ก่อนหน้าที่จะบรรจุมาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง จ.ราชบุรี ดิฉันเคยทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทำงานอยู่ที่นั่นนาน 9 ปี ในช่วง 6 ปีแรกอยู่ห้องเตรียมอนุบาล เราก็มีความสุขดี เพราะไม่ได้เน้นอ่านเขียนแต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ พอช่วง 3 ปีหลัง ย้ายไปสอนชั้นอนุบาล 1 บ่อยครั้งที่มีความรู้สึกไม่ชอบตัวเอง เพราะในใจเราเองก็คิดว่าเด็กควรได้เป็นเด็ก ควรได้ทำอะไรที่สนุกกว่านี้ เราคือคนที่ทำให้รอยยิ้มของเด็กบางคนหายไปหรือเปล่า บางสิ่งเขาต้องทำมันมากเกินไป บางอย่างมันเกินกว่าศักยภาพของร่างกายเขา พอเขาทำไม่ได้ เขาจะถูกกดดันจากเรา และพ่อแม่ ดิฉันอึดอัดมากกับระบบการศึกษาที่เน้นการอ่านการเขียน ระบบที่บอกว่าเด็กเก่งวิทย์คณิตคือคนเก่ง ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนเราเก่งและถนัดไม่เหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือความเชื่อและทัศนคติของสังคมส่วนใหญ่ ที่ส่งผลให้โรงเรียนแข่งขันกัน เมื่อผู้ปกครองมีความคิดความเชื่อเรื่องเกรด เรื่องอ่านออกเขียนได้ เน้นเพียงวิชายอดนิยม ท้ายที่สุดโรงเรียนต้องมีนโยบายต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ลูกค้า” (โรงเรียนบางแห่งเรียกผู้ปกครองและนักเรียนว่าลูกค้า ครั้งแรกที่ดิฉันได้ยินรู้สึกไม่ดีมาก ๆ ทำให้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ครู โรงเรียน และการศึกษาคืออะไร) ดิฉันมองว่าเขามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า เด็กควรเป็นคนดี คนที่มีความสุข มากกว่าการเป็นคนเก่งวิชาการหรือเปล่า? หากเขาเป็นคนดี ความดีและความสามารถของเขาจะสามารถทำให้เขามีความสุข พึ่งพาตัวเอง และช่วยคนอื่นได้

เมื่อได้มาทำงานที่โรงเรียนวัดโคกทอง ทุกอย่างคือสิ่งใหม่ โรงเรียนใช้นวัตกรรมจิตศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยเรียกตัวเองว่า “โรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” แน่นอนว่านี่คือสิ่งใหม่สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ และแน่นอนเราต้องสร้างความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีของโรงเรียนนี้ ที่มีภาคีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุน โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากโครงการดี ๆ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างโครงการ Access School ที่ให้การหนุนเสริมการพัฒนาครู เพื่อให้พวกเราพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ

Body Scan หนึ่งในกิจกรรมจิตศึกษา เยียวยา-เตรียมพร้อมกายและใจสำหรับการเรียนรู้

เมื่อได้สร้างความเข้าใจ ร่วมฝึกอบรม และนำมาใช้ ดิฉันรู้สึกมีความพอใจ มีความยินดี อิ่มเอมใจที่โรงเรียนเลือกใช้นวัตกรรมเหล่านี้อย่างมาก จิตศึกษาคือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมมาก เราอยากได้คนแบบไหนในสังคมกันล่ะ? จิตศึกษาทำให้ดิฉันเป็นผู้ฟังที่ดียิ่งขึ้น เป็นผู้พูดที่คิดก่อนพูดมากขึ้น เป็นผู้พูดที่ให้กำลังใจ สร้างพลังบวกแก่นักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนวางใจเรามากขึ้นเพราะเรารับฟังเขา และให้โอกาสเขาได้พูด ใครจะไปคิดกันว่าเวลา 3-4 นาที นักเรียนชั้นอนุบาลจะสามารถสร้างสรรค์ภาพวาดจากจินตนาการของเขาได้ แม้ไม่ได้แต่งแต้มสีสันให้สมบูรณ์แต่เป็นภาพที่มีเรื่องราว เป็นภาพที่มีความคิดซึ่งผ่านการใคร่ครวญของเขามาแล้ว

แต่ก่อนดิฉันเคยคิดว่าการปล่อยให้นักเรียนได้ใช้เวลาถ่ายทอดจินตนาการออกมาจะดีกว่ามีกรอบกำหนดหรือบังคับ แต่ในชีวิตข้างหน้าของเขา สถานการณ์ที่กดดันและบีบคั้นเราจะเกิดขึ้นเสมอ การที่เราฝึกให้เขาได้ตัดสินใจและกล้าลงมือทำภายใต้เวลาอันสั้นก็ถือว่าเป็นการฝึกที่ดีไม่น้อย จิตศึกษาสะท้อนให้เราเห็นความบริสุทธิ์ในตัวนักเรียนอนุบาลมากขึ้นด้วย เพียงแค่นกบินเล่นก็สร้างรอยยิ้มให้พวกเขาได้แล้ว ดิฉันสัมผัสได้จากสีหน้า แววตา และคำพูดของเขา เมื่อเขารักในธรรมชาติที่สวยงาม เขานี่แหละที่จะช่วยกันดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จิตศึกษาทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง เพราะการที่มีเขามีความมั่นใจในตัวเอง และมีคนเคารพความเห็นและรับฟังเขา จะสร้างความกล้าให้เขา สร้างความภาคภูมิใจให้เขา นอกจากการรับฟังแล้ว จิตศึกษายังไม่มีการชีถูกชี้ผิดอีกด้วย ตลอดทั้งกระบวนการ ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากวันหนึ่งเขาต้องโตขึ้น เขาจะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เป็นคนที่ทำตามกฎกติกา เคารพตัวเองและผู้อื่น ทำในสิ่งที่ถูก สามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อย ๆ ได้ มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง และไม่หลงตามกระแสนิยม

ตลอดกระบวนการจิตศึกษา ทุกคนในวงจะอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันและเคารพกันและกัน