เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความเท่าเทียมทางเพศ และการส่งเสริมความเป็นผู้นำของสตรี เป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและทำให้การศึกษาไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งยังเป็น 2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจาก 17 เป้าที่ไม่อาจแยกส่วนกันพัฒนาได้

เนื่องในวันสตรีสากลและการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์แห่งความเท่าเทียมทางเพศในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราคุยกับครูแวว–สุภัทรา สุทธิ แห่งโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ อ.ภูเพียง จ.น่าน ถึงประสบการณ์การเป็นครูแกนนำโครงการ Access School บทบาทผู้นำผู้หญิง และการปรับใช้สิ่งที่ได้รับจากการพัฒนาศักยภาพภายใต้โครงการฯ ในสนามของการทำงานจริง

ก่อนย้ายมาที่โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ครูแววสอนที่โรงเรียนแม่ขะนิงในอำเภอเวียงสา เนื่องจากโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือเป็นหนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนสอนคิด ของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป. น่าน เขต 1 ครูแววจึงได้เริ่มรู้จักเครื่องมือสอนคิดและเริ่มต้นเส้นทางการเป็นครูแกนนำเรื่องนวัตกรรม เธอได้เข้าอบรมการจัดการเรียนการสอนแบบสอนคิดที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเข้ามามีบทบาทในการร่วมวางแผนและดำเนินการกิจกรรมของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สพป. น่าน เขต 1 และได้รับการสนับสนุนจากผู้อำนวยการโรงเรียนให้เป็นครูแกนนำสอนคิด “ตอนแรกก็หวั่น ๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจ” ครูแววกล่าว “รู้สึกว่าปรับใช้เครื่องมือสอนคิดได้ไม่หมด แต่ต่อมามีโอกาสได้ไปอบรมอีก เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มขึ้น และค่อย ๆ ปรับ ค่อยแต่งแนวทางการสอนของโรงเรียนไปทีละน้อย จนต่อมาเราก็เป็นโรงเรียนสอนคิดได้ในบริบทของเรา”

จากครูแกนนำ สู่ผู้นำสถานศึกษา

จากครูที่ได้รับการหนุนเสริมเป็นแกนนำของโรงเรียน จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโรงเรียนทำให้เธอได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำอีกขั้น คือช่วงต้นปี 2565 ที่อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือลาออก และเธอได้รับมอบหมายโดยเขตพื้นที่การศึกษาให้รักษาการผู้อำนวยการ “แรกเริ่มก็เกิดความหนักใจ เพราะงานหลาย ๆ อย่าง ตำแหน่งผอ.เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เรา เรามีหน้าที่สอน แต่โชคดีที่เราสามารถคุยกับครูที่โรงเรียนและชุมชนว่าทิศทางจะเป็นยังไง จะยุบรวมตามแผนที่เขตกำหนดไหม หรือจะไปต่อ ทั้งครู แม้กระทั่งนักการภารโรงก็บอกว่า เรายังมีกันอยู่ เรายังอยู่กันต่อไปได้”

“ถ้าครูแววสอนคณิตศาสตร์ในคาบไม่ได้จะทำอย่างไร ถ้าช่วงนี้ครูแววไม่อยู่โรงเรียนจะมอบหมายงานกันยังไง สิ่งเหล่านี้เราต้องคุยกัน เราใช้วิธีพูดคุยเสมอ พอมีประเด็นเรื่องงบหรือการจัดการเรียนการสอน พวกเราก็ช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอนของเด็ก เป็นสิ่งที่ต้องคุยกันรายวัน เราเจอปัญหาปุ๊บก็รีบแก้ในแต่ละวัน”

ครูแววกล่าวว่า หลังจากที่เธอและครูโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือได้ “รับอาวุธ” ด้านการจัดการเรียนการสอนจากการมีส่วนร่วมกับโครงการ Access School อาทิ เครื่องมือสอนคิด ทักษะสมองของเด็ก (Executive Functions) หรือนวัตกรรมที่ได้เรียนรู้จากเครือข่ายโรงเรียนข้ามพื้นที่อย่าง จิตศึกษา โรงเรียนจะพัฒนาและเติมเต็มระบบให้พร้อมกับภาคเรียนหน้า ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมและฟังเสียงของครูทั้งเก่าและใหม่ “เราจะสร้างวิถีใหม่ ซึ่งจะผ่านการคิดร่วมกันกับทุกคน” ครูแววกล่าว

เมื่อพูดถึงการอบรมพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ครูแววได้เข้าร่วมคือการอบรมเรื่องอำนาจและความเป็นธรรมทางเพศสำหรับครูแกนนำ (School Champion) ของโครงการฯ ครูแววเล่าว่าได้นำสิ่งที่ได้จากการอบรมไปใช้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน และโดยเฉพาะในจังหวะชีวิตที่ได้รับหน้าที่ผู้นำสถานศึกษา ความรู้และมุมมองใหม่ ๆ จากกระบวนกรผู้เชี่ยวชาญอย่าง อวยพร เขื่อนแก้ว และนัยนา ประไพวงศ์ ช่วยให้เธอเป็นผู้นำที่ดีและทำงานอย่างมีความสุข

“เรื่อง deep listening (การฟังอย่างลึกซึ้งด้วยใจและปราศจากการตัดสิน) จากการอบรม ครูแววเอามาปรับใช้ตั้งแต่ระดับครอบครัว พอเรารู้ว่าการเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นยังไง ให้อะไร เราก็เริ่มฟังและใส่ใจกันมากขึ้น ส่วนกับเพื่อนร่วมงานหรือครูรุ่นน้อง ก่อนหน้านี้เราเดินมาด้วยกัน ปรึกษากัน แต่เราอาจจะไม่ได้ฟังความคิดเห็นเขาในบางครั้งเพราะประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่หลังอบรม พอมีประชุมหรือพูดคุยกันเราจะฟังน้อง ๆ มากขึ้น คนรุ่นใหม่เขาคิดยังไง แล้วรุ่นเราคิดยังไง เพื่อที่เราจะปรับตัวเข้าหากันเวลาทำงาน เข้าใจกันและเรียนรู้จากกัน มีหลายเรื่องที่เราสอนเขา เขาสอนเรา น้องบางคนอยู่ในชุมชนมานานกว่า ฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องบริบทชุมชนเราก็ต้องฟังเขา”

ครูแววขณะร่วมอบรมเรื่องอำนาจและความเป็นธรรมทางเพศสำหรับครูแกนนำ เมื่อพฤศจิกายน 2565

เมื่อมองบทบาทหน้าที่ของครูแววตอนนี้ การเป็นผู้ฟังที่ดีสำคัญอย่างไร?

“บางครั้งเราฟังแบบไม่ตั้งใจ ไม่ใคร่ครวญ การที่เราจะช่วยเหลือใครหรือทำงานให้สำเร็จ การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้นสำคัญ ถ้าเราไม่ฟังแล้วออกความเห็นในสิ่งที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เราอาจจะไม่สามารถคุยกันด้วยเหตุผลและข้อมูล แล้วไม่สามารถเอามาพัฒนางานได้ ถ้าเราเอาแต่จะพูดความคิดของตัวเอง หรือทำงานแบบสั่งการ ‘พี่ว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น’ มันจะเป็นการใช้อำนาจผู้เหนือผู้อื่น และการทำงานจะมีปัญหา เพราะเราคนเดียวอาจจะคิดไม่ครบทุกแง่มุม”

“ตัวครูแววเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ตั้งแต่มาทำหน้าที่รักษาการและเป็นผู้นำคนอื่น เราต้องเป็นคนที่ฟังคนอื่นมากขึ้น การแสดงความเห็นต่าง ๆ เริ่มน้อยลง หรือไม่พูดออกมาโดยที่ไม่คิดไตร่ตรองก่อน”

“อย่างงานศิลปหัตถกรรมจังหวัดที่โรงเรียนของเราเป็นที่พักสำหรับผู้เข้าร่วม โรงเรียนกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วมากหลังกิจกรรม เพราะเราวางแผนอย่างมีส่วนร่วมมาตลอด ถ้าไม่ได้ทำแบบนั้น ครูแววว่าหลังงาน 2 วันเรายังต้องเก็บสถานที่กันอยู่ ยังไม่ได้ทำการเรียนการสอน” ครูแววเล่า “พอผลสำเร็จของงานนี้ออกมา เรารู้สึกว่าเราได้ภูมิใจร่วมกัน ไม่ต้องพูดว่าความคิดไหนเป็นของใคร”

