“ถึงโรงเรียนวัดโคกทองของหนูจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ที่นี่มีการเรียนไม่เหมือนโรงเรียนไหน คุณครูจะสอนจิตศึกษา ทำให้พวกหนูมีความกล้าแสดงออก สนุกกับการเรียน เข้าใจง่ายขึ้น เวลาเรียนในห้องจะไม่มีการจด จะเป็นการแนะนำและเสนอความรู้ให้ได้คิดต่อ โต้เถียง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน” เด็กหญิงวริษา จันทร์อ่ำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าถึงโรงเรียนวัดโคกทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่ตนเรียนมาตั้งแต่เด็กจนถึง ป.6

เธอเคยเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองตอนอนุบาล 1 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนช่องพาน ก่อนย้ายกลับมาตอน ป.3 การย้ายกลับมาครั้งนี้เธอรู้สึกว่าโรงเรียนนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งการเรียนการสอนของคุณครูที่เป็นกันเอง เข้าใจง่าย และสนุก เหมือนได้ทำกิจกรรมแปลกใหม่ในห้องเรียนอยู่ตลอด รวมถึงสภาพแวดล้อม เพื่อนที่ช่วยเหลือกัน คุณครูที่ใจดี ผู้ปกครองที่เอ็นดูเด็ก ๆ จนไปถึงลุง ๆ ป้า ๆ ที่อยู่ในชุมชน

“ข้อดีที่หนูได้จากการเรียนในโรงเรียนวัดโคกทองคือ นักเรียนทุกคนมีความสุข เวลานึกถึงการไปโรงเรียนแล้วจะเจอแต่ความสนุก รอยยิ้ม นักเรียนมีความกล้าแสดงออก คุณครูสอนทั่วถึง ทำให้รู้ว่าการเรียนสนุกได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนไปเพื่อสอบอย่างเดียว แถมเป็นโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน หนูไม่ต้องนั่งรถไกลไปเรียนในตัวเมือง สำหรับหนูรู้สึกดีมากและยังทำให้หนูสอบเข้าในระดับมัธยมได้” เด็กหญิงวริษาเสริม

โรงเรียนขนาดเล็กที่อบอุ่น รายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งเพื่อน ๆ ครู ผู้ปกครองและคนในชุมชนแบบนี้ เกิดขึ้นเหมือนกันกับ คุณศุภากร ขัติยะ ผู้ปกครองจากโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงลูก 2 คนพร้อมกับทำงานไปด้วย

คุณพ่อศุภากรเล่าว่า ลูกชายนั้นย้ายโรงเรียนบ่อยทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน เพราะลูกมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับเด็กคนอื่น เจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เข้ากับลูก เวลาลูกมีปัญหาครูจะโทรมาหาคุณพ่อตลอด จนเมื่อเวลามีสายเข้ามาจากโรงเรียน คุณพ่อก็ผวาเอามาก ๆ

“ตอนแรกคิดว่าจะทำโฮมสคูล จึงไปปรึกษากับศึกษานิเทศก์จังหวัด แต่เขาบอกว่าเราอาจจะไม่เหมาะ เพราะเราทำงานประจำและเลี้ยงลูกคนเดียวด้วย ซึ่งการทำโฮมสคูลนั้นต้องจัดตารางการเรียนการสอน รายวิชาและเสริมทักษะต่าง ๆ มีรายละเอียดเยอะ ศึกษานิเทศก์จึงแนะนำให้รู้จักกับโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วันแรกในโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือของลูก คุณพ่อศุภากรเป็นห่วงลูกอย่างมาก แต่กลับกัน หลังจากลูกกลับมาจากโรงเรียนก็พูดกับคุณพ่อว่า “ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง”

“วันแรกที่ลูกไปเรียนที่โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ลูกกลับมาพูดว่า ทำไมเรารู้จักโรงเรียนนี้ช้าจัง ลูกเล่าว่าคุณครูต้อนรับดีมาก ไม่ดุเขา เพื่อน ๆ ทุกคนรู้จักชื่อ อย่างเขาเอาจักรยานไปจอด เพื่อนก็เรียกให้ “มาจอดตรงนี้สิ” ลูกมาเล่าให้ฟังว่า ลูกเติมข้าว 4 จานแล้ว คุณครูยังไม่ดุลูกเลย วันแรกลูกได้รับประสบการณ์ที่ดี ลูกก็เริ่มเปิดใจปรับตัว ในขณะเดียวกันสังคมรอบข้าง ทุกคนในโรงเรียนก็โอบกอดเขา ลูกมาเรียนด้วยความสุข พ่อที่มีความเครียดก็เบาบางลง”

แม้สายตาภายนอกจะมองโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งต้องพบกับความเสี่ยงของนโยบายการยุบ-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า แต่สำหรับคุณพ่อ ที่นี่เป็นเหมือนแสงสว่างและที่พึ่งหลังสุดท้ายของตน โรงเรียนมีผู้บริหารที่เป็นคนในชุมชน คอยเกื้อกูล ดูแลกัน เราผู้ปกครองก็ไว้วางใจ รู้สึกดีใจที่พาลูกเข้ามาในโรงเรียนนี้

“มุมของคนเป็นพ่อและผู้ปกครอง รู้ว่าทุกคนอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง เพื่อที่ลูกเราจะได้เรียนเก่ง ๆ แต่ลืมถามเขาว่า เขามีความสุขกับการเรียนไหม ในมุมมองของคุณพ่อเอง ไม่ว่าโรงเรียนจะเล็กหรือใหญ่ เรามองแค่ว่าลูกเราเรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่า สำหรับคุณพ่อโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือเป็นโรงเรียนที่ลูกเรียนมาแล้วมีความสุข คุณพ่อก็มีความสุขแล้ว”

คุณครูสุภัทรา สุทธิ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.ภูเพียง จ.น่าน เล่าถึงการจัดการศึกษาร่วมกันกับชุมชนของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือว่า “ความท้าทายของโรงเรียนคือ เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดผู้อำนวยการ และอยู่ใกล้เมือง มีทั้งเรียนทั้งหมด 35 คน ถ้าเทียบกับโรงเรียนใหญ่ก็เท่ากับหนึ่งชั้นเรียน มักมีคนพูดเสมอว่า เดี๋ยวละอ่อนก็หนีไปเรียนโรงเรียนในเมืองกันหมด แต่มักลืมคิดถึงเด็ก 35 คนเหล่านี้ว่า พวกเขามีข้อจำกัด ขาดโอกาสและยากจน บางคนอยู่กับคุณตาคุณยายที่ต้องทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาและไม่ได้ดูแลเด็กอย่างทั่วถึง ยิ่งเมื่อเราไม่มี ผอ. ก็เหมือนเราไม่มีผู้ปกครอง แต่เดิม ผอ.จะเป็นหัวเรือให้เราไปทำโน้นนี่ มอบภาระงานให้เรา แต่ตอนนี้ไม่มี ผอ. ในฐานะที่ครูเองเป็นเหมือนพี่สาวก็คุยกับน้อง ๆ ที่โรงเรียนว่า เรามาคุยกันเถอะว่าเราจะกำหนดทิศทางของครอบครัวเราต่อไปยังไง”

เรื่องสำคัญของการคุยกันคือเด็ก ๆ ครูสุภัทราเล่าว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยถามเด็กเลยว่า พวกเขาต้องการอะไร เราได้แต่ขีดเส้นกำหนดให้พวกเขาเป็นในแบบที่เราคิดว่าดี หลังจากคุยกันวันนั้นเราก็เก็บความคิดเห็นมาออกแบบแนวการจัดการเรียนรู้ วิถีการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ เป้าหมายการเรียนรู้ของเราคือ “เรียนสุข สนุกสอน”

“เด็ก ๆ ที่นี่เขาจะอยู่เรียนรู้ตลอดทั้งวันกับเรา ครูเองเป็นครูแกนนำด้านนวัตกรรมที่ได้รู้จักเครื่องมือสอนคิด (Thinking Tools) และจิตศึกษา ซึ่งได้นำมาผนวกใช้ตามบริบทของโรงเรียนเรา เราก็ประสบความสำเร็จ เด็ก ๆ ก็มีความสุข”

วิถีการเรียนรู้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือในวันหนึ่ง ๆ มีดังนี้
07.00 – 07.50 น. ปรนนิบัติสถานที่
07.55 – 08.10 น. กิจกรรมหน้าเสาธง
08.10 – 08.30 น. กิจกรรมจิตศึกษาพัฒนาปัญญาภายใน
08.30 – 11.30 น. เรียนรู้วิชาตามกลุ่มสาระ
พักกลางวัน
12.30 – 12.40 น. แปรงฟัน
12.40 – 13.00 น. Body Scan
13.00 – 13.30 น. กิจกรรมบันได 10 ขั้นสู่การเป็นนักอ่าน นักเขียน
13.30 – 15.30 น. เรียนรู้ตามกลุ่มสาระ
15.30 น. จัดกายจัดใจก่อนกลับบ้าน

