เราทราบกันดีว่าการจ่ายงบประมาณรายหัวและการกำหนดอัตรากำลังครูตามจำนวนนักเรียน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากที่มีเด็กน้อยกว่า 120 คน ไม่สามารถมีครูสอนครบชั้น และไม่มีงบสำหรับจ้างครูเพิ่มเอง เป็นเหตุให้ครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็กแบบควบชั้น สอนหลายวิชา รวมทั้งทำหน้าที่อื่น ๆ ในโรงเรียนสารพัดอย่างตั้งแต่งานธุรการไปจนถึงโภชนาการ

ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เรื่อง การปฏิรูปงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลต้องการครูเพิ่มอีกประมาณ 4,822 คน เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนชั้นเรียน

ท่ามกลางความท้าทายด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล โรงเรียนขนาดเล็กมีแนวทางการรับมือสถานการณ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่หลากหลายเพื่อให้เปิดสอนต่อไปได้ หนึ่งในการบริหารจัดการที่โดดเด่นของโรงเรียนขนาดเล็กในภาคอีสานที่โครงการ Access School ทำงานด้วยนั้นคือการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในฐานะผู้ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรม “การศึกษาบนฐานชุมชน” ที่นักเรียนและชุมชนร่วมออกแบบฐานความรู้นอกห้องเรียนที่สนใจ หรือการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะ “ครูอาสา” หรือ “ปราชญ์ชาวบ้าน” ที่มาช่วยเติมเต็มการสอนกลุ่มสาระวิชาหลักและทักษะชีวิตที่โรงเรียนทุกสัปดาห์

วันนี้เราพามารู้จักครูอาทิตย์ นนทะนำ ปราชญ์ชาวบ้านของโรงเรียนบ้านหนองตอกแป้นวิทยา โรงเรียนขยายโอกาสในอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ครูอาทิตย์เชี่ยวชาญด้านการเกษตรผสมผสานที่สั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงและการอบรมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูกผักปลอดภัย โรคพืช และการบำรุงพืช

ครูอาทิตย์เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนบ้านหนองตอกแป้นวิทยา เพราะรู้จักกับผู้อำนวยการและครูที่โรงเรียนอยู่แล้ว คือผอ.ศิรารัตน์ นาถมทอง และครูรุ่งบุรี ผิวพัน ครูประจำกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ เดิมทีครูรุ่งบุรีดูแลวิชาการเกษตรด้วย แต่เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้และปรับใช้ทักษะทางการเกษตรอย่างเต็มประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงทาบทามครูอาทิตย์เข้ามาสอน

ครูเล่าว่าช่วงแรกมีความกังวล เพราะเด็กหลายคนมีแนวคิดเกี่ยวกับวิชาการเกษตรที่ไปในทางลบ คือกลัวร้อน กลัวเหนื่อย กลัวสกปรก เมื่อเข้ามาสอนจริงก็เห็นว่านักเรียนยังไม่ค่อยให้ความสนใจ กิจกรรมที่ให้ทำอย่างเช่นสอนการเพาะผัก เอาดินปลูกใส่แปลง เด็กก็จะไม่ให้ความร่วมมือนัก เพราะกลัวเปื้อน ไม่กล้าจับดิน แต่ครูอาทิตย์ก็เข้าใจว่ายังไม่เห็นภาพ จึงแก้ปัญหาด้วยการบอกส่วนประกอบของดินที่ใช้ว่ามาจากไหน ไม่ใช่มูลสัตว์หรือสิ่งสกปรก และให้ข้อมูลว่าดินคือสิ่งที่สำคัญในการเพาะปลูกผัก เป็นจุดเริ่มต้นของความงอกงาม เมื่อเข้าใจก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง เริ่มยอมรับและลงมือทำด้วยตัวเอง จากนั้นครูอาทิตย์ก็สร้างแรงจูงใจต่อด้วยการปลูกผักที่ดูสวยงาม พอเริ่มเติบโตหรือเก็บผลผลิตได้ ก็ให้นักเรียนถ่ายรูปแปลงผักเพื่อแชร์ในหน้าเฟซบุ๊กของแต่ละคน สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของพวกเขาเอง

เป็นความคาดหวังของครูอาทิตย์ที่อยากให้วิชาการเกษตรเป็นเหมือนพื้นฐานการสร้างอาชีพ “การเรียนด้านวิชาการสำคัญ ด้านการดำรงชีวิตก็สำคัญ ที่เรามาต่อยอดองค์ความรู้ให้เด็ก ๆ เพราะอยากให้มีพื้นฐานไว้” ครูอาทิตย์กล่าว นักเรียนบางคนอาจไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลายหรืออุดมศึกษา บางคนอาจจะไม่ได้รับราชการหรือทำงานบริษัท แต่สามารถเอาทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้ หรืออย่างน้อยเป็นส่วนหนึ่งในการลดรายจ่ายให้กับครอบครัว เพียงเท่านี้ ครูอาทิตย์ถือว่าความพยายามที่ลงไปนั้นได้ออกผลแล้ว “ลูก ๆ ที่ได้นำความรู้ไปใช้ที่บ้านก็กลับมาเล่าสู่กันฟังว่าเอาที่เราสอนไปใช้จริงนะ บางคนก็นำผักมาโชว์เพื่อนว่าปลูกได้แล้ว”

สำหรับครูอาทิตย์ การศึกษาในโรงเรียนและการเกษตรคือพื้นฐานของชีวิต อย่างแรกทำให้เจริญงอกงามทางวิชาการ เรียนรู้จากสาขาหนึ่งไปสู่สาขาหนึ่ง ส่วนการเกษตรทำให้เจริญงอกงามในการดำรงชีวิต เป็นรากที่แข็งแกร่งของอาหารการกินและความอยู่รอด อย่างสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในช่วงโควิด-19 ระบาดนั้นให้เห็นแล้วว่าความมั่นคงทางอาหารสำคัญต่อชีวิตมากเพียงใด การเกษตรและการสร้างอาหารเองได้จึงเป็นทักษะที่จำเป็นและควรได้รับการส่งเสริมในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโรงเรียนบ้านหนองตอกแป้นวิทยาก็เห็นความสำคัญในข้อนี้และเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการความมั่นคงทางอาหารโดยมีโรงเรียนและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรปและมูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังได้เข้ามาเป็นครู ครูอาทิตย์กล่าวว่า “รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ได้ขยายองค์ความรู้ตัวเองเพื่อต่อยอดให้ลูกหลานของชุมชนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและโรงเรียนของเรา”

“อยากฝากให้นักเรียนที่มีทักษะติดตัวไปแล้วขยายผลต่อที่ผู้ปกครอง ครอบครัว คนอื่น ๆ ต่อไป เด็กทุกคนในวันนี้ต่างเป็นกล้าที่งดงามและอนาคตของชุมชน”