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่สำคัญไม่แพ้กันคือความสัมพันธ์ระหว่างครู-นักเรียน การฟังอย่างลึกซึ้งและใคร่ครวญคือจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างพลังและศักยภาพในตัวเด็ก “ยิ่งเป็นเด็กที่ถูกรังแก เวลาที่เขาพูดอะไรเกี่ยวกับครอบครัว ตัวเอง หรือเพื่อน เรารับฟังเขามากขึ้น ใส่ใจเขามากขึ้น” ครูแววกล่าว “เด็กจะรู้สึกว่าครูก็ใส่ใจเรานะ ครูเองก็รู้สึกเบาขึ้นและมุมมองที่มองเด็กก็เปลี่ยนไป ไม่ได้ตัดบทหรือเบรกความคิดหรือเบรกสิ่งที่เขาอยากพูด สิ่งที่เขาพูดนั้นมีที่มามีเหตุผลไม่แพ้กับที่ผู้ใหญ่พูด”

 

Power sharing

รูปแบบการสอนและการวัดผลแบบเดิม ๆ ของการศึกษาไทย ส่งผลให้เด็กถูกแบ่งออกเป็น “เด็กเก่ง” กับ “เด็กหลังห้อง” ครูแววมองว่าแนวทางเดิมของเธอเป็นการผลิตซ้ำระบบนั้น “เดิมเราอาจจะมองว่าคนนี้เก่ง ปานกลาง หรืออ่อน เราให้เด็กที่อ่อนทำแบบฝึกหัดที่ต่างจากคนอื่น” เธอเล่า “แต่ตอนหลังเรามองว่า ต้อง empower ให้เขาทำไปพร้อม ๆ กัน ให้เขามีความรู้สึกมีส่วนร่วมและทำสำเร็จได้เหมือนกัน ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก เขาจะทำได้มากข้อเท่าเพื่อนหรือไม่ก็ลองก่อน แล้ววิชาของครูแววคือคณิตศาสตร์ ซึ่งความเข้าใจของคนเรามันไม่เหมือนกัน ถ้าเขาไม่เข้าใจ เราก็ต้องหาวิธีทำให้เขาเข้าใจ เมื่อมุมมองตรงนี้เปลี่ยน เราเลยรู้สึกว่าแคร์ความรู้สึกเด็กมากขึ้นไปอีก เข้าใจความรู้สึกเขามากขึ้น”

หลัก empowerment (การเสริมพลัง) และ power sharing (การสร้างอำนาจร่วม) เป็นสิ่งที่ครูแววนำมาปรับใช้ในองค์กรเช่นกัน เพราะโรงเรียนไม่มีตำแหน่งผู้บริหาร ทุกคนจึงต้องทำงานไปด้วยกันอย่างเพื่อนร่วมทาง ไม่มีใครเป็นหัวของใคร และมีชุมชนเป็นที่ปรึกษา

“เริ่มจากการช่วยกันตัดสินใจและแบ่งหน้าที่ เราวางแผนล่วงหน้าสองวันให้รู้ว่าใครไปทำอะไร เวลาไหน อย่างวันนี้คุณครูคนหนึ่งไปอบรมช่วงบ่าย เราก็จะคุยสรุปกันว่าให้เขาสอนอนุบาลก่อน พอช่วงบ่ายนักเรียนหลับ ก็ไปอบรมและเอางานที่โรงเรียนต้องส่งเขตพื้นที่ฯ ที่ติดไปด้วย เพราะมันไม่จำเป็นต้องเป็นผอ.คนเดียวที่เป็นคนไปส่งงาน”

“การแบ่งงานกันอย่างเชื่อมั่นทำให้เราเก่งขึ้นด้วย อย่างครูอนุบาลคนนั้น เดิมทีเป็นครูธุรการทำแต่เรื่องเอกสาร พอโรงเรียนเราขาดครู เขามาช่วยดูเด็กอนุบาลด้วยความเต็มใจ จนเดี๋ยวนี้เป็นหัวหน้าครูอนุบาลแล้ว เขาได้มาใช้ความสามารถที่มีและเรียนรู้เพิ่มจนทำได้”

จากจุดเริ่มต้นในระดับบุคคล วันนี้ โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือเป็นองค์กรที่มี power sharing สูง “ครูแววจะไม่มองว่าใครเป็นอัตราจ้าง ใครคือพนักงาน ครูวิกฤติหรือครูพี่เลี้ยง เราทำงานไปด้วยกัน โรงเรียนคือบ้านที่เราอยู่ด้วยกันนานมาก เกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน นี่คือที่มาของความสุขในการทำงาน คือบางวันก็มีเรื่องเครียด แต่ไม่ได้มาจากความขัดแย้งกันนะ เราเครียดกับเนื้องานและการวางแผนการทำงาน จะทำอะไรอย่างไร แต่พอเราไม่มีเรื่องตำแหน่งใครใหญ่ ใครตาม เป็นกรอบให้กัน เรามาทำงานไปด้วยกัน ช่วยกัน มันผ่านไปได้”

