เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับโครงการ ACCESS School นำโดยสหภาพยุโรป มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและห่างไกล จัดเวทีขับเคลื่อนนโยบาย “ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ณ ห้อง Grand Hall 1 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ผู้อำนวยการและครูจากโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง ร่วมระดมความคิด แลกเปลี่ยนบทเรียน และยื่นข้อเสนอทางออกการแก้ปัญหาและเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของโรงเรียนทั้งประเทศ ครอบคลุมผู้เรียนเกือบ 1 ล้านคน โดพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมรับฟังตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมง และรับข้อเสนอจากเครือข่ายไปทำงานต่อตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวว่า มาร่วมงานนี้ เพื่อที่จะมารับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย ซึ่งทราบดีว่า ครูและหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมงาน มีความตั้งใจ ที่จะช่วยสร้างแนวทางที่จะให้โรงเรียนและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้อง กับนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ

“ผมเชื่อว่าครูคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ และยึดหลักว่าจะต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะมารับฟังว่าแต่ละฝ่ายจะเสนอให้ปรับปรุงอะไร มีทรัพยากรอะไรที่กระทรวงศึกษาธิการจะช่วยโรงเรียนขนาดเล็กในแต่ละพื้นที่ได้ ผมจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทไปเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะบทบาทการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน เป็นหน้าที่ของครูจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่จะช่วยกันเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ ประเด็นสำคัญจากการวิจัยและเวทีวันนี้จะสะท้อนทั้งปัญหาและทางออกมาให้กระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณาและนำไปช่วยกันทำงาน” พลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายของว่า ในประเทศไทย โรงเรียนขนาดเล็กที่เรียกว่า Standalone ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะ บนดอย ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในรัศมี 6 กิโลเมตรไม่มีโรงเรียนอื่นมีประมาณ 1,500 แห่ง บางโรงเรียนอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวน ต้องการการดูแลสนับสนุน โรงเรียนเหล่านี้เป็นความหวังเดียวในพื้นที่นั้นที่เด็กจะได้รับการศึกษา ถ้าเราสามารถสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาต่อไปได้ ความหวังก็จะยังมีอยู่ในชุมชน สิ่งที่ต้องสนับสนุนเชิงนโยบายได้แก่

1. เรื่องคน
ปัญหาครูไม่ครบชั้น ไม่ครบสาระวิชา เป็นปัญหาเรื้อรังที่โรงเรียนขนาดเล็กไม่มีบุคลากรที่ยืนระยะอยู่ได้และจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ประสานงานโครงการ ACCESS School เสริมว่า “สิ่งที่เป็นยาขมมากสำหรับการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณรายหัว เราเคยเสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากจัดสรรงบประมาณรายหัว เป็นการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ และควรจะปลดล็อคระเบียบ บางอย่าง เช่นเรื่องครูฝึกสอน ซึ่งพบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีครูสอนคละชั้น คละวิชา ไม่สามารถรับครูฝึกสอนที่ไม่มีครูพี่เลี้ยงเด็ก หรือครูที่มีวิชาเอกไม่ตรงกันมาช่วยสอนได้ รวมถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งที่อยากถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น แต่ก็ติดกับระเบียบที่ทำให้ดำเนินการได้ยาก”

2. งบประมาณ
การผูกทุกอย่างไว้กับจำนวนเด็กทำให้งบประมาณที่แต่ละโรงเรียนได้รับไม่สอดคล้องต่อบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก สูตรจัดสรรงบประมาณต้องปรับเปลี่ยน โดยไม่เพียงคำนวนตามหัวหรือจำนวนเด็ก แต่ต้องมีเรื่องระยะทาง จะทำให้ทรัพยากรไปที่โรงเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากสูตรเปลี่ยนจะขยับเงินจากโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้เงินรายหัวเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องมี หมุนไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กได้ ด้วยการปรับสูตรเช่นนี้กระทรวงศึกษาธิการอาจจะไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียวและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรการศึกษาภายใน 1 ปีงบประมาณ

3. นวัตกรรมการเรียนการสอน
สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก จะคาดหวังให้มีครูครบชั้นในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Multi-age classroom ซึ่งเด็กในชั้นเรียนเดียวกันไม่จำเป็นต้องมีอายุเท่ากัน โดยอาจผสมเด็กช่วงวัย 6-9 ปี ในประเทศที่มีภาวะทุรกันดารห่างไกล เช่น นิวซีแลนด์ได้ใช้การสอนรูปแบบนี้มาหลายสิบปีแล้วและคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ต้องเทรนครูให้สามารถสอนแบบ Multi-age classroom เป็น

