เคยสงสัยมั้ย 1 สัปดาห์ของครูโรงเรียนขนาดเล็กในช่วงโควิดเป็นอย่างไร?

ช่วงปลายเดือนเมษายนแบบนี้ ทุกโรงเรียนต่างกำลังเตรียมตัวสำหรับภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสนับสนุนให้เปิดทำการสอนที่โรงเรียน แต่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของสถานการณ์โรคระบาดในแต่ละพื้นที่

ครูบัว–บุณฑริก ซื่อสัตย์ โรงเรียนบ้านฮากฮาน จ.น่าน บอกเราว่าตอนนี้โรงเรียนพร้อมแล้วสำหรับเทอมใหม่ on-site หลังจากที่ภาคเรียนก่อนต้องเรียนแบบ on-hand เพราะการระบาดของโควิดในชุมชนยังไม่ลดลง

ตอนนั้น โรงเรียนทำทุกอย่างเพื่อปรับตัว เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในชุมชนยังดำเนินต่อไปได้

ตอนนั้น 1 สัปดาห์ในชีวิตของครูโรงเรียนขนาดเล็กเป็นอย่างไร? โควิดทำให้ความเป็นครูเปลี่ยนไปอย่างไร? มีอะไรเป็นบทเรียนสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคตที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา? เรามาฟังครูบัวเล่ากัน

ครูบัวรายวัน

อังคารที่ 1 มีนาคม 2565 – ไรเดอร์ on-hand

โรงเรียนขนาดเล็กต้องปรับตัวเป็นอย่างมากจากการประกาศปิดโรงเรียน ที่สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจัดการเรียนการสอนแบบ on-site สู่การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand เมื่อรัฐมีมาตรการให้แต่ละพื้นที่จัดการกับสถานการณ์ตามความเหมาะสม มอบหมายให้แต่ละชุมชนดูแลกันเอง ทำให้โรงเรียนบ้านฮากฮานของเราต้องดูแลตนเอง จัดการค่าถ่ายเอกสาร ทำใบงานแจกกันเอง ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้ เนื่องจากครอบครัวของนักเรียนมีฐานะยากจน ไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์และผู้ปกครองต้องไปทำไร่ทำสวนกลับบ้านตอนมืดค่ำ

ในบางชุมชนที่เกิดการระบาดหนัก โรงเรียนขนาดเล็กใช้วิธีฝากใบงานไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนมารับ ลดความเสี่ยงในการสัมผัสระหว่างครูและนักเรียน

การทำใบงานที่ต้องใช้งบประมาณทางด้านกระดาษ หมึกพิมพ์ และค่ายานพาหนะไปบ้านนักเรียน ครูและโรงเรียนต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด แถมสิ่งที่พ่วงมาด้วยคือค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ถูกผลักภาระมาให้ครูมอบให้กับนักเรียน ห้องเรียนของครูบัวมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ครูบัวได้ทำการแจกใบงานด้วยตนเองตามบ้านของพี่นักเรียน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน วางแผนการเดินทางในหัว บางคนก็ดีใจเมื่อได้รับใบงาน ส่วนบางคนก็ทำหน้ามุ่ยเพราะอยากไปโรงเรียนมากกว่า

“เวลาแม่สอนไม่ใจดีแบบครูสอน”

บางคนร้องไห้ไปเรียนไป เพราะที่บ้านสอนแบบถือไม้เรียวไปด้วย ในสถานการณ์ปกติผู้ปกครองหลายท่านฝากลูกหลานไว้กับทางโรงเรียน ส่วนตัวเองก็เข้าสวน เข้าไร่ ทำงานกลับบ้านตอนค่ำ ๆ ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน เมื่อโรงเรียนปิดจึงเจออุปสรรคทั้งเรื่องการหารายได้จุนเจือครอบครัวและจัดการเรียนรู้ของลูกหลาน เพราะไม่สามารถฝากไว้ที่โรงเรียนได้

การหยุดการเรียน on-site สร้างผลกระทบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ครูบัวคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการจัดการเรียนการสอนของเด็กในระดับประถมศึกษา ก็คือการพบกันระหว่างครูและนักเรียน

พุธที่ 2 มีนาคม 2565 – ว่าด้วยเรื่อง “เป็ด”

ครูบัวเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการสะสางงานเก่า จากภาระงานการสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่เราสอนทุกวิชาและทำงานธุรการประจำชั้น วันนี้ใช้เวลาตรวจงานอย่างละเอียด กินเวลานานนับหลายชั่วโมง ลายมือกระยึกกระยือบนกระดาษใบงานทำเอาปวดตา แต่ก็ทำให้รู้ตัวว่าจริง ๆ ต้องตัดแว่นใหม่เสียแล้ว

