เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป ภายใต้โครงการอียูรับมือโควิด จัดงานสัมมนาเรื่อง “แนวทางในการจัดบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงหลักประกันทางสุขภาพ และแนวทางในการช่วยเหลือเยียวสำหรับกลุ่มประชากรข้ามชาติ: บทเรียนจากช่วงวิกฤติสุขภาพในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19”

ในเวทีดังกล่าวมีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องการจัดบริการด้านสุขภาพ หลักประกันด้านสุขภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และทบทวนสถานการณ์ในด้านปัญหาการเข้าถึงการเยียวยาของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และข้อเสนอต่อการจัดการของรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและแนวทางในการดำเนินการต่อไป

ปัญจวรี พัวพันธ์ศรี ผู้จัดการโครงการอียูรับมือโควิด กล่าวว่า โครงการอียูรับมือโควิดเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภาคประชาสังคม ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็ง มีความสามารถรับมือโควิดและภัยพิบัติในอนาคต โดยมีการสนับสนุนเชิงนโยบายทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะกลุ่มคนจนเมือง นักเรียน คนไร้รัฐ ชาติพันธุ์ และแรงงานข้ามชาติ การพัฒนากลุ่มเปราะบางให้เข้มแข็งพอจะรับมือกับภัยต่างๆ ส่วนสำคัญคือเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่าการจัดบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์นี้ แม้ว่าในวิกฤติที่ผ่านมามีสถานการณ์มากมายที่เราเผชิญ แต่ในอนาคตก็ยังมีวิกฤติที่เราต้องเตรียมตัวในการรับมือ

“งานในวันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่มาพูดคุยกันเพื่อถอดบทเรียนในการช่วยเหลือประชากรข้ามชาติในช่วงโควิด เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยสร้างการพัฒนาในพื้นที่ ขณะที่ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดนี้มีการวิจัยในพื้นที่ว่าแรงงานข้ามชาติต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณสุข จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติ” ฟรานเชสก้ากล่าว

ฟรานเชสก้า จิลลี่ ผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายความร่วมมือ สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

ยังไม่สายสำหรับการเยียวยา

ด้าน ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นำเสนอสถานการณ์การเข้าถึงเยียวยาของแรงงานข้ามชาติว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขณะที่โควิดระบาดรุนแรงมีการพูดถึงว่าแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดการระบาด ขณะที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ เช่น มีการค้างจ่าย การถูกลอยแพ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม การไม่สามารถทำเอกสารทำงานต่างๆ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่สนใจเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ กลัวว่ายื่นเรื่องไปอาจถูกเลิกจ้างและไม่สามารถ

ทำงานในไทยต่อได้ รวมถึงกรอบเวลาการยื่นเรื่องต่างๆ ใช้เวลาพอสมควร ต้องเดินทางไปกรอกคำร้องขณะที่เขาถูกกักตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

“มาตรการเยียวยาของรัฐช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมานั้นแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่ารัฐจะโปรโมทว่าเราไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง โครงการ ม.33 เรารักกันและโครงการอื่นๆ มีเงื่อนไขว่าผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สัญชาติไทยเท่านั้น ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าเขาจะจ่ายเงินสมทบก็ตาม เราจึงทำแคมเปญเรียกร้องว่าโครงการนี้มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ โดยส่งเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คำวินิจฉัยบอกว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญบอกว่าการเลือกปฏิบัติทางสัญชาติไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ มีการพูดถึงเฉพาะเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ นอกจากนี้เรื่องการเยียวยากรณีว่างงานแรงงานที่สถานประกอบการต้องปิด ซึ่งต้องกรอกข้อมูลทางออนไลน์เป็นภาษาไทยและนายจ้างต้องใส่ชื่อแรงงานในระบบ การเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติจึงไม่ง่ายเลย สิ่งเหลานี้สะท้อนว่าช่วงสองปีที่ผ่านมาแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น นโยบายของรัฐทำให้พวกเขาถูกจำกัดสิทธิ

“ข้อเสนอแนะของเราคือ แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะอยู่ในระบบประกันหรือไม่ แต่การเยียวยาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการแพร่ระบาดที่สร้างความทุกข์ทรมาน แต่การเยียวยาแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่เรายังต้องทำอยู่ ยังไม่สายที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสนใจและให้ความชัดเจนเรื่องการเยียวยา” ปภพกล่าว

