ปลอดจากไวรัส แต่ก็ยังไม่ “ปลอดภัย”?

การ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อสังคม เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ควบคู่ไปกับการปิดห้างร้าน-สถานที่สาธารณะหลายประเภท และการเลื่อนเปิดภาคการศึกษาใหม่เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563

แต่ในระยะห่างที่ทำให้เราทุกคนอยู่ไกลโรค มีผู้หญิง เด็ก และคนกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงจากคนใกล้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่กับคู่รัก หรือสมาชิกในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงเป็นประจำ สภาวะล็อคดาวน์ทำให้พวกเขาไม่สามารถเลี่ยงผู้กระทำความรุนแรง หรือออกไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้บริการต่าง ๆ ได้

ในครัวเรือนอื่นที่ไม่เคยมีการใช้ความรุนแรงมาก่อน ความตึงเครียดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของการตกงานกะทะหัน หรือระยะเวลาการปิดภาคเรียนที่นานขึ้น อาจเป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่ง ความเครียดยังนำไปสู่การบริโภคแอลกอฮอลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชนวนของความรุนแรง เราจะเห็นว่ามีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว

สถิติเหตุความรุนแรงในครอบครัวในเดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 154 ราย
เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีจำนวน 144 ราย

Photo: Abbie Trayler Smith/ActionAid

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยว่า สถิติเหตุความรุนแรงในครอบครัวในเดือนมีนาคม 2563 มีจำนวน 154 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีจำนวน 144 ราย และเดือนมีนาคม 2562 ที่มีจำนวน 140 ราย

มีความเป็นไปได้ว่า ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับช่วงเดือนเมษายนที่มาตรการการกักตัวถูกปรับใช้อย่างเข้าที่มากขึ้นในทุกจังหวัด ขณะเดียวกัน จำนวนเหตุที่ได้รับการรายงานอาจไม่สะท้อนความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ที่แจ้งเหตุความรุนแรงมักเป็นคนนอก เช่น ครู หรือเพื่อน เมื่อโรงเรียนถูกปิดนานขึ้นอีก 2 เดือน เด็กที่ประสบความรุนแรงในบ้านไม่มีโอกาสหรือช่องทางบอกใครได้เมื่อเกิดปัญหา

จากการสำรวจเครือข่ายโรงเรียนที่มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ทำงานด้วย พบว่า โรงเรียนพบข้อจำกัดหลายด้านในการช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ และกลุ่มเปราะบางในครอบครัว

จากการสำรวจเครือข่ายโรงเรียนที่มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ทำงานด้วย พบว่า โรงเรียนพบข้อจำกัดหลายด้านในการช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ และกลุ่มเปราะบางในครอบครัว รวมไปถึงองค์ความรู้ความเข้าใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง เช่น การรับมือกับเหตุ กระบวนการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ และการเสริมสร้างความตระหนักในชุมชน ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนต่อไปนี้ มูลนิธิฯ จะสนับสนุนเครือข่ายโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ในการรับมือภาวะวิกฤติ COVID-19 และการฟื้นตัวของชุมชนหลังภาวะวิกฤติโดยมีฐานคือโรงเรียน (School Safety Initiative)

ในช่วงนี้ หากใครประสบ หรือพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว ขอให้รีบโทรแจ้ง 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ 1323 บริการปรึกษาสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข สายด่วนฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

หากสายไม่ว่างเนื่องจากมีการติดต่อเข้าไปเป็นจำนวนมาก สามารถโทรขอความช่วยเหลือโดยตรงจากหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกจังหวัด ซึ่งทาง มายซิส MySisBot ได้ทำ mapping รวบรวมข้อมูลติดต่อและพิกัดที่ตั้งของหน่วยงานเหล่านี้ไว้ในแผนที่ด้านล่าง

อ้างอิงข้อมูล:
https://www.prachachat.net/general/news-444654
https://www.matichon.co.th/lifestyle/social-women/news_2138524
https://tdri.or.th/2020/04/domestic-violence-victims-during-covid19