การสอน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์คือภาระหน้าที่ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จัดการเรียนการสอนทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่มีแม้แต่คาบว่างสำหรับการตรวจงานในชั่วโมงที่เพิ่งทำการสอนเสร็จ พวกเราคือครูที่สอนได้ทุกวิชา แต่คงมีวิชาที่ตนเองไม่ถนัดและไม่สามารถสอนได้อย่างเต็มที่ รู้กว้างๆ แต่ไม่รู้ลึก ๆ บางครั้งมักถูกนักวิชาการหลายท่าน เรียกกันว่า “ครูเป็ด” คือ ลักษณะคล้ายกับความสามารถของเป็ด ที่อยู่บนบกก็ได้ อยู่ในน้ำก็ได้ บินก็ได้ แต่ก็ไม่เก่งอะไรสักอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว เราคือผู้ที่มีศักยภาพหลากหลาย (Multipotential) กล่าวคือ เป็นคนที่มีความชอบที่หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จึงขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนครูทุก ๆ ท่านในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่กำลังทำงานหลายด้าน แต่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เก่งอะไรด้านใดด้านหนึ่ง นำโอกาสนี้ให้เราสามารถได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความหลากหลาย สนุกกับงานที่เข้ามา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในตัวเอง เรียนรู้จากงานที่ถาโถมเข้ามาในโรงเรียนขนาดเล็ก จนทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2565 – WFH ที่ย่อมาจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน”

WFH ของครูบัวย่อมากจาก “เวิร์คฟรอมโฮงเฮียน” ภารกิจวันนี้ ตรวจชิ้นงาน เก็บคะแนนนักเรียน กรอกข้อมูลลงของนักเรียนลงใน “ปพ.” หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า เอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเอกสารหลักฐานการศึกษาซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่สถานศึกษาต้องจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของการจัดการศึกษา บันทึกข้อมูลในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน และประเมินผลการเรียน แบบ ปพ. มีทั้งหมด 9 แบบด้วยกัน ได้แก่

    • ปพ.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript) เป็นเอกสารบันทึกผลการเรียนตามสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาและกิจกรรมต่าง ๆ
    • ปพ.2 หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา (ใบประกาศนียบัตร) เป็นเอกสารที่สถานศึกษาออกให้กับผู้สำเร็จการศึกษาและรับรองวุฒิการศึกษา
    • ปพ.3 แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นแบบรายงานรายชื่อและข้อมูลภาคบังคับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    • ปพ.4 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นเอกสารรายงานพัฒนาการด้านคุณลักษณะของผู้เรียน เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
    • ปพ.5 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เป็นเอกสารสำหรับผู้สอนใช้บันทึกเวลาเรียน ข้อมูลการวัดและประเมินผลการเรียนต่างๆ (โรงเรียนครูบัวเขียนด้วยมือลายมือบรรจง)
    • ปพ.6 แบบรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล
    • ปพ.7 ใบรับรองผลการศึกษา
    • ปพ.8 ระเบียนสะสม เป็นเอกสารบันทึกข้อมูลพัฒนาการและผลงานด้านต่างๆ
    • ปพ.9 สมุดบันทึกผลการเรียน เป็นสมุดบันทึกผลการเรียนรู้ เพื่อบันทึกรายวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนในแต่ละชั้นปีตามโครงสร้างหลักสูตรของสถานศึกษา

นี่เป็นเพียงเอกสารงานส่วนหนึ่งที่ครูต้องทำในแต่ละปีการศึกษา จะเห็นได้ว่าภาระงานครู ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว งานเอกสารต่าง ๆ ก็มีมากมายเช่นกัน ไม่ว่าโรงเรียนจะมีบุคลากรเท่าไร่ ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน ปริมาณเอกสารนั้นมากเท่าเดิม นี่คงเป็นคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่า “ทำไมครูไทยถึงอยากลาออก?”

ศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2565 – มีนาหน้าสอบ

เมื่อเข้าช่วงเทศกาลสอบปลายภาค งานเตรียมข้อสอบก็มาถึง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ชีวิตครูตัวน้อย ๆ จะวุ่นวายอีกครั้ง วันนี้ครูบัวอยากนำเสนอวิธีการเตรียมข้อสอบ เทคนิคคือทำตามมาตรฐานและตัวชี้วัด และมีข้อสอบ 2 ฉบับ เป็นข้อสอบแบบอัตนัย (subjective) ซึ่งเป็นข้อเขียนตอบ และแบบปรนัย (objective) หรือข้อสอบแบบเลือกตอบ เพราะบางทีพี่นักเรียนก็กากบาทแม่น มือแม่นดังเช่นจับวาง ครูจึงต้องออกข้อสอบเขียนตอบเพื่อแยกคนที่ดวงดี กับคนตั้งใจเรียนออกจากกัน ครูบัวสอนทุกวิชาก็ต้องออกข้อสอบทุกวิชา แต่บางรายวิชาสามารถสอบนอกตารางได้หรือเก็บคะแนนจากผลงานได้ ครูบัวจึงเน้นมีการสอบสำหรับวิชาหลัก