ปภพ เสียมหาญ ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

“มองคนให้เป็นคน” บทเรียนจากช่วงวิกฤติโควิด-19

ลัดดา แซ่ลี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 ที่มีโควิดรัฐบาลประกาศให้ทุกกิจการที่มีความเสี่ยงหยุดกิจการ เราให้ความช่วยเหลือโดยให้ขึ้นทะเบียนว่างงานโดยเหตุสุดวิสัยทางออนไลน์ ซึ่งนายจ้างต้องลงทะเบียนให้ลูกจ้าง โดยเราจ่ายให้เท่ากันไม่ว่าแรงงานไทยหรือต่างชาติ ยกเว้นลูกจ้างที่เข้ามาโดยไม่ถูกต้องและไม่ได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ซึ่งทางเราไม่สามารถทราบได้ ช่วงโควิดทำให้เราเห็นกฎหมายที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย สำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานรับมือตามสถานการณ์ที่เข้ามา โดยต้องหาทางช่วยเหลืออย่างถูกต้อง

ด้าน อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาช่วงโควิดจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่แรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีความลำบากกว่ามาก ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากไหนได้ การส่งเสริมการจ้างงานให้ถูกกฎหมายเป็นปัจจัยที่จะลดปัญหาต่างๆ ได้ ขณะที่ไทยถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ถ้ามีแรงงานเข้ามาไม่ถูกกฎหมายก็จะมีปัญหาค้ามนุษย์ตามมา เราจึงต้องมีกระบวนการชักจูงให้ทำแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมายให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการทำงานถูกกฎหมายนั้นไม่ต่างจากการเข้ามาแบบผิดกฎหมาย

สุธาสิณี แก้วเหล็กไหล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ยกตัวอย่างปัญหาช่วงการระบาดระลอกสองที่สมุทรสาครว่า มีการล้อมรั้วปิดตลาดกุ้ง แต่ช่วงแรกไม่มีการจัดหาอาหารให้แรงงานข้ามชาติที่กักตัว เพราะงบประมาณข้าวกล่องมีเฉพาะสำหรับคนไทย เรื่องการเยียวยาโครงการเรารักกันหรือคนละครึ่งนั้น แรงงานข้ามชาติก็ใช้ไม่ได้ จึงไม่ตอบโจทย์

การเยียวยาทุกคน เรื่องการตรวจโควิดเชิงรุกที่สมุทรสาครนั้นคนไม่มีเอกสารก็ไม่สามารถตรวจได้ เรื่องการเยียวยาพื้นที่สีแดงก็ให้เฉพาะคนไทย เรื่องวัคซีนนั้นก็ให้เฉพาะผู้ประกันตน ทำให้มีแรงงานข้ามชาติตกหล่นจำนวนมาก

“การแก้ปัญหาต้องคำนึงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ระเบียบบางอย่างของรัฐราชการต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังแรงงาน แรงงานข้ามชาติต้องได้สิทธิเยียวยาเท่าแรงงานไทย รัฐต้องวางแผนทำงานร่วมกันในการรับมือการแก้ไขปัญหา ต้องทำงานเชิงรุก ร่วมกันคิดรูปแบบการรับมือวิกฤติแต่ละครั้ง และมาตรการรัฐต้องออกแบบให้รองรับแรงงานข้ามชาติเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย” สุธาสิณีกล่าว

ชมพูนุท ป้อมป้องศึก นักวิชาการสิทธิมนุษยชนเชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. มีการทำข้อแนะนำและรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทยทุกปี ช่วงการระบาดก็มีรายงานผลกระทบจากโควิดและมีข้อเสนอ เช่น ควรมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค การเข้าถึงวัคซีนต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เสี่ยงตกหล่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางด้วย เด็กที่ได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ต้องมีการสำรวจเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาและมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้รัฐควรเร่งจัดหาวัคซีนให้กลุ่มเปราะบางและแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลกระทบถึงคนไทยเพราะเขาทำงานและอยู่ร่วมกับเราในประเทศไทย

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กข้ามชาติ ความเสี่ยงที่เพิ่มยิ่งขึ้น

