โรงเรียนบ้านหนองบัวคู ต.หนองไผ่ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ก่อตั้งขึ้นในปี 2514 ด้วยเงินบริจาคที่ชาวบ้านในชุมชนร่วมลงทุนลงแรงสร้างโรงเรียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ โรงเรียนประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง เพระผู้ปกครองย้ายถิ่นฐานครอบครัวไปยังกรุงเทพฯ เนื่องจากโอกาสในการทำงาน

เมื่อมีนโยบายยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง ประกาศออกมาในปี 2562 สิ่งนี้เป็นตัวจุดประกายแนวทางการพัฒนาโรงเรียนบนฐานชุมชนของชาวบ้านหนองบัวคู เนื่องด้วยบริบทเดิมชุมชนมีความรักในโรงเรียน ผู้อำนวยการ บุญเรือง ปินะสา จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกับคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน, เครือข่ายผู้ปกครอง, คณะกรรมการพัฒนาโรงเรียน จำนวน 22 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำชุมชน, ผู้ปกครอง, เจ้าอาวาส, พระสงฆ์วัดในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 2-3 แห่ง, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วม หารือในประเด็น นโยบายไม่ยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ผลจากการปรึกษาหารือคือ การยืนยันให้โรงเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ตัวเอง มีอุดมการณ์และมีประเด็นท้าทาย คือ ไม่ควรเหมารวมว่าโรงเรียนขนาดเล็กทุกแห่งไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด ทาง สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษามองที่ผลสัมฤทธิ์การสอบ ONET และ NT แต่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูมองว่าคุณภาพของนักเรียนมีหลายด้าน ทั้งทักษะวิชาการ การอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ไปจนถึงทักษะอาชีพและทักษะชีวิต คณะกรรมการเห็นด้วยจึงลงมือทำ เนื่องจากชุมชนมีความผูกพันธ์กับโรงเรียนมาก จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน โดยการนำศาสตร์พระราชามาใช้ ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ “ผู้อำนวยการเองต้องก้าวออกนอกกรอบ ปรับสนามฟุตบอลให้เป็นผืนนา” ผอ.บุญเรือง กล่าว แม้จะพบปัญหาบ้างแต่ผลที่เกิดขึ้นส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน

ที่บ้านหนองบัวคู ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษา ผู้อำนวยการเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่ทุกคนได้กำหนดร่วมกัน หลังดำเนินงานมาได้ 1 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 40 คน เป็น 67 คนในปัจจุบัน โดยเป็นนักเรียนจากชุมชนอื่น ๆ ได้แก่ บ้านหนองไผ่ด้ามขวานและบ้านอีเล้ง ซึ่งแม้จะเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนประจำตำบล แต่ผู้ปกครองก็มอบความไว้วางใจ ส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคู

ในด้านการเรียนการสอน โรงเรียนบ้านหนองบัวคูบูรณาการทักษะอาชีพเข้ากับทักษะทางวิชาการ ในตารางเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 14.30 น. นักเรียนจะมาเรียนรู้ที่ฐานการเรียนรู้ฐานต่าง ๆ และมีครูเป็นผู้ประจำฐานนั้น ๆ โรงเรียนทดลองรูปแบบนี้เรื่อย ๆ จนสิ่งที่ทำเริ่มตอบโจทย์บริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งยังเข้ากับนโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา ที่สนับสนุนให้โรงเรียนปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนบ้านหนองบัวคู
การบูรณาการการเรียนรู้ในห้องเรียนและฐานต่าง ๆ

จากที่เคยขาดการดูแลจากการศึกษานิเทศก์ งบประมาณ อาคารสถานที่ เพราะเขตพื้นที่การศึกษามักจะไปดูงานโรงเรียนใหญ่และโรงเรียนที่พร้อมกว่าก่อน วันนี้ โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานเขตและชุมชน ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้เชิญผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามาเป็นประธานและกล่าวให้ภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเชิญศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด งานครั้งนั้นส่งผลให้สำนักเขตพื้นการศึกษาเห็นศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ที่สามารถจัดงานเป็นงานระดับจังหวัดและร่วมขับเคลื่อนระดับประเทศได้ เมื่อโรงเรียนบ้านหนองบัวคูทำเรื่องขอครูเพิ่ม 1 ตำแหน่ง (เพราะเดิมทีมีครูเพียง 2 คน) ทางเขตพื้นที่บรรจุให้เพิ่ม 3 ตำแหน่ง เพราะเห็นพลัง ความตั้งใจ และการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนสร้างขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งที่เกิดต่อนักเรียน ที่ได้พัฒนาทักษะที่ไม่ใช่เพียงการรับรู้อย่างเดียว แต่ทำเป็นด้วย การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในฐานต่าง ๆ พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต อาชีพ การทำมาหากิน และรู้จักช่วยเหลือผู้ปกครอง