หลังสอบปลายภาคแล้ว งานสอบแก้ตัวก็ตามมาติดมาเป็นเช่นเงา ย่อมมีผู้เรียนที่สอบไม่ผ่าน คำถามคือครูจัดการแก้ปัญหาอย่างไร งานสอบแก้ตัว งานสอบซ่อม งานทำผลงานเพื่อแก้ไขคะแนนเพื่อไม่ให้ติดศูนย์ จึงต้องเป็นแผน B ที่เตรียมไว้ให้กับผู้เรียน นอกจากแผน A สอบ แผน B สอบซ่อม ครูบางท่าน อาจจะมี แผน C D E F G … ซึ่งเป็นไปตามหลักการและบริบทของแต่ละสถานศึกษา

งานนี้ต้องบอกเลยว่ายากกว่าที่เคย เพราะการที่พี่นักเรียนไม่ได้เรียนในห้อง ความรู้ที่ได้นั้นย่อมไม่เต็ม 100% เด็กบางคนก็ไม่สามารถทำใบงานส่งได้ อันมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ขาดผู้ปกครองที่คอยแนะนำ เนื้อหายากเกินไป ขาดทักษะในเนื้อหาวิชาหรือการสืบค้นข้อมูลความรู้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลแล้ว เด็กของเรามักมีความขาดแคลนทางด้านเทคโนโลยี ครัวเรือนส่วนมากยากจน ไม่มีอินเตอร์เน็ต มิหนำซ้ำอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถสอนการบ้านได้ และยังต้องให้หลานคอยดูแลงานต่าง ๆ ภายในบ้านอีกด้วย ครูจึงต้องเข้าใจพื้นฐานชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้เรียน และสามารถช่วยเหลือ-สนับสนุนได้อย่างเหมาะสม

เสาร์ที่ 5 มีนาคม 2565 – โรงเรียนของชุมชน

วันนี้ไม่เข้าไปทำงานที่โรงเรียนหนึ่งวัน ครูบัวตั้งใจว่าจะไปตามบ้านเพื่อขอเอกสารการสมัครเข้าเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งต้องใช้เอกสารดังต่อไปนี้

  • สำเนาสูติบัตรของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ
  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา 1 ฉบับ

กรณี ไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา

  • สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง 1 ฉบับ
  • สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) 1 ฉบับ

ซึ่งทางโรงเรียนได้แจ้งผ่านทางเพจประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ปกครองบางส่วนที่ไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าถึง หรือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ไม่รู้ข่าวสารจ่าง ๆ ครูจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในเชิงรุก คือการไปหานักเรียนถึงที่บ้าน เพื่อขอเอกสารประกอบต่าง ๆ บางกรณี หลังจากตามไปที่บ้านก็พบว่าสาเหตุที่ไม่มาติดตามส่งเอกสาร เพราะไม่มีร้านค้าหรือที่สำเนาเอกสาร ครูจึงแก้ปัญหาให้ด้วยการบริการถ่ายเอกสารฟรี

ความสัมพันธ์ของชุมชนและโรงเรียนจึงมีความเกื้อหนุนกัน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่เรามองในมุมของครอบครัว สำหรับชุมชน โรงเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่ราชการ แต่เราเป็นบ้านหลังเดียวกัน ที่เป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนมีความสำคัญต่อกันและกัน

อาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2565 – เวรรักษาการณ์

ถ้าทำงานทุกวันเราจะไม่รู้จักวันหยุด

วันอาทิตย์นี้ครูบัวเป็นเวรรักษาการณ์ที่โรงเรียน

ครูผู้หญิงจะได้อยู่เวรกลางวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. หน้าที่ของครูเวรคือตรวจตราความสงบเรียบร้อยต่าง ๆ ทำงานในชั้นเรียนหรืองานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนมากจะเป็นคำสั่งครูเพียงหนึ่งคน การมาอยู่โรงเรียนเพียงคนเดียวสำหรับครูผู้หญิง เราไม่รู้ได้เลยว่าอันตรายจะย่างเข้ามาเมื่อไร ทั้งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ครูบัวได้ติดตามเพจต่าง ๆ ทางเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับครูและการศึกษา มีครูผู้หญิงท่านหนึ่งถูกกลุ่มคนร้ายล่วงละเมิดทางเพศขณะไปทำการอยู่เวร หรือบางกรณีถูกครูต่างเพศฉวยโอกาสคุกคาม ทุกครั้งที่ครูบัวมาอยู่เวรที่โรงเรียน จะชักชวนพี่นักเรียนมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยเป็นประจำ ซึ่งต้องขออนุญาตผู้ปกครองเด็กก่อน และเลี้ยงอาหารกลางวันด้วย ที่ผ่านมาผู้ปกครองให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด มาส่งบุตรหลานถึงบ้านพักครู เพราะครูสามารถช่วยดูได้ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ที่บ้านคนเดียว ถ้าให้มาอยู่กับครูจะปลอดภัยมากกว่า บางครั้งครูบัวก็ชวนเพื่อนมาอยู่เวรด้วย ช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียน รดน้ำต้นไม้ ทำงานต่าง ๆ ทำให้การมาอยู่เวรยามของเรารู้สึกปลอดภัย มีความหมาย และมีความสุขเพราะได้ใช้เวลาทำประโยชน์หลายอย่าง