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อเสนอจากงานวิจัย “เด็กข้ามชาติในสภาวะวิกฤติสุขภาพ: สถานการณ์และทางออก” ว่าได้ทำการศึกษาช่วงโควิดโดยประเมินสถานการณ์และผลกระทบเด็กข้ามชาติในประเทศไทย ข้อมูลสถิติเด็กข้ามชาติที่มีนั้นตัวเลขจำนวนไม่ชัดเจน แต่มีพลวัตการอยู่อาศัยของเด็กในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก ในการศึกษามองสามประเด็นสำคัญคือ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองเด็กข้ามชาติ ด้านสุขภาพคือเรื่องความเสี่ยงและความเปราะบางในการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ทางอ้อมคือเรื่องอนามัยแม่และเด็ก หญิงตั้งครรภ์ การเข้าถึงวัคซีนและโภชนาการสมวัย ด้านการศึกษานั้นผลกระทบทางตรงคือการปิดโรงเรียนและศูนย์เรียนรู้ เกิดการชะงักในโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก เด็กขาดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเด็กไทยกลุ่มเปราะบางจะเจอผลกระทบไม่ต่างกัน แต่เด็กข้ามชาติมีปัจจัยเรื่องเอกสารและบริบทที่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการคุ้มครองนั้นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงวัย เช่น ในเด็กเล็กการขาดผู้ดูแลที่เหมาะสม ความรุนแรงในครอบครัว ในเด็กวัยเรียนกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเด็กโตจะถูกผลักให้ทำงานเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการศึกษาและมีเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม

“ปัญหาที่เราต้องเฝ้าระวังคือ 1. การเข้าไม่ถึงทั้งเรื่องการจดทะเบียนเกิด การศึกษา และบริการสุขภาพที่จำเป็น 2. การตกหล่นทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษาและการคุ้มครอง 3. เด็กข้ามชาติจะมีความเสี่ยงและเปราะบางเพิ่ม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ 1. กลไกและมาตรการเฉพาะหน้าที่ชัดเจนในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบโควิดต่อเด็กข้ามชาติ 2. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กข้ามชาติและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. นโยบายระยะยาวที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด replacement migration

“หากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มนี้ว่าสามารถเป็นกำลังแรงงานขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยได้ในอนาคต ก็จะทำให้นโยบายและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลการเข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนการเกิด การศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงและความปลอดภัยในด้านต่างๆ มีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ชัดเจนและมีแนวทางลงสู่ระดับการปฏิบัติในทุกเรื่องที่เป็นไปในเป้าหมายเดียวกัน” รศ.ดร.เฉลิมพลกล่าว

นพ.ประณิธาน รัตนสาลี ที่ปรึกษางานพัฒนาระบบบริการเฉพาะ กองบริหารการสาธารณสุข กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติ มีข้อจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิรักษาแต่โรงพยาบาลต้องให้การรักษาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถเก็บค่าบริการได้ จึงมีการแบกรับค่าใช้จ่ายมายาวนาน การให้บริการสาธารณสุขช่วงโควิดนั้นผู้ป่วยที่เป็นแรงงานข้ามชาติมักอยู่ในพื้นที่ชายขอบซึ่งการให้บริการไม่พร้อมจนเกิดข้อจำกัด ช่วงโควิดยิ่งทำให้การบริการติดขัดเมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมจนติดเชื้อง่ายขึ้น เราจึงต้องพัฒนาระบบบริการให้ทั่วถึง และขยายสิทธิประกันสุขภาพไปถึงผู้ติดตามแรงงานคือเด็กข้ามชาติ

สุธิดา ศรีมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบคุ้มครอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เรายึดการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยเราค้นหาเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เด็กได้รับความเช่วยเหลือทันท่วงที ให้เด็กมีผู้ดูแลและปลอดภัยผ่านกลไกและช่องทางการช่วยเหลือเชิงรุกต่างๆ มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้ามีการให้ความปลอดภัย การรักษา การดำรงชีวิตเบื้องต้น นอกจากนี้คือการจัดทำแผนรายบุคคล

ด้าน ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กอพยพโยกย้ายถิ่นฐานมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการ ก่อนหน้านี้สิทธิต่างๆ ขึ้นอยู่กับเลข 13 หลัก จนเป็นอุปสรรคการเข้าถึงบริการและการเยียวยา แต่วิกฤตินี้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หลายภาคส่วนพยายามผลักดันนโยบายและหลักการปฏิบัติที่เอื้อต่อสิทธิเด็กอพยพมากขึ้น

