การจัดการศึกษาแบบองค์รวมในรูปแบบ “โมเดลโรงเรียนขนาดเล็ก” ของโครงการ ACCESS School นั้นนำนวัตกรรม Active Learning ที่จัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ในหลักสูตร ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอนท่ามกลางข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยต้องประสบ

ที่โรงเรียนวัดโคกทอง โรงเรียนขนาดเล็กในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning หรือ PBL) และจิตศึกษาถูกนำมาใช้ในห้องเรียน แทนที่ตารางสอนของโรงเรียนจะมี 8 กลุ่มสาระวิชาอย่างในโรงเรียนรัฐทั่วไป นักเรียนวัดโคกทองจะได้เรียน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ตามขนบ ส่วนวิชาอื่น ๆ อย่างวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี สุขศึกษาและพลศึกษา และศิลปะ จะถูกนำมาจัดการเรียนรู้เป็น “หน่วย PBL” ที่ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เน้นการลงมือปฏิบัติของผู้เรียน และนำความรู้แต่ละสาขาวิชามาเชื่อมโยงกัน

หาก PBL เปรียบเสมือนมันสมองของหลักสูตรนี้ จิตศึกษาก็เป็นดั่งหัวใจ หรือ “จิต” ทุกวันก่อนเริ่มการเรียนรู้ในภาคเช้าและบ่าย นักเรียนโรงเรียนวัดโคกทองแต่ละระดับชั้นจะนั่งล้อมวงร่วมกับคุณครูในห้องของตัวเอง ครูจะเป็นผู้นำกิจกรรมจิตศึกษารูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่เพียงทำให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนรู้ แต่ยังเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และความฉลาดทางจิตวิญญาณ (SQ) อีกด้วย กิจกรรมที่ใช้ในช่วงจิตศึกษานั้นได้แก่ การฝึกสมาธิ การยืดเหยียดโยคะ เกมเบรนยิม การเล่าเรื่อง การถกถามและสนทนากลุ่ม เมื่อเรื่องเล่าหรือข่าวถูกใช้เป็นตัวชงในกิจกรรม ครูมักจะขอให้นักเรียนเขียนความรู้สึกหรือความคิดเห็นลงในสมุดจิตศึกษาประจำตัวหลังจากที่ได้ฟังเรื่อง หากใครอยากอาสาเล่าสิ่งที่เขียนให้เพื่อน ๆ ฟัง ครูก็จะเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนและขอบคุณในความกล้าของนักเรียน

ติ๊กและหวาน พร้อมเพื่อนนักเรียนชั้น ป.6 นั่งล้อมวงสำหรับกิจกรรมจิตศึกษา

ในวันที่เราได้พูดคุยกับพี่นักเรียนชั้น ป.6 หวานและติ๊ก พวกเธอเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ในฐานะพี่ใหญ่ของโรงเรียนวัดโคกทอง เราขอให้พวกเธอเล่าถึงประสบการณ์ในโรงเรียนที่ “ทั้งเหมือนและแตกต่างจากที่อื่น” ที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาแห่งนี้ หวานบอกว่า “วิธีการสอนของที่นี่อาจจะแตกต่าง แต่ก็มีความรู้เท่าเทียมกับโรงเรียนอื่น นักเรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียนจริง ๆ หนูคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่เรามีความสุข” ด้านติ๊กเสริมว่า “แทนที่จะเปรียบเทียบโรงเรียนนี้กับโรงเรียนอื่น หรือเปรียบเทียบขนาดของโรงเรียน เราควรดูสิ่งที่โรงเรียนทำ ว่ามีประโยชน์ต่อครู นักเรียน พ่อแม่ หรือเปล่า ควรคิดว่าโรงเรียนเราเหมาะแล้วที่จะมีเด็กมาเรียน โรงเรียนเราไม่ต้องมีชื่อเสียงมาก ขอแค่เด็กมีความรู้ติดตัวกลับไปบ้าน ไปใช้ในอนาคตก็พอแล้ว”

แต่หากจะทำให้เห็นภาพว่าแนวทางการสอนของโรงเรียนส่งผลต่อหวานและติ๊กอย่างไร การเปรียบเทียบคงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หวานเล่าว่าก่อนที่จะย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดโคกทองตอน ป.4 เธอเป็นคนขี้อายมาก แต่พอได้ทำกิจกรรมจิตศึกษา อยู่ในวงสนทนาที่ครูรับฟัง ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด หรือการตัดสินกัน หวานรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะแสดงความคิดเห็นและพูดต่อหน้าผู้คน “หนูเคยไม่กล้าถามคำถามเลย แต่ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าถ้าไม่ถาม ก็จะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียนและพัฒนาตัวเองได้”

ติ๊กเล่าว่าจิตศึกษาสอนให้เธอมองเห็นมากกว่าตนเองและเข้าใจผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของเธอ “อย่างเวลาทำตัวกับน้องหรือการทำงานบ้าน พอหนูได้มาเรียนจิตศึกษา หนูก็ได้รู้ว่าถ้าทำเรื่องนี้ได้ดีก็น่าจะแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ หนูรู้ว่าพวกท่านอาจจะไม่อยู่กับเราตลอดไป ก็ควรช่วยท่านและฝึกฝนความรับผิดชอบของตัวเอง”

พี่ ป.6 นำเสนอผลงานจากคาบ PBL หัวข้อระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

สำหรับ PBL หรือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ติ๊กบอกว่า แต่ก่อนเธอไม่ค่อยชอบทำงานในคาบเรียน หรือเวลามีการบ้านก็จะ “ดองไว้” แต่เมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริงกับหน่วยเนื้อหาที่หลากหลาย เธอตัดสินใจลองทำดูเพราะอาจจะทำได้ดีก็ได้ ผลที่ออกมาคือทั้งทำได้ดีและสนุก “หนูชอบหน่วยที่เกี่ยวหลักการทางวิทยาศาสตร์และอวกาศเป็นพิเศษ เรียนกับ PBL ทำให้ได้ตั้งคำถามไปเรื่อย ๆ และได้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”

“ถ้าเป็นไปได้หนูอยากเรียนแบบนี้ไปจนจบ ม.6 เลย” ติ๊กพูดต่อ “แต่ถ้าโรงเรียนมัธยมที่ไปเรียนต่อไม่สอนแบบนี้ หนูก็จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม ทบทวนว่าจิตศึกษาที่เคยเรียนมามีประโยชน์กับเราหรือเปล่า ถ้ามี เราก็ต้องดูว่ามันจะช่วยเรายังไงได้บ้าง”