การทำงานในเวลาราชการบางครั้งก็ไม่พอ ครูส่วนมากจึงต้องเสียสละเวลาในวันหยุดส่วนตัวมาทำงานที่โรงเรียน จะเห็นได้ว่าการเป็นครูมักไม่มีวันหยุดและเวลาว่าง ครูบัวถึงได้ไม่แปลกใจทำไมครูสาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายท่าน ถึงยังครองความเป็นโสดอยู่ได้นาน ดังเช่นเกลือที่รักษาความเค็ม

ก็คงเพราะความทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเด็กและชุมชน มากกว่าการใช้เวลาในการไขว่คว้าวิ่งตามหาความรักของตนเอง

จันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 – คำถามสำคัญ

วันแห่งการรอคอยผลงานการทำใบงานของพี่นักเรียน ผลจากการเรียนแบบ on-hand ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่ครูคาดคิดไว้กับความเป็นจริง ครูบัวเองก็พอที่จะรู้ผลอยู่ในใจบ้างแล้ว เพราะเรารู้และเข้าใจสภาพบริบทของครอบครัวแต่ละคน

จากการทำใบงาน ผลปรากฏว่า พี่นักเรียน 3 คนที่อาศัยอยู่กับผู้ปกครอง ทำเสร็จเรียบร้อยถูกต้อง พี่นักเรียน 1 คน ทำเกือบเสร็จ เขาอาศัยอยู่กับคุณย่าแต่มีพี่สาวที่สามารถช่วยเหลือได้บ้าง แต่พี่ก็มีใบงานที่ต้องทำด้วยเช่นกันและงานของพี่สาวเองก็ไม่เสร็จ ส่วนพี่นักเรียนอีก 1 คน ทำงานไม่เสร็จ เพราะคุณแม่ไปรับจ้างทำงานให้กับนายจ้าง ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องทบทวนเนื้อหาร่วมกันอีกครั้ง และคอยเก็บตกพี่นักเรียนที่ทำใบงานไม่ได้หรือไม่เสร็จ เราจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง ปล่อยให้เขาเรียนไม่ทันเพื่อนเนื่องจากปัจจัยที่เหนือการควบคุมของเขาไม่ได้

การจัดการเรียนการสอนแบบ on-hand ในโรงเรียนขนาดเล็กจึงเป็นความท้าทายของครูผู้สอน ภายใต้ขีดจำกัดหลาย ๆ อย่าง ผู้เรียนควรได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ภายใต้บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่ภาระงานหนัก มีใครบ้างที่จะไม่อยากสอนแบบสบาย ๆ อยากมีคาบว่าง อยากมีเวลาให้ครอบครัว อยากรวย ทำงานน้อย ๆ แต่ได้เงินเยอะ ๆ จากสภาพปัญหาต่าง ๆ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกยุบควบรวม เพื่อให้ส่วนกลางสามารถบริหารจัดการด้านทรัพยากรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนี้ทำให้เด็กออกห่างจากชุมชนไปเรื่อย ๆ เด็กที่อาศัยอยู่กับคนชราจะถูกละเลย เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ใช้แรงงานก็มักจะถูกเพิกเฉย กลุ่มเด็กเปราะบางเหล่านี้กำลังจะถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตและความความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ ต้องตื่นจากความใฝ่ฝันของพวกเขามาสู้กับความเป็นจริงที่ไม่อยู่ข้างพวกเขาเลย

หากเราทำเพื่อกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เปราะบาง หากความรู้ความสามารถของคนคนหนึ่งมีมีประโยชน์ต่อใครบางคน จะสามารถช่วยให้หลาย ๆ ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ทุกครั้งที่เหนื่อยและท้อกับภาระหน้าที่อันหนักหน่วง เราคงต้องมองย้อนกลับไปตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามให้ได้คำตอบกับตนเองว่า “ทำไมถึงอยากมาเป็นครู?”


ครูบัวคือครูแกนนำโครงการ ACCESS School ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดน่าน ผ่านการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมและชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถจ่ายได้