“เรื่องการคุ้มครองเด็กจะทำอย่างไรให้ระบบและกลไกที่มีอยู่เข้มแข็ง ใช้ได้จริงและสอดคล้องบริบทในพื้นที่ เราต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กทุกคนในชุมชนโดยต้องไม่ตกหล่นเด็กข้ามชาติ นอกจากนี้ต้องผลักดันเรื่องหลักประกันสุขภาพและการจดทะเบียนการเกิดให้ครอบคลุมเด็กข้ามชาติ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญในวิกฤติ นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนแล้ว ทำอย่างไรระบบที่มีจะเข้มแข็งและครอบคลุมทุกคน” ปริญญากล่าว

มนัญชยา อินคล้าย ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กข้ามชาติ เล่าว่า จากการระบาดที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร จนมีการปิดตลาด แม่และเด็กบางคนต้องแยกกัน นายจ้างที่มีแรงงานไม่ถูกกฎหมายก็กังวลจนเอาแรงงานไปทิ้งข้างทาง หอพักก็ไล่แรงงานไม่ถูกกฎหมายออก เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ สถานการณ์มาคลี่คลายตอนที่รัฐประกาศว่าจะดูแลทุกคน ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่กับที่ นายจ้างเริ่มคลายกังวล แต่หลังจากนั้นเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน โรงเรียนปิด เด็กหลายคนตึงเครียดเพราะออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้ เด็กบางคนคลอดออกมาแล้วยังไม่เคยเจอหน้าพ่อเพราะพ่อกลับประเทศไปทำบัตรยังไม่ได้กลับมา

“ในการระบาดระลอกสามเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โรงพยาบาลสนามไม่เพียงพอ แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษา โดยเฉพาะช่วงแรกที่ต้องจ่ายค่าตรวจโควิดเอง ทำให้เด็กที่ติดเชื้อไม่สามารถไปตรวจได้จนมีการเสียชีวิต แรงงานที่ไม่มีบัตรลำบากมาก การสาธารณสุขเป็นความมั่นคงของชาติ โควิดไม่ได้เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและช่วงวัย ถ้าเรามองคนเป็นคนเหมือนกัน ต้องให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ถ้วนหน้าเท่าเทียม อยากให้เปิดให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพและใบเกิด เพราะช่วงโควิดที่สมุทรสาครจำกัดคิวแจ้งเกิดแต่ละวัน กว่าจะได้ใบเกิดยากมาก พอคิวยาวพ่อแม่บัตรหมดอายุก็กลายเป็นคนเถื่อนอีก” มนัญชยากล่าว

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

โรคระบาดไม่เลือกสัญชาติ การรักษาต้องไม่เลือกปฏิบัติ

นพ.วลัญช์ชัย จึงสำราญพงศ์ กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่าทางหน่วยงานทำงานดูแลแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม และผู้มีปัญหาสถานะ ซึ่งหลายคนเข้าไม่ถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ จากช่วงที่ผ่านมาทำให้เราเห็นปัญหาหลายอย่าง ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเราจึงเห็นว่ายังมีกฎเกณฑ์ที่ต้องปรับเพื่อรับกับสถานการณ์ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนาน

ด้าน สพญ.เสาวพักตร์ ฮิ้นจ้อย กรมควบคุมโรค (สายด่วนแรงงานข้ามชาติและวัคซีน) กล่าวว่า การเปิดสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพราะพบว่าการสื่อสารเป็นประเด็นใหญ่ ก่อนนี้เรามีการสื่อสารเกี่ยวกับโควิดเฉพาะภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขณะที่เรามีแรงงานจำนวนมากจากลาว เมียนมา และกัมพูชา เราจึงมีการอบรมอาสาสมัครสายด่วนแรงงานข้ามชาติเพื่อให้ความรู้และสามารถประสานงานต่อได้ โดยเรามีคู่มือความรู้และให้อาสาสมัครยืมโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเรื่องการเข้าถึงวัคซีนของแรงงานข้ามชาติ นอกจากที่แรงงานจะสามารถเข้าถึงวัคซีนจากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขผ่านทางนายจ้างแล้ว เรายังมีความร่วมมือเรื่องหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่และประชาสัมพันธ์หลายภาษาเพื่อให้คนมาฉีดวัคซีน

พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข เขตทวีวัฒนา เล่าประสบการณ์จากการทำงานว่า การรับมือโควิดต้องมีความพร้อม ต้องทำงานเป็นทีม ที่เขตทวีวัฒนาเจอเคสแรกตั้งแต่ มี.ค. 2563 เจ้าหน้าที่ในเขตจึงมีประสบการณ์รับมือตั้งแต่ช่วงต้น จากนั้นจึงเริ่มมีการแพร่ระบาดจากสมุทรสาครเข้ามาในเขต ความยากของการควบคุมโรคคือการระบาดในตลาดนั้นไม่มีทะเบียนรายชื่อแรงงานแต่ละแผง แม้แต่เจ้าของแผงก็ไม่มีข้อมูลลูกจ้าง จึงต้องรวบรวมข้อมูลใหม่ทำให้ใช้เวลามากขึ้นในการสอบสวนโรค แรงงานข้ามชาติมีความยากลำบากในการทำทะเบียนผู้ติดเชื้อและการให้ความรู้ต้องเป็นภาษาที่เขาเข้าใจ จึงต้องใช้ล่ามช่วย

สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาด้านสุขภาพแรงงานข้ามชาติ สำนักงานองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่าการติดเชื้อของประชากรข้ามชาติในไทยสามสัญชาติคือเมียนมา กัมพูชา และลาว มีจุดสูงที่สุดคือเดือน ก.ค. 2564 รวมทั้งหมดประมาณสองแสนคน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสัญชาติเมียนมาสูงที่สุด หลายคนเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ ความยากลำบากคือเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่มีแนวทางการจัดการ บทเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตที่เราเผชิญจะไม่สูญเปล่าถ้าเรามีการทบทวนแล้วนำไปใช้เป็นแนวทางในระบบสุขภาพช่วงปกติ

ส่วน บุหงา ลิ้มสวาท พยาบาลอาสาและผู้ร่วมก่อตั้งไทยแคร์ กล่าวว่ากลุ่มไทยแคร์เป็นอาสาสมัครแพทย์และพยาบาลมีการวิดีโอคอลคุยกับคนไข้เพื่อดูอาการ โดยเริ่มจากการดูแลคนไทยที่ตกหล่นจากระบบสาธารณสุข ต่อมาจึงได้ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติหลายชาติ กุญแจสำคัญคือล่าม เพราะบางคนพูดไม่ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แรงงานข้ามชาติอยู่ด้วยความกลัวและสับสน เพราะเราไม่มีสื่อในภาษาของเขาปรากฏในโทรทัศน์ แม้โควิดจะซาลงแล้วแต่โอไมครอนก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะทำให้เกิดลองโควิดได้

หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการโครงการสื่อสารความเสี่ยงโรคโควิดในประชากรข้ามชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการสื่อสารเรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องยากแม้แต่ในภาษาเดียวกัน สำหรับแรงงานข้ามชาติจึงยิ่งเป็นเรื่องยาก เราจึงสร้างอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ชายขอบช่วยสื่อสารข้ามภาษาระหว่างหมอและผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจะไว้วางใจหากได้พูดคุยกับหมอ

ในช่วงท้าย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวสรุปว่า ในสถานการณ์โควิดแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้างไม่มีรายได้ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐแต่แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึง เพราะระบบไม่เอื้อ เด็กข้ามชาติเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล เข้าไม่ถึงการศึกษา หลุดจากระบบ ประชากรข้ามชาติเข้าไม่ถึงการตรวจโควิดและการรักษา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเราไม่พร้อม ตั้งแต่เรื่องสาธารณูปโภคที่ดีพอสำหรับทุกคนเพื่อให้เราพ้นจากวิกฤติได้ แต่เราไม่ยอมแพ้ เรามี อสต. มีสถานประกอบการที่เข้ามาจัดการด้วยตัวเอง มีสายด่วนหลายภาษา มีกลุ่มไทยแคร์ช่วยดูแลก่อนถึงมือหมอ ที่สำคัญเราสร้างความร่วมมือ ทำความเข้าใจ ทำงานด้วยกันมากขึ้น ไว้วางใจกันมากขึ้น เราร่วมกันเรียนรู้ว่าเราไม่อยู่คนเดียว เราไม่สามารถปล่อยใครสักคนไว้ข้างหลังให้เดือดร้อนได้ เพราะจะส่งผลถึงทุกคนในสังคม

“เราควรสร้างระบบที่รองรับทุกคนในสังคมไทย เราควรพัฒนาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ เราควรพัฒนากฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับภาวะวิกฤติในอนาคต เราจะร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ย้ำความร่วมมือในการวางแผนรับวิกฤติในอนาคต เพราะโควิดไม่เลือกสัญชาติ โรคระบาดไม่เลือกผู้ป่วย” อดิศรกล่าว