“เชื่อไหมว่า แรก ๆ ครูแววไม่กล้านั่งหัวโต๊ะเลย หวั่นใจว่าพอเราพูดอะไรไป เขาจะฟังเราไหม ให้เกียรติเราไหม หลังจากได้เป็นผู้ฟัง ได้แลกเปลี่ยนกัน ได้ความรู้เรื่องความเท่าเทียม อำนาจ หรือวิธีการทำงาน ณ วันนี้ครูแววรู้สึกมีความสุขกับการทำงาน และสบายใจขึ้น เราคุยกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน อยู่เรือลำเดียวกันละ เราจะพาเรือลำนี้ไปด้วยกันยังไงมากกว่า พอเราทำงานแบบนี้เรารู้สึกไม่เหนื่อย ไม่เหนื่อยที่จะต้องมาคอยพะวงว่าเขาจะฟังเราไหม จะปฏิบัติกับเรายังไง ไม่เกร็งเรื่องนั้นเลย”

ครูแววเคยคิดไหมว่าถ้าโรงเรียนได้ผอ.ใหม่ จะเป็นอย่างไร?

“ครูแววเชื่อมั่นในเรื่องระบบนะ” เธอตอบ “ระบบสำคัญกว่าคน ถ้าเราสร้างระบบที่ดีอยู่ตรงนี้แล้ว เมื่อผู้นำคนอื่นเข้ามา เราก็เชื่อว่าเขาน่าจะเห็นและให้เกียรติเรา แต่ถ้าเขาคิดจะเปลี่ยน และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็พร้อมเปลี่ยน แต่ถ้าไปในทิศทางที่อาจมีปัญหา เราก็ต้องคุยกัน ให้ข้อมูลกัน เมื่อครูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแง่นี้ ครูแววเชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน”

สู่การปลูกฝังความเท่าเทียม

ความเข้าใจผ่านการฟัง และความเข้าใจเรื่องอำนาจ ช่วยให้เราเห็นที่มาของความไม่เท่าเทียมและความรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่การรับมือ-ป้องกัน และแนวทางที่จะเลิกผลิตซ้ำอคติและความรุนแรง ในฐานะครูแกนนำโครงการ Access School ครูแววจะมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรความเป็นธรรมทางเพศ ที่จะถูกทดลองใช้ในโรงเรียนต้นแบบ เพื่อเป็นโมเดลสำหรับการขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ส่งผลให้ห้องเรียน โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคน

“ครูแววมีเพื่อนที่มีความหลากหลายทางเพศเยอะ และอยู่กับเขาด้วยความเข้าใจมาโดยตลอด ที่โรงเรียนก็มีเด็กนักเรียนที่มีตัวตนหลากหลาย บางคนเรารับรู้ได้ตั้งแต่อนุบาล พอได้ไปอบรมมาก็เห็นโลกกว้างขึ้นและเข้าใจลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม ครูแววดีใจ เพราะสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ถ้าเราให้ความรู้เขา เขาจะได้รู้ว่ามีคนเข้าใจและยอมรับเขาอยู่”

“วิธีการของครูแววคือเริ่มที่คุณครูก่อน ถ่ายทอดให้เพื่อนครูฟัง เราจะไม่อธิบายให้เด็กเล็กเข้าใจหรอกว่าโลกนี้มีความหลากหลายอะไรบ้าง แต่เราจะคุยกับผู้ใหญ่ก่อน ครูเราจะไม่ว่าเขา ไม่ใช้คำตีตราเด็ก เราไม่ถึงกับจัดเลคเชอร์ให้ครู แต่มีประเด็นอะไรขึ้นมาถึงจะค่อย ๆ แชร์ สถานการณ์จะสร้างพระเอกนางเอกขึ้นมาให้เราสามารถคุยกับเขาได้ในเวลานั้น ถ้าเวลานักเรียนเจอเพื่อนที่ว่าเขาด้วยคำต่าง ๆ ครูก็จะบอกว่าทุกคนจะเป็นอะไรก็ได้ ขอให้มีความสุข เด็กเขาก็จะซอฟต์ลง อย่างกรณีของพี่ต้น (นามสมมติ) เขาเดินมาบอกครูว่าเพื่อน ‘เป็นกะเทย ชอบเอาผ้ามาคลุมแล้วทำเป็นกระโปรง’ ในท่าทางฟ้อง ครูแววก็จะบอกว่า ‘ต้น ไม่เป็นไรเลย นัท (นามสมมติ) เขามีความสุขไหมตอนที่เขาทำ’ เขาตอบว่า ‘มีความสุขครับ’ ‘เห็นไหมเขามีความสุข แล้วต้นควรจะไปว่าพี่นัทไหมลูก’ เขาก็คิดได้แล้วตอบเองว่า ‘ไม่ควรครับ’