ผลที่เกิดกับครูนั้น ผอ.บุญเรือง สังเกตเห็นว่าครูมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น การลงแปลงทุกวันทำให้เห็นว่าครูชอบทำกิจกรรม ชอบปลูกต้นไม้ ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้นเพราะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโรงเรียน

ส่วนชุมชนมีความชื่นชม ยกย่อง หวงแหน พอใจ และภูมิใจในโรงเรียน เมื่อพาไปดูงานที่โรงเรียนต้นแบบของเครือข่ายที่โรงเรียนบ้านหนองบัวคูได้ไปศึกษา ก็สะท้อนออกมาว่ามีแนวคิดเหมือนกับสิ่งที่ยึดมั่นและทำอยู่ ชุมชนมักจะบอกให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนเต็มที่ ส่วนเรื่องงบประมาณชุมชนจะช่วยเหลือ ชุมชนมีความเป็นเจ้าของในแง่นี้ด้วย พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา มีบทบาทหน้าที่เป็นของตนเอง และบทบาทนั้นก็คือ “เจ้าของ” หรืออย่างที่ ผอ.บุญเรืองกล่าวว่า “โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

“โรงเรียนเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของ ผอ. หรือหน่วยงานใด”

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้บริหาร การเข้ามาหนุนเสริมขององค์กรภาคประชาสังคม อาทิ มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย, สมาคมไทบ้าน, สภาพัฒนาการศึกษากาฬสินธุ์ ผ่านโครงการ Access School ชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน ได้ส่งผลสำคัญอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและหมู่บุคลากร เช่น

  • สร้างแรงบันดาลใจที่จะก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ คณะทำงานในพื้นที่ที่โรงเรียนทำงานด้วยมีความรู้และอุดมการณ์ร่วมกัน
  • โรงเรียนไม่รู้สึกว่าเดินคนเดียว มีกลไกหนุนเสริม เหมือนมีพี่เลี้ยงคอยเดินร่วมทาง
  • ทำให้เห็นภาพด้วยการพาไปศึกษาดูงาน สร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้มีความมั่นใจและตั้งใจจริงในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพได้
  • มีโอกาสในการเชื่อมโยงงานสู่ระดับเครือข่าย จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ มีทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน
  • มีแนวทางการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพ มีรูปธรรมที่ชัดเจน
  • ทำให้มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสร้างความร่วมมือ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด ภาครัฐเข้าสนับสนุนและให้ข้อเสนอแนะ

ประสบการณ์ของโรงเรียนบ้านหนองบัวคูจึงทำให้ ผอ.บุญเรือง ตกผลึกบทเรียนและข้อเสนอต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กได้ดังต่อไปนี้

บุญเรือง ปินะสา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบัวคู
  • บุคคลที่สำคัญและเหมือนหัวเรือใหญ่ คือผู้อำนวยการโรงเรียน เขาจะต้องเป็นคนกล้าที่มีอุดมการณ์ ต้องไม่มองเห็นเพียงอนาคตของตนเองหรือประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น เพราะด้วยธรรมชาติของสายอาชีพ เมื่อเข้ามาโรงเรียนขนาดเล็กแล้วก็มักย้ายไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ต่อ
  • ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน โรงเรียนต้องสร้างความเป็นเจ้าของให้ชุมชนเข้ามาร่วมมือ ทำให้เห็นบริบทโรงเรียนบ่อย ๆ ประชุมบ่อย ๆ ไม่ทิ้งหลัก บวร บ้าน-วัด-โรงเรียน เพราะทั้ง 3 ส่วนมีความสำคัญมาก ความศรัทธาของชุมชนอยู่ที่วัด หากวัดพูดชาวบ้านจะทำตาม ทั้งสามส่วนควรจับมือกันให้แน่น มีกิจกรรมหรือวาระอะไรต้องเชิญประชุมทั้งหมด ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจ้างครูของโรงเรียนบ้านหนองบัวคู ซึ่งชุมชนเป็นคนสนับสนุนเดือนละ 12,000 บาท ทุกปี หรือหากโรงเรียนประสบปัญหาอะไรให้แจ้งชุมชน เพื่อการบริหารร่วมกัน ชุมชนเป็นผู้บริหารคนหนึ่ง ผอ.เป็นผู้เอื้ออำนวย
  • สร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน สร้างช่องท่างให้รัฐให้โอกาสชุมชนเลือกรูปแบบการพัฒนาการศึกษาโดยชุมชนเอง เพราะหากอยู่กับนโยบายจะพัฒนายาก
  • ประชาสัมพันธ์โรงเรียนและทำสื่ออย่างสม่ำเสมอให้โรงเรียนเป็นที่รู้จัก และพัฒนาทักษะให้ทำต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