“หลังจากนั้นเราก็มีคำถามกันว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนได้รับรู้วิถีและแนวทางที่เราใช้อยู่ เราเริ่มจากงานกิจกรรมของชุมชน เพราะชุมชนมีงานเยอะ ทั้งงานกฐิน ผ้าป่า งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เราพากันไปที่ชุมชน ไปร่วมงานชุมชน ไปช่วยงานใกล้ชิดกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในชุมชน เขาก็เริ่มถามเราด้วยความเป็นห่วงว่า โรงเรียนไม่มี ผอ. แถมมีนักเรียนไม่เยอะ จะถูกยุบเมื่อไหร่ เราก็บอกไม่ยุบเด็ดขาด เพราะเรามีนวัตกรรมแบบนี้ ตอนนี้เราสอนเด็กแบบนี้ เล่าให้เขาฟัง ขยายโอกาสไปถึงเด็กพิการที่มาเรียนกับเราได้ เพราะเรามีพี่เลี้ยงเด็กพิการเพิ่มขึ้น” ครูสุภัทราเล่า

ชุมชนเริ่มเข้ามาช่วยเหลือทั้งเรื่องงบประมาณ และร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ “วันนี้เราไม่มีผู้ใหญ่ดูแล แต่เรามีลุงป้าน้าอาในชุมชนที่จะเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งให้กับเรา เราทำงานไม่ได้โดดเดี่ยว ชุมชนร่วมเดินและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ไปพร้อมกันกับเราด้วย”

ครูสุภัทราทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ โรงเรียนขนาดเล็กเดินไปต่อได้คือ การพูดคุย ที่ทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนในพื้นที่ของเราเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาเห็นว่า หลายโรงเรียนพยายามอย่างมากในการปรับตัว คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมองและข้อเสนอที่อยากเห็นเพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่ออนาคตของเด็กนักเรียนในชุมชนที่มีความเหลื่อมล้ำได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

“แอ็คชั่นเอดทำงานประเด็นเรื่องการศึกษามากว่า 20 ปี จนพบคำตอบของการศึกษาที่ว่า การศึกษาที่ใกล้ตัวเราที่สุด อยู่ที่โรงเรียน อยู่ที่ชุมชน และคนที่อยู่ใกล้การศึกษามากที่สุดคือ เด็ก คุณครู ผู้ปกครอง ชุมชน”

จึงเป็นที่มาของโครงการชุมชนสร้างโรงเรียน โรงเรียนสร้างชุมชน (ACCESS School) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยทำงานกับเครือข่ายโรงเรียนทั้งในภาคกลาง เหนือ และอีสานโดยใช้เครื่องมือสอนคิด ตามแนวทาง Thinking School หรือ โรงเรียนสอนคิด ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยโรงเรียน King’s School เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนซ์ รวมถึงนวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ที่ได้รับต้นแบบมาจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ นำเครื่องมือเหล่านี้ทำงานกับโรงเรียนและครู ปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยเน้นการสอนแบบ Active Learning ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิพากษ์และมีระบบเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้มีเพียงข้อเดียว จากการเรียนแบบไม่มีตำตอบตายตัว ใช้จิตวิทยาเชิงบวก จะเสริมสร้างนิสัยช่างคิด กล้าแสดงออก และก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้

“ผลลัพธ์สูงสุดอยู่ที่เด็ก การเรียนที่ไม่ต้องจัดลำดับความเก่งของเด็กด้วยคะแนนและตัวเลขบางอย่าง จากการทำงาน เราได้ข้อสรุปซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและนำพาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีศักยภาพ เกื้อกูล เด็กมีทักษะชีวิต มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการมีความรู้เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กที่มีทักษะชีวิตดีจะนำพาชุมชน สังคม ประเทศไทยให้พัฒนาขึ้นได้”

การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กท่ามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ต้องเจอกับความท้าทายหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงเมื่อพูดกันเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียน คือ ความเป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชุมชนมี คุณสมเดช อ่างศิลา ที่ปรึกษาโครงการ ACCESS School อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินกระปรอก กล่าวว่า “โรงเรียนขนาดเล็กนั้นผูกติดและยึดโยงอยู่กับชุมชน จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่ชื่อโดด ๆ ในปัจจุบันมีน้อย ทั้งชื่อโรงเรียนวัด โรงเรียนบ้าน โรงเรียนชุมชน โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง ชื่อเหล่านั้นหมายความว่า ชุมชนเป็นผู้สร้างโรงเรียนขึ้นมา ไม่ว่าเริ่มจากบ้านหรือวัดก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ต้องยุบ ไม่ต้องควบรวมเขา ถ้าโรงเรียนไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้ ชุมชนเขาจะยุบเอง”