน

กระบวนการต่อไปคือการหนุนเสริมให้เกิดการนำไปใช้ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบโดยเริ่มจากห้องเรียน ซึ่งมีเสียงสะท้อนมาแล้วจากโรงเรียนแกนนำที่ปรับใช้ว่าเยาวชนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ สนใจการเรียนรู้ ห้องเรียนปรับเปลี่ยนบรรยากาศ และที่สำคัญส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่ครูไม่จำเป็นต้องสอนแบบติวอีกต่อไป ครูไม่ต้องกังวลการประเมินการสอนอีกต่อไป เพราะผลลัพธ์อยู่ที่ผลงานและที่พัฒนาการของเด็ก





โดย พัชกร พัทธวิภาส
เจ้าหน้าที่โครงการเยาวชนและการศึกษา