“โรงเรียน” เป็นสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของชุมชนและระบบการศึกษาไทย ทุกโรงเรียนมีประวัติศาสตร์ที่ยึดโยงกับชุมชนท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของชุมชนที่เรียกว่า “บวร” หรือ บ้าน วัด (สถาบันศาสนา) โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดแข็งและเป็นทุนทรัพยากรทางสังคมของชุมชนและระบบการศึกษาไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อ โรงเรียนจำนวนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ได้ถูกกำหนดขนาดตามนโยบายการบริหารจัดการศึกษาให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดกลุ่มตามสัดส่วนจำนวนเด็กในโรงเรียนขึ้นเพื่อรองรับการจัดสรรทรัพยากร บุคลากร อาคารสถานที่ และงบประมาณจากรัฐ ส่งผลให้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน มีสถานภาพเป็น “โรงเรียนขนาดเล็ก” จากข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าในช่วงปีการศึกษา 2561-2565 โรงเรียนขนาดเล็กมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนี้ จำนวนร้อยละ 48.9 ในปี 2561 เพิ่มเป็นร้อยละ 50.56 ในปี 2563 และปี 2564 และลดลงเหลือร้อยละ 49.66 ในปี 2565 ขณะเดียวกัน ภาพรวมจำนวนโรงเรียนสังกัดสพฐ. ในปี 2561 มีจำนวน 30,112 แห่ง ลดลงเหลือ 29,449 แห่งในปีการศึกษา 2565 ในระยะเวลา 5 ปี โรงเรียนหายไป 663 แห่ง ปัจจัยที่ส่งผลให้โรงเรียนถูกปิดและมีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นนั้นคือจำนวนประชากรเด็กแรกเกิดในชุมชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการคาดการณ์ประชากรประเทศไทยระดับชาติของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระหว่างปี 2553-2583 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจของผู้ปกครอง สุขภาพของเด็ก ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ (ภูเขา เกาะแก่ง ห่างไกล) ชุมชนบางพื้นที่มีระบบคมนาคมสะดวกขึ้นทำให้โอกาสการเข้าถึงการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนมีมากขึ้น หลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผลคุณภาพการศึกษาแบบมาตรฐานเดียวตามตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติส่งผลให้เด็กตกหล่นกลางคัน รวมถึงนโยบายโครงการส่งเสริมโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลด้วยการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์การยุบควบรวมและผ่านประชามติของชุมชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐและทุกภาคส่วนเห็นว่าการศึกษาเป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ และให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – พ.ศ.2579 ดังนั้น ปัญหาและการพัฒนา โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน นำนโยบายและแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ให้มีคุณภาพงอกงามตามบริบทของชุมชนและศักยภาพของตนเองได้ ตลอดจนถึงร่วมขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 ของประเทศร่วมกันภายในปี 2573

ด้วยเหตุนี้ ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านการศึกษา ครู และผู้บริหารโรงเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของโรงเรียนขนาดเล็ก จึงได้ร่วมกันดำเนิน “โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (ACCESS School)” ซึ่งเป็นโครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2563 – 2566) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 8 จังหวัด ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ด้วยเป้าหมาย 400 โรงเรียนและการขยายผล “โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก”

โมเดลโรงเรียนขนาดเล็กดังกล่าวเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน การวัดผล บนฐานสมรรถนะด้วยการลงมือทำ (Active learning) และการบริหารจัดการโรงเรียนและการศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลตามบริบทเชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพและความยั่งยืนบนฐานของการมีส่วนร่วมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อคุณภาพและสิทธิทางการศึกษาของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มสถานะยากจน ให้มีโอกาสทางการศึกษา เติบโตงอกงามตามศักยภาพของตนเองได้อย่างมีความสุข และเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศสามารถดำเนินการตามบริบทเชิงพื้นที่ของตนเองได้หากได้รับการส่งเสริม สนับสนุนทางนโยบายและทรัพยากรจากรัฐ และการหนุนเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการฯ เชื่อว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นโรงเรียนเอกเทศ (Standalone) ได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดคุณภาพใหม่เป็นโรงเรียนนวัตกรรมชุมชนที่บูรณาการการจัดการศึกษาบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมต่าง ๆ จะเป็นจุดคานงัดที่เข้มแข็งของระบบการศึกษาไทย และเป็นหลักประกันให้เด็กทุกเพศเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ครอบคลุม ทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การพัฒนาแบบบูรณาการที่มีการดำเนินการไปพร้อมกันทุกมิติ และการพัฒนาระดับพื้นที่ สร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วม

ดาวน์โหลดเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy brief)