ด้านครูและผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กที่ทำงานร่วมกับโครงการ ACCESS School กล่าวถึงนวัตกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนต่อได้ท่ามกลางความท้าทาย ปรียานุช วงษ์แก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำมวบ จ.น่าน แกนนำสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป.น่าน เขต 1 เล่าว่า เครื่องมือสอนคิด หรือ Thinking Tools 10 เครื่องมือที่สมาคมฯ ได้ศึกษามาจากต้นแบบอย่างโรงเรียนองค์บริหารส่วนจังหวัดเชียงรายตามแนวทางของโรงเรียน King’s School ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเน้นการคิดเป็น คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดอย่างสร้างสรรค์

“เครื่องมือสอนคิด ทั้ง 10 เครื่องมือที่ครูเรียนรู้ ทำให้เด็กสนุก มีความสนุก เดิมที เด็กโรงเรียนขนาดเล็กที่น่านมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เด็กชนเผ่าไม่กล้าพูด แต่พอครูใช้เครื่องมือนี้เค้ารู้ว่าคำตอบที่ตอบไปจะไม่มีผิดเลย เค้าสนใจกระบวนการได้มาซึ่งคำตอบ เด็ก ๆ มีความสุขมาก และมีชิ้นงาน ผู้ปกครองดีใจที่เราเปลี่ยนลูกเขาได้”

ไม่เพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมการสอน แต่โรงเรียนขนาดเล็กยังปรับใช้แนวคิดหรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดที่ตัวผู้เรียน ตัวอย่างเช่น การสร้างสนามพลังบวกในโรงเรียนด้วยการ “ลดอำนาจเหนือ เพิ่มอำนาจร่วม” และการยึดงานสอนเป็นหลักของโรงเรียนบ้านหนองขาม จ.นครปฐม

“เดิมครูส่วนใหญ่ใช้อำนาจเหนือ (Power over) เมื่อเราเปลี่ยนมาให้ครูใช้ Power sharing เด็ก ๆ มีสิทธิ์ตอบคำถาม ไม่ชี้ถูกชี้ผิด ครูเปลี่ยน และเด็กเปลี่ยน สิ่งที่เห็นคือเด็กรู้จักเวลา กำกับตัวเองเป็น รู้จักรอ รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มีสติ สมาธิกับสิ่งที่ตัวเองทำ”

“เมื่อเรายึดการสอนเป็นหลัก ครูต้องการอะไร โรงเรียนจะสนับสนุน เช่บ อบรม ทำสื่อ ใช้งบจัดทำการเรียนการสอน อีกอย่างที่สนับสนุนคือ ให้การสอนเป็นงานหลักของครู ซึ่งมีเยอะอยู่แล้ว เราไม่นำภาระอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานสอนให้ครูทำ นักเรียนจะไม่มีแข่งขันหรือส่งประกวดใด ๆ เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เด็กดีขึ้น เราสนับสนุนให้ครูพัฒนาตัวเองเพื่อไปพัฒนาเด็กมากกว่า”

4. การเชื่อมโยงชุมชน ปวงชนเพื่อการศึกษา
ความฝันของชุมชนคือ อยากให้ลูกหลานมีการเรียนรู้ที่ดี เป็นอนาคตของชุมชน เราต้องชวนชุมชนให้มีส่วนร่วมในจัดการศึกษาในโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ ทำอย่างไรให้ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางหนึ่งของโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่โรงเรียน Standalone ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง อาจเป็นการพัฒนาให้โรงเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกกลุ่มวัยในชุมชน สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ. 2566 การเปลี่ยนแปลงนี้จะเอื้อให้หลายหน่วยงานจะเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนได้ ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะร่วมต่อท่อให้ทรัพยากรเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนได้ เพื่อให้โรงเรียนได้รับการดูแล พัฒนา เป็นของชุมชนและอยู่เคียงชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก คือการทำให้โรงเรียนกับชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน มุมมองของการศึกษาในอนาคตคือเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจึงต้องมองมากกว่าเรื่องของตัวเด็กนักเรียน โรงเรียนอาจจะต้องมีบทบาทในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน ชุมชนสร้างโรงเรียนโรงเรียนก็ต้องสร้างชุมชน หากเปลี่ยนความคิดได้ว่าการมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องการลดคุณภาพการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือของรัฐที่จะใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชน หากเราทำโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพของชุมชน สิ่งที่ทำก็จะกลายเป็นโอกาสหนึ่งของการพัฒนาประเทศ รัฐมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานและมีงบประมาณในการจัดการปัญหาพัฒนาพื้นที่ หากเปิดโอกาสด้วยการปลดล็อคหรือกฎระเบียบบางอย่าง หน่วยงานนี้จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียนได้

รับชมการนำเสนอเชิงนโยบายและเวทีเสวนา “ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ย้อนหลังได้ที่นี่