‘ในขณะเดียวกัน ต้นชอบเล่นแบบที่ต้นเล่น ต้นมีความสุขไหม’
‘ครับ’
‘ถ้าต้นทำแบนนั้นแล้วมีความสุข ก็ไม่ควรไปว่าเขา’”

ครูแววเสริมว่าโรงเรียนจะยังไม่สอนเป็นเรื่องเพศเป็นเรื่องเป็นราว เพียงแต่ทำให้เด็ก ๆ รู้ว่า ไม่มีอะไรที่เขาเป็นแล้วจะแปลกแยก หรือด้อยกว่าใคร “ทุกคนมีคุณค่า ครูเองก็เหมือนกัน ครูแววคุยเรื่องการทาสีห้องน้ำ ต่อไปเราจะไม่ทาสีแบ่งแยกแล้วนะ หรือว่าแก้วน้ำสีชมพูต้องเป็นของผู้หญิง สีฟ้าของผู้ชาย จะสีอะไรก็ได้ ที่นอนเด็กอนุบาล เพศไหนนอนสีอะไรก็ได้ พอครูเขาได้ยินก็คิดได้ ‘เออจริงเนอะ’ เหมือนเราถูกปลูกฝังเรื่องบทบาทเพศโดยวัฒนธรรมมา ตอนนี้เราเลยต้องพยายามให้มันกลืนไปทีละน้อย ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาเท่าเทียมกันทุกคน ครูแววก็เชื่อมั่นในสิ่งนี้และพยายามสอนเด็กให้เป็นอะไรก็ได้ เน้นให้เขาความสุข แม้โรงเรียนเราจะมีเด็กที่มาจากบ้านที่ลำบาก ไม่พร้อมเท่าเด็กที่ถูกส่งไปเรียนในเมือง แต่ตัวเราเป็นครู เราจะไม่ดูถูกเด็ก เราให้เขาเรียนที่โรงเรียนเราอย่างมีความสุข อ่านออกเขียนได้คิดได้ รู้เท่าทัน ใช้ชีวิตให้เป็น”

“พอเขากลับไปหาครอบครัว เราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรได้ทั้งหมด แต่ในระหว่างที่เขาอยู่กับเราที่นี่ 6 ชั่วโมง เราจะพยายามหล่อหลอมให้ดีที่สุด เป็นบ้านหลังที่สองที่จะให้เขาตรงนี้ได้”

.

ในวันนี้โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือมีนักเรียน 37 คน โดยครูแววคาดว่าปีหน้าอาจจะมีเพิ่มประมาณ 2-3 คน ซึ่งยังไม่ครบจำนวนขั้นต่ำที่จะได้รับการจัดสรรผู้อำนวยการตามระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (61 คน) และเมื่อการสอนแบบรวมกลุ่มโรงเรียนที่มีระยะทางอยู่ในพื้นที่ใกล้กันไม่ใช่ความต้องการของโรงเรียนและชุมชน บทบาทผู้นำสถานศึกษาของครูแววจึงต้องดำเนินต่อไป

ก่อนจบการพูดคุย เธอได้ตกผลึกประสบการณ์ในบทบาทต่าง ๆ ที่ทับซ้อนกันว่า

“เราเป็นทั้งผู้นำและครู เป็นผู้นำหญิงซึ่งในตัวตนของเราทุกคนมีทั้งความเป็นหญิง (feminine) และชาย (masculine) ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน เรามีคุณค่าในตัวเอง ครูแววมองว่า เราอยู่จุดไหน เรามีหน้าที่อะไร เราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อยู่ที่บ้านเราเป็นสมาชิกครอบครัว เราทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด พอเรามาทำงานก็เช่นกัน เห็นคุณค่าของบทบาทนั้นและคุณค่าในตัวเราให้มากที่สุด เมื่อเราผิดพลาดก็อย่าดูถูกหรือทำร้ายตัวเอง และทำให้ตัวเองมีความสุข”

“ตอนนี้เราผ่านจุดเปลี่ยนของโรงเรียนมาหนึ่งปีแล้ว จริงที่ช่วงแรกเราปรับตัวกันพอสมควร แต่วันนี้ครูแววว่ามันเข้าที่แล้ว และไปต่อได้ เรายังพากันไปต่อได้หลายปี”